จากสายงานด้านสุขภาพ สู่ผู้จัดการด้านวิทยาศาสตร์ บริษัทระดับโลก [PR]

ในยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังมีความก้าวหน้า ผู้คนต่างต้องการข้อมูลที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาช่วยในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ เพื่อให้เราสามารถดูแลตัวเองและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้มากขึ้น แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้กลับมีเป็นจำนวนมากและบางครั้งกลายเป็นการสร้างความสับสน ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อที่ออกมาจากหลายหน่วยงาน-หลายฝั่งนั้น จนหลายครั้งมีคำถามถึงความจริงและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เราได้รับในแต่ละวันผ่านช่องทางต่าง ๆ

- Advertisement -

การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง มีความเป็นเอกภาพและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence Based) จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมและการกำหนดนโยบายที่ถูกต้องได้

ด้วยความเชื่อในหลักการพื้นฐานนี้ คุณจูน ศุภรักษ์ เกษมชัยพิพัฒน์ บอกกับเราว่าเธอจึงตัดสินใจมาร่วมงานกับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ในฐานะผู้จัดการด้านวิทยาศาสตร์ เพราะจะได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่อ้างอิงจากตัวเลขและข้อมูล ซึ่งมาสนับสนุนความจริงโดยปราศจากอารมณ์และอคติใด ๆ ให้คนที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ

คุณจูน จบการศึกษาปริญญา สาขาเภสัชศาสตร์ และทำงานในสายงานด้านสุขภาพมาตลอดกว่า 9 ปี จุดหักเหที่ทำให้เธอตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน เพราะเธอเห็นว่าฟิลลิป มอร์ริส เป็นบริษัทระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาเป็นอันดับแรก โดยจัดงบประมาณถึง 8.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีเครือข่ายด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีอีกกว่า 30 แห่งทั่วโลก และที่สำคัญคือบริษัทกำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติธุรกิจของตัวเอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับผู้สูบบุหรี่ทั่วโลก จึงถือเป็นโอกาสให้เธอได้เรียนรู้และสามารถแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมงานกว่า 71,000 คนจาก 180 ประเทศทั่วโลก และเธอยอมรับว่า แม้จะทำงานกับฟิลลิป มอร์ริส มา 2 ปีกว่า แต่เธอยังเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด

คุณจูนเล่าความประทับใจในการร่วมงานกับฟิลลิป มอร์ริส ว่า “จูนเข้ามาในช่วงที่องค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เน้นการวิจัย มุ่งหาแนวทางในการลดอันตรายจากยาสูบ คนที่ทำงานในองค์กรเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานเช่นกัน ด้วยความที่บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องการทำงานเป็นทีม และมีโปรเจ็คที่ให้เราได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานจากแผนกต่างๆ ทำให้เรามีแนวความคิดและแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายของโปรเจ็คนั้นๆ  เมื่อเจอปัญหาอุปสรรค ทีมก็จะมีความยืดหยุ่น ปรับแนวคิดไปตามสถานการณ์ และพร้อมช่วยเหลือกันจนสามารถหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ ที่สำคัญบริษัทยังเปิดโอกาสให้ได้ทดลองไอเดียทางธุรกิจที่เราคิดว่าเป็นไปได้ ซึ่งทุกคนก็จะต้องใช้หลักพื้นฐานทางวิทยาศาตร์ เริ่มต้นด้วยการกำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน ทดลองทำ และถ้าผลออกมาไม่เป็นตามที่ตั้งไว้ ก็เรียนรู้จากความผิดพลาด และหาแนวทางใหม่”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้พัฒนาตนเอง ซึ่งการพัฒนาทักษะนั้นก็มาจากฟีดแบคและความต้องการของพนักงานเอง เช่นความรู้ที่เกี่ยวกับสายงานที่เราต้องทำ ทักษะด้านดิจิตอล และที่สำคัญคือการเรียนรู้ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ และหนึ่งในความรับผิดชอบสำคัญของคุณจูนคือช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของพีเอ็มไอให้กับคนในองค์กรและคนในสังคม ซึ่งแม้จะเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และวิธีที่ดีที่สุดคือการไม่สูบบุหรี่หรือเลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด แต่ข้อเท็จจริงและการศึกษาที่เกี่ยวกับลดอันตรายจากยาสูบก็ยังเป็นเรื่องใหม่และยังไม่เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในสังคม

“การประกาศเปลี่ยนทิศทางของบริษัทฯ เป็นเรื่องน่าตกใจของใครหลายคนที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ภารกิจแรกคือการสร้างความเข้าใจกับพนักงานในองค์กร เราทำงานอย่างหนักทำความเข้าใจกับข้อมูลเพื่อตอบทุกข้อสงสัยของตัวเอง หากเราเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว เราจึงสามารถไปบอกคนอื่นได้ หน้าที่ของเราคือการแปรข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และนำเสนอออกมาให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจสำหรับคนหลากหลายกลุ่ม และคาดหวังให้เกิดการพูดคุยบนหลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์”

เมื่อโลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผู้คนย่อมเลือกหนทางที่จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นในทุกๆ ด้าน รวมทั้งอุตสาหกรรมยาสูบที่จะค่อยๆ ตายลงไป เพราะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ออกมาเรื่อย ๆ ว่าควันจากการเผาไหม้บุหรี่คือตัวปัญหา จนในที่สุดบริษัทฯ ต้องปรับตัวเอง ใช้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทางเลือกสำหรับผู้สูบบุหรี่

“สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เป้าหมายการสร้างสังคมไร้ควันเป็นจริงได้ ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับคนในองค์กรก่อน เพื่อที่จะสามารถสื่อสารออกไปให้คนข้างนอกได้เข้าใจได้ด้วย การที่บริษัทฯไม่เคยหยุดการคิดค้นและพัฒนา ซึ่งจูนคิดว่าบริษัทฯ มีความก้าวหน้ามาในทิศทางที่ดีแล้ว เราได้เห็นหลาย ๆ คนในองค์กรเริ่มพูดเริ่มเข้าใจเรื่องวิสัยสังคมไร้ควัน และทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันที่จะทำให้มันเป็นจริงให้ได้ในสังคมไทย”