หนึ่งในทีมงาน “เป็ดไทยสู้ภัย” อธิบาย ทำไมผู้ป่วย Covid ที่กักตัวอยู่บ้านถึงได้ยาช้า?

ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาตัวอยู่ที่บ้านอาจไม่ได้รับยาจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วอย่างใจคิด ซึ่งล่าสุดมีหนึ่งในทีมงาน “เป็ดไทยสู้ภัย” อย่างคุณธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วายดีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้ออกมาโพสต์อธิบายถึงสถานการณ์ที่ผู้ป่วยเผชิญอยู่ พร้อมโซลูชันในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

- Advertisement -

///////////////////////////////////////////////////////////

ทำไมผู้ป่วย Covid ที่กักตัวอยู่บ้านถึงได้ยาช้า ??

งานนี้ไม่ใช่การพร่ำบ่น ….. แต่ผมจะขอพูดถึงเหตุของปัญหา พร้อมกับ Solution ด้วยครับ

ถึงจุดนี้ เชื่อว่าเกือบจะทุกคน จะได้ยินเคสของผู้ป่วย Covid ที่จำเป็นต้องกักตัวอยู่บ้าน แต่ไม่ได้รับยารักษา หรือ ซ้ำร้ายกว่านั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาเสียด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ทำการลงทะเบียนผู้ป่วย แทบจะทุกช่องทาง ….

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไม???

เป็นความบังเอิญมาก ๆ ครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เป็นอาสาสมัครเข้าไปช่วยในโครงการ “เป็ดไทยสู้ภัย” ซึ่งเป็นกลุ่มของบริษัทเทคสตาร์ทอัพ หลายบริษัท ที่พยายามเอาเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทีมแพทย์ พยาบาลด่านหน้า เลยได้ทราบความจริง ว่าทำไม การส่งยาไปหาผู้ป่วยถึงได้ล่าช้าเช่นนี้ ??

จริง ๆ แค่การส่งยาหาผู้ป่วย มันไม่น่าจะยากเย็นอะไร เพราะทุกวันนี้ระบบ Logistic บ้านเรา ก็แข็งแรงขึ้นมาก ๆ แล้ว กองทัพ Delivery ก็มีเยอะแยะ ทำไมไม่เรียกใช้ ??

ผมคิดว่า หลาย ๆ คน คงสงสัยแบบผม

สรุปรวบตึงแบบง่าย ๆ หนึ่งในสาเหตุใหญ่ของสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เราขาดแคลน “ทีมแพทย์ที่จะทำการสั่งยา” ครับ

การจ่ายยาให้ผู้ป่วยนั้น ไม่สามารถที่จะทำซี้ซั้วครับ ต้องมีการสอบถามอาการ อาการถึงขั้นไหนแล้ว? อายุเท่าไหร่? สุขภาพทั่วไปเป็นอย่างไร? มีโรคประจำตัวมั้ย? แพ้ยาอะไรมั้ย? ฯลฯ

แถมบ้านเรามีกฎหมายด้วยว่า แพทย์ไม่สามารถสั่งยาได้โดยไม่ทำการตรวจคนไข้ก่อน

อย่างที่ทราบกัน ทีมแพทย์ที่ทำงานหน้าด่าน รักษาผู้ป่วยสีแดง ก็คิวแน่นเอี้ยด แทบจะไม่ได้หลับได้นอนกันอยู่แล้ว ผู้ป่วยรายใหม่สีเหลือง สีเขียว ก็ถลาถาโถมเพิ่มเข้ามาทุกวัน ๆ พอเป็นเช่นนี้แล้ว ก็เลยเกิดปัญหาคอขวด ทำให้แพทย์ไม่สามารถโทรไปสอบถามอาการ และทำการจ่ายยาได้ทัน ….

ผู้ป่วยก็ต้องรอกันไป จากเขียว เป็นเหลือง จากเหลืองเป็นแดง จากแดงเป็น ………

คุณธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ซีอีโอบริษัท YDM Thailand

ทางทีม “เป็ดไทยสู้ภัย” เลยไม่รอช้า เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้

ในเฟสก่อนหน้านี้ โชคดีมาก ๆ ที่ทีมงานของเรา ได้มีส่วนร่วมกับระบบทะเบียนของผู้ที่มารับการตรวจโควิด เราจึงสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ป่วยที่ติด COVID ได้ เราเลยทำการพัฒนาระบบขึ้นมาอีกตัว เชื่อมต่อเข้าไปจากฐานข้อมูลเดิม เป็นระบบแบบสอบถามอาการผู้ป่วยเบื้องต้น ซึ่งเป็นชุดคำถามง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถถามแทนหมอได้ และให้อาสาสมัครช่วยโทรศัพท์ไปสอบถามอาการผู้ป่วยแทนแพทย์ที่วุ่นวายงานเต็มมืออยู่

จากนั้นเราก็จะส่งข้อมูลชุดนี้ ไปยัง “เภสัชกร” รวมถึง แพทย์อาสาที่ไม่ได้ทำงานด่านหน้า ให้ช่วยจัดการ “สั่งยา” ไปยังผู้ป่วยแทน

อาจจะเป็นเภสัชตามร้านขายยา หรือ นักศึกษาแพทย์ ที่อยู่ตามมหาวิทยาลัยสามารถ Log-in เข้ามาช่วยสั่งยาได้เลย

ขณะนี้เราจัดหา และ จัดส่งยาให้ผู้ป่วย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยมีโน้ตติดไปกับชุดยาด้วยว่า “ถ้าคุณมีกำลังทรัพย์พอ ขอให้บริจาคค่ายากลับมาที่โครงการ “เป็ดไทยส่งยา” ด้วย แต่ถ้าคุณไม่มีกำลังทรัพย์ … คุณสามารถรับยานั้นไปได้เลย “ฟรี” !

โครงการของเรา กว่าจะมาถึงจุดนี้ เราวิ่งฝ่าด่านสารพัด

– ติดต่อส่วนราชการ เพื่อขอเชื่อมต่อข้อมูล
– จัดหาอาสาสมัคร เพื่อช่วยโทรสอบถามอาการผู้ป่วย
– วิ่งหา “เภสัชกร” หรือ “ทีมแพทย์อาสาสมัคร” ให้มาช่วยเข้าร่วมโครงการ
– วิ่งหา “ยารักษาโควิด” ซึ่งบางส่วนเริ่มจะขาดแคลน และ ต้องหาสั่งจากต่างประเทศ
– หาพันธมิตร Logistic ที่ยินดีจะช่วยส่งยาหาผู้ป่วย

ไม่รวมถึงการพัฒนาระบบต่าง ๆ ที่บรรดาบริษัทเทคสตาร์ทอัพเข้ามาช่วยพัฒนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ตอนนี้เราเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ทุกอย่างเราค่อนข้างพร้อม แต่เราขาดแค่เพียงสิ่งเดียวครับ และอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดด้วย

นั่นก็คือ ……”เงิน” ครับ

หลัก ๆ เราต้องใช้เงิน เพื่อการสั่งซื้อยา และ จ่ายค่าขนส่ง ราคาต่อ 1 ชุด เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 2,000 บาท

ถ้านับจำนวนผู้ป่วย ที่คงค้างอยู่ในระบบ เราต้องใช้เงินหลายล้านบาทต่อวัน

เราคงไม่รอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือครับ เพราะไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไร ทีมงานเลยตัดสินใจที่จะระดมทุนเงินบริจาคกันเอง

เราตัดสินใจใช้ ระบบคราวด์ฟันดิ้ง ของ SocialGiver โดยอาศัยชื่อของ “มูลนิธิ ยุวพัฒน์” ในการระดมเงินบริจาค เพื่อให้เราสามารถออกใบเสร็จให้กับผู้บริจาค ให้สามารถในไปใช้หักภาษีได้

ส่วนตัวผมค่อนข้างมั่นใจว่า โครงการนี้ เป็นประโยชน์ และ สามารถที่ช่วยเหลือ ผู้ป่วยได้จริง แบบเป็นรูปธรรม

เงินที่โอนเข้ามาทุกบาท ทุกสตางค์ หมายถึง การช่วยชีวิตคน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
– ผู้ป่วยสีเขียว ถ้าได้รับยาอย่างรวดเร็ว ก็ไม่กลายเป็นเหลือง
– ผู้ป่วยสีเหลือง ถ้าได้รับยาอย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสไม่กลายเป็นแดง
– ถ้าผู้ป่วยสีเขียว สีเหลือง มีน้อยลง แพทย์ด่านหน้า ก็จะมีเวลารักษาคนไข้ให้ไม่ถึงแก่ชีวิตมากขึ้น

ทุกคนสามารถช่วยเหลือ และ ร่วมบริจาค ได้ที่นี่เลยครับ
https://www.socialgiver.com/th/give/medicine-for-all

นอกจากนี้ ผมขอแรงจากทุก ๆ คน ช่วยกันแชร์บทความนี้ ออกไปให้มากที่สุดครับ
1 แชร์ของคุณ อาจต่อลมหายใจของใครบางคน
เราทุกคนช่วยกันได้ครับ !!