โควิด-19 ดันความต้องการแพ็กเกจจิ้งพุ่ง SCGP ครึ่งปีแรก 2564 กำไรพุ่ง 21% จ่ายปันผล 25 สต./หุ้น


เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP)
ประกาศผลประกอบการครึ่งแรกปี 2464 มีกำไรสุทธิ 4,397.99 ล้านบาท เติบโตขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เล็งเดินหน้าขยายกิจการในลักษณะ M&P อีก 2 ดีลใหญ่ในต่างประเทศ โดยเน้นไป
ที่อินโดนีเซียและสเปน คาดการณ์รายได้ทั้งปีทะลุแสนล้าน 

ครึ่งปีแรก ยังโต 21% 


คุณวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2564 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,263.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,904.21 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นทั่วอาเซียน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและอาหารแช่แข็ง อย่างไรก็ตาม ตลาดในประเทศไทย ได้กดดันจากต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ SCGP ก็จะใช้การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพเข้ามา

- Advertisement -

รวมทั้ง กิจการที่เข้าควบรวมกิจการ ไม่ว่าจะเป็น Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ในประเทศเวียดนาม และการเข้าลงทุนใน Go-Pak UK Limited (SOVI และ Go-Pak) เติบโตจากภายในอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในส่วนของ EBITDA เท่ากับ 5,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA margin ที่ 19%

SCGP ตั้งเป้ารายได้ทะลุ แสนล้าน

สำหรับกลยุทธ์ครึ่งปีหลังจะรักษาความเป็นผู้นำโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนและการขยายธุรกิจได้ตามแผนงาน โดยขยายกำลังการผลิตและการตลาดในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เช่น การผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย ส่วนแผน M&P คาดว่าภายในครึ่งปีหลัง 2564 จะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อกระจายฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มพอร์ตบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม กระบวนการทำงาน และโมเดลธุรกิจ เพื่อนำเสนอโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละราย รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรายละเอียด โครงการขยายกำลังการผลิต ได้แก่ การขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกระดาษเพิ่มขึ้นอีก 1,615 ล้านชิ้นต่อปี ที่ประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ รวมถึงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในฟิลิปปินส์อีก 220,000 ตันต่อปี และการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัวในประเทศไทยอีก 53 ล้านตารางเมตรต่อปี โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ปีนี้

ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 64 ในอัตรา หุ้นละ 0.25 บาท โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 25 ส.ค.64 และกำหนดวันที่ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 9 ส.ค.64