50+ ของโจ้-ธนา “ไม่อยากเป็นบอร์ดแล้ว” แต่ถ้าต้องเป็น ก็ขอเป็น ปธ.บอร์ดที่สนุกและแอคทีฟ

thana jo bluebik board

ต้องถือว่าเป็นบุคคลในแวดวงธุรกิจที่มีเส้นทางชีวิตแปลกใหม่ตลอดเวลา สำหรับ “โจ้ – ธนา เธียรอัจฉริยะ” โดยทางเลือกครั้งใหม่ในวัย 50+ ของเขาที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ คือการตัดสินใจรับตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการ” ให้กับบลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติไทยที่ตั้งเป้าจะเติบโตในฐานะ Tech Company รวมถึงตั้งเป้าเป็นผู้นำด้าน Digital Transformation ให้กับองค์กรขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียด้วย

- Advertisement -

“จริง ๆ ไม่ได้อยากเป็นหรอก บอร์ดน่ะ”

น่าสนใจที่ประโยคแรกที่คุณธนากล่าวถึงตำแหน่งใหม่นี้ก็คือการบอกว่า ในวัย 50+ เขาไม่ได้อยากรับตำแหน่งเป็นคณะกรรมการ หรือบอร์ดอีกแล้ว!!

“ตอนนี้ก็ 50 กว่าแล้ว ถ้าเลือกได้ไม่อยากทำงานที่ต้องเจอกระดาษเยอะ ๆ หรอก อยากทำงานที่สนุก งานครีเอทีฟ งานที่ทำแล้วเกิด Value เช่น งานที่พาคนสองคนมาเจอกัน เป็นพาร์ทเนอร์กันแบบนี้ชอบ แต่ที่รับตำแหน่งนี้เพราะคิดว่าเราก็ต้องการที่ที่เราจะได้อัปเดตตัวเองด้วยเรื่องใหม่ ๆ อัปเดตเรื่องเทคโนโลยี แล้วบลูบิคก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทำได้ในระดับดีมาก เขาทำดีลใหญ่ ๆ สำเร็จมามากมาย เช่น ออกแบบ Infrastructure ให้กับงานที่มีความซับซ้อนสูงของสถาบันการเงิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจรีเทล”

หนึ่งในตัวอย่างผลงานที่คุณธนากล่าวถึงคือการบริหารจัดการโครงการเชิงกลยุทธ์ (Strategic PMO) ให้กับการร่วมทุนของ 6 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทยได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารทหารไทย ในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านบล็อกเชนสำหรับภาคธนาคารในชื่อ BCI (Thailand) ตั้งแต่ Day 1 จนสำเร็จเสร็จสิ้นในปี 2019 ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวยังถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ธนาคารไทยและต่างชาติร่วมใช้บล็อกเชนบนระบบเดียวกัน และนำไปสู่การลดต้นทุนทางธุรกิจครั้งสำคัญเลยทีเดียว

คุณธนาขยายความในจุดนี้ว่า “โลกของบริษัทขนาดใหญ่ ทุกคนรู้ว่าถ้าไม่เปลี่ยนตัวเองเป็นดิจิทัลคือตายแน่ ๆ ซึ่งในช่วงแรกเราก็พยายามทำกันเอง แต่ก็ทำกันแบบ Traditional model คือตั้งฝ่ายไอทีขึ้นมา แล้วก็หวังว่ามันจะเปลี่ยนได้ ซึ่งผลก็อย่างที่เราเห็นกัน คือมันไม่ได้เปลี่ยนองค์กรได้จริง ๆ เราก็จะเห็นว่ามีคนติดปัญหากันเยอะ จนตอนนี้ หลาย ๆ บริษัทเปลี่ยนแนวคิดแล้ว เขาไม่เน้นโตจากภายในแล้ว แต่มาเริ่มเซ็ทธุรกิจขึ้นมาใหม่เลย”

ส่วนที่ว่าบลูบิกจะมาตอบโจทย์การทำธุรกิจขององค์กรระดับ Enterprise ในยุค Digital Transformation ได้อย่างไรนั้น คุณพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า

คุณพชร อารยะการกุล ซีอีโอ บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
คุณพชร อารยะการกุล ซีอีโอ บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

“เราพบว่า Pain Point ของบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทยที่เปลี่ยนตัวเองไปสู่ Digital ไม่ได้ หลัก ๆ มี 4 ข้อ หนึ่งคือซื้อเทคโนโลยีมาหลายสิบหลายร้อยล้าน แต่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีที่ซื้อมาได้ ข้อสองคือมีไอเดีย แต่ทำให้เกิดขึ้นจริงไม่ได้ สามคือขาดองค์ความรู้ และสี่คือขาดทีมงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ”

โจทย์ของบลูบิคคือทำให้ซีอีโอฝันดี

“งานของเราคือทำตัวเป็นจิ๊กซอว์ เข้าไปเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย เข้าไปช่วยสร้าง Value ให้ธุรกิจของลูกค้า เพื่อให้เขาโต 10X – 100X” คุณพชรกล่าว

“เราต่างจาก SI (System Integrator) ตรงที่โจทย์ที่บลูบิคได้รับมาจาก C-Level เวลาธุรกิจไปหา SI เขาจะมีแบบเรียบร้อยแล้วว่า อยากได้ระบบ หรือเทคโนโลยีแบบไหน แต่ปัญหาที่บลูบิคได้รับจะค่อนข้างกำกวม เช่น ตอนนี้ซีอีโอนอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่หลับเพราะอะไร เพราะอยู่ดี ๆ หุ้นตก กำไรลด เราต้องช่วยซีอีโอแก้ปัญหาที่บางทีเขาก็ไม่รู้ด้วยว่า มันเกิดจากอะไร มีคู่แข่งเข้ามาหรือเปล่า อะไรทำให้เขามีความกังวล”

“สิ่งที่เราทำตอนนี้มี 5 เซอร์วิส เซอร์วิสแรกคือ การเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และช่วยลูกค้าบริหารจัดการ ซึ่งโจทย์อาจเป็นลูกค้าต้องการทำแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก ๆ ในเวลาที่สั้นมาก ๆ หรือมีฟีเจอร์ประหลาดมาก ๆ สิ่งเหล่านี้เราต้องเลือกเทคโนโลยีที่ถูกต้อง ออกแบบ Infrastructure ให้โจทย์ของเขาเป็นจริงได้ และสเกลได้ด้วย นั่นคือหน้าที่เรา”

pachara bluebik ceo
คุณพชร อารยะการกุล

เซอร์วิสสองคือการทำเรื่อง Design consulting ที่ใช้แนวคิดของ Design Thinking เข้าไปช่วยหา Pain point ของลูกค้า หา Customer Journey ดีไซน์ UI/UX ออกมาเพื่อให้สิ่งที่คิดจับต้องได้ ซึ่งที่ผ่านมา บลูบิคได้ช่วยออกแบบแอป Mobile Banking ที่มีคนใช้หลักสิบล้านคน หรือเชนร้านอาหารที่มีหลายร้อยสาขามาแล้วเช่นกัน

“สามคืองานด้าน Digital Excellence & Delivery ข้อนี้เป็นเรื่องเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนสูง เช่น การออกแบบการทำงานระดับ Enterprise-Grade ที่สามารถรองรับคนหลายล้านคนได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งในมุมผู้ออกแบบมีหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง เช่น เรื่องของความสามารถในการสเกล เรื่องของ Trust และต้องรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น บล็อกเชนที่อาจไปปลั๊กเข้ากับบริการของเขาได้ด้วย เรามีหน้าที่ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับกับสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้”

“งานด้านที่สี่คือ Strategic PMO หรือก็คือการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ให้เดินไปในทิศทางที่ต้องการ แล้วเสร็จตามเวลา – งบประมาณที่วางไว้ (เช่น โครงการ BCI) และสุดท้ายคืองานด้าน Deeptech, AI, Machine Learning สิ่งที่เราเข้าไปช่วยคือ นำ Data มาสร้างมูลค่า หรือการใช้ Data เพื่อ detect fraud เช่น เราเคยทำกับพฤกษา ใช้เอไอช่วยเลือกโปรดักท์ที่จะนำเสนอให้ลูกค้า ทำให้ฝ่ายขายมียอดเพิ่มขึ้นใน BU ที่อยากจะอัปเซลล์ได้มากกว่า 20%” คุณพชรกล่าว

รายได้ใหม่บน Digital Model

นอกจากเซอร์วิสต่าง ๆ ที่มีแล้ว ความน่าตื่นเต้นอีกข้อที่คุณธนาบอกว่ามองเห็นจากการเป็นประธานกรรมการของบลูบิคคือ แนวคิดเรื่องที่มาของรายได้จากธุรกิจดิจิทัล

“ทุกวันนี้ การรับงานของบลูบิคยังเน้นไปที่เซอร์วิสเป็นหลักคือ เมื่อทำเสร็จแล้วก็ยกแพลตฟอร์มให้บริษัทลูกค้าไป แต่ถ้าบลูบิคเข้าตลาดฯ แล้วระดมทุนมาพัฒนาแพลตฟอร์มได้ ในอนาคต จะเกิดรายได้อีกประเภทนั่นคือ รายได้แบบ Subscription-based จากการเข้าใช้งานของลูกค้า และทำให้เราโตไปกับพาร์ทเนอร์ได้ดียิ่งขึ้น” (ทางบริษัทมีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ในเร็ว ๆ นี้)

นอกจากรายได้แบบ Subscription-based แล้ว อีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ของบลูบิคคือการ Joint Venture กับบริษัทต่าง ๆ ที่อาจถนัดในช่องทาง Traditional แต่ขาดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งบลูบิคเชื่อว่ามีโอกาสสร้าง S-Curve ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้อีกมากมายเช่นกัน

เลือดบางระจันต้องมา สร้าง Tech Company สัญชาติไทย

คณะกรรมการบริษัทบลูบิค จำกัด (มหาชน)
คณะกรรมการบริษัทบลูบิค จำกัด (มหาชน)

“ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจเป็นประธานบอร์ดให้บลูบิคก็คือ พอเราอายุขนาดนี้ ก็อยากจะทำงานบนความตั้งใจดี เหมือนตอนทำโรบินฮู้ด (แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ของ SCB10X ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ที่ไม่เก็บค่า GP) ตอนนั้นคือเลือดบางระจันขึ้นเลยนะ (หัวเราะ) เราอยากให้คนไทยเก่ง ๆ ได้มีที่ยืน ไม่ใช่ไปทำงานกับบริษัทต่างชาติกันหมด”

“การทำโรบินฮู้ดทำให้พี่เห็นว่า เราก็ตัวเล็ก ๆ นะ แต่สู้ได้กับต่างชาติ ถ้าเราสามารถช่วยสร้างบริษัทแบบนี้ให้เกิดขึ้นเยอะ ๆ พี่ก็ยินดี เพราะไม่อย่างนั้น งานที่ใช้สติปัญญาจะกลายเป็นแบรนด์ฝรั่งหมด แล้วถ้าเราปล่อยไปเรื่อย ๆ อีกหน่อยก็คงไม่มีบริษัทไทยดี ๆ เหลือ เด็กจบใหม่ก็ต้องไปทำงานให้ฝรั่งหมด อย่างน้อยถ้าเราช่วยเชียร์ให้บริษัทไทยเติบโตขึ้นได้ ก็หวังว่าในอีก 5 ปี น้องที่เก่ง ๆ จบกลับมาก็ยังมีบริษัทไทยให้ทำงานด้วย”

“แต่อย่างที่บอกว่าเราไม่ชอบงานกระดาษ เราอยากเป็นบอร์ดที่สนุกและแอคทีฟ ผมก็เลยชวนกันมาหลายคน ทั้งชลากรณ์ (คุณชลากรณ์ ปัญญาโฉม) ที่กว้างขวางในเรื่องคอนเทนต์ หนึ่ง-ครรชิต (คุณครรชิต บุนะจินดา) มือวางด้านการเงินลำดับต้น ๆ ของเมืองไทย แล้วก็คุณวศิษฐ์ จากศรีสวัสดิ์ (คุณวศิษฐ์ กาญจนหัตถกิจ) ที่แม่นเรื่องออดิทและตลาด Mass มาก สุดท้ายก็หนุ่ย – พงศ์สุข (คุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์) ที่เก่งด้านอินฟลูเอนเซอร์ ก็คิดว่าบลูบิคน่าจะพร้อมสำหรับไปสเต็ปต่อไป นั่นคือไปต่อกรกับต่างชาติได้แล้ว” คุณธนากล่าวปิดท้าย

ปัจจุบัน บลูบิคมีพนักงานทั้งสิ้น 130 คน โดยทั้งหมดเป็นคนไทย และตั้งเป้าเพิ่มพนักงานอีก 1 เท่า ส่วนรายได้ของบริษัทนั้น 40% มาจากธุรกิจ Digital Excellence & Delivery โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือสถาบันการเงิน ประกันภัย 40% รองลงมาคือ Retail, FMCG, พลังงาน และโทรคมนาคม

ทั้งนี้ แผนในอีก 5 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการเป็นบริษัทที่ปรึกษา บลูบิคตั้งเป้าเติบโตทางด้านเทคโนโลยีด้วยการช่วยบริษัทต่าง ๆ ในการทำ Digital Transformation รวมถึงสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ผ่านการ Joint Venture และ Subscription Model จากแพลตฟอร์มที่บริษัทสร้างขึ้น โดยมีแผนจะขยายตลาดในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV