ค้นคำตอบ ทำไม!! ตู้เวนดิ้งแมชชีน และร้านค้าโชห่วยต้องทำ CRM

ทุกวันนี้ ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ หรือตู้เวนดิ้งแมชชีน รวมไปถึงตู้เติมเงิน มีให้เห็นตามสถานที่ต่างๆ มากขึ้นกว่าในอดีต และมีสินค้าหลากหลายกว่าเดิมที่ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว แต่เคยลองสังเกตกันไหมว่า เวลาเดินๆ อยู่แล้วรู้สึกหิวน้ำ หรือแม้กระทั่งอยู่ในคอนโดแล้วน้ำหมด หรืออยากกินขนม คุณจะเดินไปซื้อน้ำที่ร้านสะดวกซื้อ หรือลงมาซื้อน้ำดื่มและขนมที่ตู้เวนดิ้งแมชชีนที่ตั้งอยู่ด่านล่างของคอนโด

- Advertisement -

หากเป็นเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าคำตอบของคนส่วนใหญ่คงเลือกเดินไปร้านสะดวกซื้อแบบไม่ลังเล แม้ว่าตัวร้านจะตั้งอยู่ไกลออกไป เหตุผลนั้นก็เป็นเพราะความไม่คุ้นชินในการซื้อสินค้าผ่านตู้หยอดเหรียญ รวมทั้งอาจจะมีเหรียญไม่ครบ เพราะเดิมทีตู้เวนดิ้งแมชชีนจะรับเฉพาะเหรียญเท่านั้น แต่มาในปัจจุบัน เราก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยังคงเลือกซื้อสินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อ

ทว่าเหตุผลนั้นอาจจะต่างออกไปจากเดิม เพราะในปัจจุบันตู้เวนดิ้งแมชชีนล้ำสมัยมากขึ้น สามารถใช้ธนบัตร และบางรุ่นยังรองรับการชำระเงินแบบ Cashless Society โดยเหตุผลสำคัญที่คนส่วนมากเลือกเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพราะว่าสามารถจะสะสมแต้มไว้เป็นส่วนลดหรือแลกซื้อสินค้าที่ต้องการซื้อในอนาคตได้ ด้วยเหตุนี้ ทำให้ “ตู้เวนดิ้งแมชชีน” และแม้แต่ “ตู้เติมเงิน” ที่ตั้งในร้านค้าปลีกไซส์เล็กต้องเริ่มปรับตัวให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการเติม CRM เข้าไปเพื่อให้เป็นมากกว่าตู้กดสินค้า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ตู้เวนดิ้งแมชชีนก็อาจจะเป็นได้แค่ตู้โชว์สินค้าเท่านั้น

3 เหตุผลที่ CRM สำคัญสำหรับ “ตู้เวนดิ้งแมชชีน”

หลายคนอาจสงสัยว่า ตู้เวนดิ้งแมชชีนก็คือ ตู้ขายสินค้า ซึ่งจะว่าไปแล้วเปรียบเสมือนช่องทางจำหน่าย ทำไมจึงต้องทำ CRM มาฟังคำตอบจาก คุณณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด และคุณชูเกียรติ รุจนพรพจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)

คุณณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด และคุณชูเกียรติ รุจนพรพจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)

1.การแข่งขันของร้านค้าปลีกรุนแรงมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจตู้เวนดิ้งแมชชีน และตู้เติมเงิน จากคู่แข่งที่เข้ามาจำหน่ายสินค้าของตัวเองผ่านตู้เวนดิ้งแมชชีนมากขึ้น รวมถึงติดตั้งในทำเลใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้แบรนด์ต้องมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการขายสินค้าจากหน้าร้านที่ต้องปิดให้บริการชั่วคราว ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการซื้อสินค้าที่ต้องการความสะดวกมากขึ้น

2.การแข่งขันของธุรกิจตู้เวนดิ้งแมชชีนไม่ได้เป็นการแข่งกับตู้เวนดิ้งแมชชีนด้วยกันเองเท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันกับร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่มีทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และความเร็ว หากร้านโชห่วย และตู้เวนดิ้งแมชชีน ยังคงการขายในรูปแบบเดิมๆ อาจจะทำให้สูญเสียฐานลูกค้า และทำให้เป็นเพียงตู้ขายสินค้าที่เมื่อลูกค้ามาซื้อสินค้าแล้วก็จบ

3.ปัจจุบันการทำ CRM และ Loyalty Program มีความสำคัญกับการทำธุรกิจตู้เวนดิ้งแมชชีนและตู้เติมเงินมากขึ้น เพราะจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตู้เวนดิ้งแมชชีน และดึงดูดให้ลูกค้าเดิมกลับมาซื้อซ้ำจนกลายเป็นลูกค้าขาประจำมากขึ้น

ขณะเดียวกันยังทำให้ร้านค้ารู้จัก และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และพร้อมเปลี่ยนใจไปหาแบรนด์ใหม่ตลอดเวลาหากได้ข้อเสนอที่ดีกว่า Loyalty Program โดยร้านค้าจะได้ Big Data ซึ่งเป็นฐานข้อมูลต่างๆ ของผู้บริโภคในการจับจ่ายและชำระสินค้าต่างๆ ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ทำให้ในระยะยาวสามารถนำมาวิเคราะห์ และทำความเข้าใจเพื่อต่อยอดพัฒนาแคมเปญที่เจาะลึกในแต่ละเซ็กเม้นต์กับพาร์ทเนอร์และร้านค้าได้ตรงใจต่อไป ซึ่งจะทำให้เป็นอีกหนึ่งหมัดเด็ดที่จะมัดใจผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้เพิ่มมากขึ้น และช่วยให้ร้านค้าเกิด Traffic มีคนในชุมชนหรือในละแวกใกล้เคียงมาใช้บริการร้านค้ามากขึ้น และดันยอดขายเพิ่มขึ้นตามมา

“บัซซี่บีส์” ผนึก “สบาย เทคโนโลยี” ตั้งสบาย เอ็กเชนจ์ ต่อยอดทำ CRM  

เมื่อ CRM เป็นหัวใจสำคัญในการทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าที่ตู้เวนดิ้งแมชชีนและอยู่กับร้านค้านานขึ้น ทำให้ล่าสุด บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY ผู้ให้บริการตู้เติมเงินอัตโนมัติ ภายใต้แบรนด์ “เติมสบายพลัส” ปัจจุบันให้บริการกว่า 54,000 ตู้ทั่วประเทศ ธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ภายใต้แบรนด์ “เวนดิ้งพลัส” และ “6.11 select” รวมกว่า 6,000 ตู้ รวมถึงธุรกิจติดตั้งและวางระบบศูนย์อาหาร และธุรกิจให้บริการการชำระเงิน “สบาย มันนี่” จับมือกับ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด (Buzzebees) ทำ Loyalty Program

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมทุนกันตั้งบริษัทภายใต้ชื่อ บริษัท สบาย เอ็กเชนจ์ จำกัด โดยแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นฝ่ายละ 50% โดยสบาย เอ็กเชนจ์ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระบบหลังบ้านระหว่างลูกค้ากับพันธมิตรร้านค้าที่ใช้ POS ของสบาย เทคโนโลยีเข้ากับ Eco-system ของบัซซี่บีส์ โดยทุกครั้งที่ลูกค้าเติมเงิน ซื้อสินค้าผ่านเวนดิ้งแมชชีน หรือกระทั่งชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช็อปต่างๆ ก็จะได้รับคะแนนสะสม

จากนั้นสบาย เอ็กเชนจ์ จะทำการประมวลผล และเปลี่ยนคะแนนทั้งหมดให้กลายเป็น SABUY Cash ซึ่งลูกค้าสามารถจะนำไปใช้เป็นส่วนลดกับบริการต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ หรือนำไปชำระเป็นเงินสดกับร้านค้าที่ร่วมรายการทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ รวมถึงสามารถแลกรับสินค้าต่างๆ ที่อยู่ในการบริหารจัดการของบัซซี่บีส์ได้ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งฐานลูกค้ากว่า 130 รายในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม

โดยในปีแรก คุณชูเกียรติ บอกว่า จะเน้นไปที่การสร้างระบบ Ecosystem เพื่อให้พันธมิตรร้านค้าเข้าร่วมใน Ecosystem โดยตั้งเป้าจะมีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 5,000 แห่ง และขยายระบบ Loyalty Program ให้ครอบคลุม 40,000-50,000 จุด

จึงนับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการ CRM และธุรกิจตู้เวนดิ้งแมชชีน ตู้เติมเงิน และธุรกิจรับชำระ ซึ่งหากสามารถต่อยอด CRM เข้าถึงชุมชน จะทำให้ตลาดขยายตัวได้เพิ่มขึ้น และมีสีสันสนุกยิ่งขึ้นแน่นอน