ถอด 4 แนวคิดสู่ความสำเร็จของ “ห่านคู่” เสื้อยืดในตำนาน ที่โตเงียบๆ ปีละ 500 ล้านบาท

ถ้าหากคุณจำเป็นต้องซื้อเสื้อยืดหรือเสื้อกล้ามสักตัว คุณจะเลือกซื้อแบรนด์ไหน? เราเชื่อเลยว่า ต้องมีเสื้อหน้าตาเรียบๆ อย่าง “ห่านคู่” หรือ “DOUBLE GOOSE” ที่มากับโลโก้ห่านสีเขียว 2 ตัว อยู่ในใจใครหลายคนโดยเฉพาะคนยุคเบบี้บูมเมอร์อย่างแน่นอน

- Advertisement -

แม้ในปัจจุบันจะมีเสื้อยืด เสื้อกล้ามแฟชั่นเกิดใหม่ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศให้ผู้คนได้เลือกสวมใส่กันมากมาย แต่คุณอาจจะไม่รู้ว่า “ห่านคู่” แบรนด์เสื้อยืดที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 68 ปี ที่คนรุ่นใหม่อาจจะมองว่าเชยแสนเชย เพราะหน้าตาเรียบๆ มีแต่คนรุ่นคุณตาคุณยายใส่กัน จะเคยเป็นสินค้าขาดตลาด และทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 500 ล้านบาทเลยทีเดียว

ห่านคู่ทำได้อย่างไร? Brand Buffet จะพาไปรู้จักเรื่องราวของห่านสีเขียว 2 ตัว ธุรกิจเสื้อยืดสีขาวในตำนานที่ขายดีมาตั้งแต่ยุคเบบี้บูมเมอร์จนถึงปัจจุบัน

เปิดประวัติ “ห่านคู่” แบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ยุคจอมพล ป.

กว่าจะเป็น “ห่านคู่” ภาพจาก doublegoose.com

– เรื่องราวของห่านสีเขียว 2 ตัวเริ่มขึ้นในปี 2496 จากการรวมตัวกันของ คุณเจือ ธนสารสมบัติ (ชื่อเดิมคือ คุณจือฮ้ง แซ่ฉั่ว) และกลุ่มเพื่อนชาวจีน โดยเริ่มต้นทำธุรกิจเทรดดิ้งในชื่อ “เซ่งเชียงไถ่” เพื่อนำเข้าสินค้าแบบตะวันตกมาขายในไทย ตั้งแต่ร่ม สบู่หอม กระติกน้ำตราอูฐ น้ำหอมตราแอนโนเน่ รวมถึงเสื้อยึด เสื้อกล้าม และกางเกงชั้นในตราห่านคู่จากประเทศฮ่องกง

– กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นประเทศไทย การกล่าวทักทายกันว่าสวัสดี จนถึงรณรงค์ให้คนไทยหันมาแต่งกายแบบสากล และใช้สินค้าไทยตามนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ”

– ทำให้คุณเจือกับเพื่อนๆ เห็นโอกาสทางธุรกิจและจัดตั้ง บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด ขึ้นในปี 2499 เพื่อผลิตเสื้อผ้าของตัวเองขึ้นมา เพราะคิดว่าเสื้อผ้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ทุกคนต้องมี และใช้ชื่อว่า “ห่านคู่”

– ในช่วงแรกห่านคู่ จะผลิตเพียงเสื้อกล้ามสีขาวและยึดแขนสั้นเท่านั้น และมีสีเดียวคือ สีขาว โดยจุดเด่นคือ เนื้อผ้าที่นุ่มและเบา ทำให้สวมใส่สบาย ไม่ร้อน เหมาะกับสภาพอากาศของไทย เพราะใส่แล้วสบายตัว ระบายอากาศได้ดี และด้วยราคาไม่แพง เฉลี่ยอยู่ที่หลักร้อยบาทนิดๆ จึงทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จนสินค้าขาดตลาด ส่วนหนึ่งเพราะช่วงนั้นยังมีช่องทางจำหน่ายน้อย

– จากนั้นไม่กี่ปี ก็สามารถขยายฐานการจัดจำหน่ายออกไปจนครอบคลุมไปทั่วประเทศ จากเดิมที่ขายตามร้านโชห่วยในชุมชน มาสู่โมเดิร์นเทรด รวมถึงแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น เช่น คัลเลอร์ คอลเลคชั่นที่มีเสื้อให้เลือกกว่า 10 สี จูเนียร์ คอลเลคชั่น เสื้อผ้าสำหรับเด็ก เลดี้ คอลเลคชั่น สำหรับผู้หญิง เออร์เบิน คอลเลคชั่น ไปจนถึงคอลเลคชั่น Carnival x ห่านคู่ และล่าสุดหน้ากากผ้าสำหรับโควิด-19

บริษัทขายเสื้อยืดธรรมดา ที่สร้างรายได้ปีละ 500 ล้านบาท

หากย้อนกลับไปดูการเติบโตทั้งในด้านรายได้และกำไรของ “ห่านคู่” ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า เติบโตอย่างน่าสนใจทุกๆ ปี

ในปี 2558 มีรายได้ประมาณ 437 ล้านบาท ทำกำไรประมาณ 45 ล้านบาท

ในปี 2559 มีรายได้ประมาณ 594 ล้านบาท ทำกำไรประมาณ 92 ล้านบาท

ในปี 2560 มีรายได้ประมาณ 632 ล้านบาท ทำกำไรประมาณ 127 ล้านบาท

ในปี 2561 มีรายได้ประมาณ 584 ล้านบาท ทำกำไรประมาณ 113 ล้านบาท

ในปี 2562 มีรายได้ประมาณ 607 ล้านบาท ทำกำไรประมาณ 119 ล้านบาท

อะไรทำให้ “ห่านคู่” เป็นเสื้อยืดตัวเก่งที่คนทุกรุ่นนิยมใส่กัน?

1.ไม่หยุดพัฒนา

แม้ห่านคู่ดูจะเป็นเสื้อยืดธรรมดา และไม่มีการทำตลาดหวือหวา แต่เห็นเงียบๆ แบบนี้ ห่านคู่มีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทั้งการปรับสี  ดีไซน์ และรูปแบบเสื้อให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป

เออร์เบิน คอลเลคชั่น ภาพจาก facebook doublegoosethailand

จากเดิมที่มีแต่สีขาว และมีให้เลือกแค่เสื้อยึดคอกว้าง และเสื้อกล้าม ปัจจุบันมีให้เลือกมากกว่า 12 สี เช่น สีเหลือง ส้ม ฟ้า น้ำเงิน น้ำตาล และชมพู ทั้งยังเพิ่มดีไซน์ให้หลากหลาย ทั้งคอกลม คอวี จนถึงเสื้อยึดทรงกระชับสำหรับผู้หญิง เสื้อผ้าเด็ก และยัง Collaboration กับแบรนด์แฟชั่นและวงดนตรีชั้นนำของไทย เช่น TANDT, Carnival, Musketeers เพื่อทำเสื้อยึดรุ่นลิมิเต็ด เพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้น

การ Collaboration กับแบรนด์แฟชั่นอย่าง Canival ภาพจาก facebook doublegoosethailand

2.Re-Branding ใหม่ ให้ทันสมัยกว่าเดิม

ปรับโลโก้ใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้น จากเดิมเป็นรูปห่าน 2 ตัวหันหน้าเข้ากันในน้ำ ล้อมกรอบด้วยวงกลม แต่ในยุคปัจจุบันยังคงรูปห่าน 2 ตัวหันหน้าเข้าหากันเหมือนเดิม แต่เพิ่มคำว่า Since 1953 เข้าไป เพื่อสื่อถึงความเก่าแก่ของแบรนด์ที่มีมานาน และต่อท้ายด้วยคำว่า DOUBLE GOOSE เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์ห่านคู่

3.ขยายช่องทางการจำหน่าย

เสื้อยืดในตำนานที่ยังความคลาสสิก ภาพจาก facebook doublegoosethailand

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้ห่านคู่ครองความนิยมมาถึงปัจจุบันคือ การขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ใช้วิธีจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย ร้านโชห่วยในชุมชน และร้านขายเสื้อผ้าห้องแถว ปัจจุบันห่านคู่มีการจำหน่ายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ เช่น Tesco Lotus, Big C, 7-Eleven และ Family Mart รวมถึงช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ DOUBLEGOOSE.com, เฟซบุ๊ก Double Goose Thailand รวมถึงอี-มาร์เก็ตเพลส เช่น Lazada, Shopee และ JD CENTRAL เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ แถมยังทำให้กลุ่มลูกค้าหาซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น จาก Rare Item กลายเป็นเสื้ออเนกประสงค์ที่หาได้ในร้านสะดวกซื้อ

4.ความใส่ใจในคุณภาพอย่างจริงจัง

ภาพจาก doublegoose.com

นอกจากความหลากหลายของสินค้าให้เลือกมากขึ้น สิ่งสำคัญที่ทำให้ห่านคู่อยู่ในใจของคนทุกรุ่น มาจากคุณภาพสินค้า ที่ไม่ว่าจะกลับมาซื้อซ้ำกี่ครั้ง ยังคงได้เสื้อที่มีความนุ่มและสวมใส่สบายเหมือนเดิมทุกครั้ง ด้วยการสรรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการสร้างสรรค์สินค้าให้ได้มาตรฐาน รวมถึงคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากฝ้ายที่ดีที่สุดมาถักทอผ่านเทคนิคเฉพาะของห่านคู่

และนี่คือ 4 กลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์เสื้อธรรมดาอย่างห่านคู่ยืนหยัดอยู่ในใจผู้บริโภคทุกรุ่นมาจนถึงตอนนี้ เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้แบรนด์จะผ่านมายาวนานแค่ไหน หรือสินค้านั้นจะพื้นๆ เพียงใด แต่หากไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา และใส่ใจในคุณภาพ ก็สามารถจะสร้างยอดขายเติบโตเป็นหลักร้อยล้าน พันล้านได้เช่นกัน