กว่าจะเป็น “โอ้กะจู๋” จากสวนผักในฝัน สู่แบรนด์ร้านอาหารในใจผู้บริโภค

หลายคนคงคุ้นหูกับร้านอาหารเพื่อสุขภาพ “โอ้กะจู๋” ภายใต้ชื่อบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ที่มีจุดเริ่มต้นจากความฝันด้วยสวนผักเพียง 1 ไร่ กระทั่งปัจจุบันขยายไปกว่า 200 ไร่ พร้อมกับร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่มีกว่า 13 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

- Advertisement -

ย้อนกลับไปในปี 2553 จุดเริ่มต้นของ “โอ้กะจู๋” เกิดจากการฝันของเพื่อนซี้อย่าง โจ้–จิรายุทธ ภูวพูนผล และ อู๋-ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ที่อยากเป็นเกษตรกร ภายหลังเรียนจบทั้งคู่จึงเดินหน้าลุยทำฟาร์มผักออร์แกนิกให้กลายเป็นธุรกิจร่วมกัน และเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพแห่งแรกที่ จ.เชียงใหม่ในสองปีถัดมา ซึ่งคำว่าโอ้กะจู๋มาจากคำผวนของชื่อทั้งคู่นั้นเอง เพราะเป็นชื่อที่ลูกค้าจดจำได้ง่าย และทำให้ร้านได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว จนมีพาร์ทเนอร์ธุรกิจเพิ่ม คือ ต้อง-วรเดช สุชัยบุญศิริ ในเวลาต่อมา

ขณะที่ชื่อบริษัท “ปลูกผักเพราะรักแม่” ยังเป็นการสื่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่อบอุ่น สะท้อนถึงความสะอาด ปลอดภัย เสมือนทำอาหารให้คุณแม่รับประทาน และ “แม่” ยังสื่อได้ว่าเป็นตัวแทนความห่วงใยของคนในครอบครัวอีกด้วย

จาก 1 ไร่ ขยายสู่ 200 ไร่

สวนผักแห่งแรก ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่เพียง 1 ไร่ ภายใต้แนวคิดธุรกิจที่คำนึงถึงผืนดิน ผลิตผล ครอบครัว และชุมชน แม้ช่วงเริ่มต้นธุรกิจต้องเจอบทพิสูจน์ความตั้งใจหลายครั้ง ทั้งวิกฤตน้ำท่วม พายุ ทำให้โรงเรือนได้รับความเสียหาย และไม่สามารถทำการเพาะปลูกผลผลิตได้ ในที่สุด จึงตัดสินใจก่อสร้างโรงเรือนขึ้นใหม่อีก 2 หลัง โดยใช้วัสดุแบบผสมผสานระหว่างไม้สักและเหล็ก จึงแข็งแรงมากขึ้น

จากนั้น นำมาสู่การต่อยอดธุรกิจร้านอาหาร “โอ้กะจู๋” สำหรับคนรักสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ “From farm to table” โดยเน้นเมนูสลัดออร์แกนิกจากสวนตนเองเสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดโฮมเมดสูตรคุณแม่ โดยแบ่งหน้าที่การบริหาร ได้แก่ “โจ้”ดูแลฟาร์มผัก “อู๋” ดูแลการตลาด ร้านอาหารและเมนูอาหาร และ “ต้อง” ดูแลเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงเครื่องจักรต่างๆ จนปัจจุบัน สวนผักขยายตัวเป็น 4 ฟาร์ม รวมพื้นที่กว่า 200 ไร่ เพื่อผลิตผักให้เพียงพอต่อร้านอาหารโอ้กะจู๋ที่มีอยู่ 14 สาขาแล้วทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

เสิร์ฟลูกค้าภายใน 28 ชม.หลังเก็บเกี่ยว

“ชลากร เอกชัยพัฒนกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด อธิบายว่า ทุกกระบวนการผลิตทำด้วยความตั้งใจ ตั้งแต่ขั้นตอนหมักปุ๋ยอินทรีย์ กรรมวิธีการปลูก จนถึงจัดเตรียมผัก วัตถุดิบ มีความพิถีพิถันอย่างมากในทุกขั้นตอน และเน้นความสดใหม่ของผักทุกวัน ตั้งแต่การเริ่มเก็บเกี่ยวผักจากฟาร์มที่เชียงใหม่ส่งตรงไปยังกรุงเทพฯ โดยผักทุกจานจะถูกจัดเตรียมและเสิร์ฟให้แก่ลูกค้าภายใน 28 ชั่วโมง หลังการเก็บเกี่ยวรวมถึงใส่ใจการให้บริการในร้านอาหารตั้งแต่การสร้าง Mindset ของพนักงานให้บริการลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวอย่างมีมาตรฐานทุกสาขา

ธุรกิจ คือ การแก้ปัญหา

ทั้งนี้ จากวิกฤตโควิด-19 ที่กระทบทุกภาคส่วน ธุรกิจร้านโอ้กะจู๋ ก็เป็นอีกหนึ่งรายที่ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน จากการที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ผักที่ปลูกเหลือค้างสต๊อค และต้องดูแลพนักงานหลายชีวิตในช่วงวิกฤต

“ชลากร” เล่าว่า ตอนนั้นแก้ปัญหาโดยการเปิดเดลิเวอรี่ทันที ควบคู่ไปกับการนำสินค้าที่ไม่มีโอกาสจำหน่ายไปทำประโยชน์ในโครงการปันฮัก แจกแพทย์ พยาบาล ตั้งแต่เริ่มปลูกผักมา ผ่านวิกฤตปัญหามาหลายรูปแบบทั้งภัยธรรมชาติ พายุ น้ำท่วม แต่เรามองว่าชีวิตและการทำธุรกิจ ก็คือ การแก้ปัญหา ต้องเรียนรู้ปัญหาเพื่อแก้ไข และมองว่าธุรกิจจะอยู่รอดได้ต้องรักษามาตรฐานของตนเองมากกว่ามุ่งแข่งขันกับคู่แข่ง จึงจะสามารถทำให้รักษาฐานลูกค้าได้ในระยะยาว

“เราต้องพยายามแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด ให้เสียหายน้อยที่สุด เนื่องจากโอ้กะจู๋ มีพนักงานจำนวนมาก ดังนั้นใครที่ต้องการจะกลับบ้าน ก็มีค่าตอบแทนให้ส่วนหนึ่ง คนที่สู้กับเราตอนนี้เราก็ทิ้งเขาไม่ได้ เพราะชีวิตก็คือการแก้ปัญหา ณ ตอนนั้นที่เรายังไม่เปิดสาขาก็มีปัญหาเราเปิดสาขาแรกเราก็มีปัญหา และตอนนี้เรามี 14 สาขา เราก็ยังมีปัญหาเช่นกัน ชีวิตคือการเรียนรู้ ไม่ต้องไปมองว่าคู่แข่งมีอะไรที่ดีกว่า แตกต่าง หรือ แย่กว่าเราอย่างไร หากเราสามารถรักษามาตรฐานอาหารของเราได้ จะเป็นตัวการันตีเองว่าลูกค้าจะกลับมา” ชลากร กล่าว

ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์

ในอนาคตบริษัทฯ มีแผนทำโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ เกี่ยวกับวิถีเกษตรอินทรีย์” ให้แก่นักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจ ซึ่งได้เตรียมความพร้อมในด้านการจัดการสวนปลูกผักแบบวิถีเกษตรอินทรีย์ ด้วยระบบอัจฉริยะ (Smart Farm) สามารถควบคุมอุณหภูมิ ปริมาณการจ่ายน้ำตามสภาพอากาศ ผ่านระบบอัตโนมัติ นำระบบ Evaporative cooling system มาใช้ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อโรงเรือน เพื่อให้โอ้กะจู๋เป็นจุดศูนย์รวมที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค มีการจัดทำระบบครัวกลาง และ Delivery Service ที่ลูกค้าสามารถซื้อกลับไปกินที่บ้าน หรือสั่งได้ผ่านออนไลน์ พร้อมวางแผนคิดค้นอาหารเฉพาะทางด้านสุขภาพ เช่น อาหารคีโตเจนนิค และสร้างโรงงาน Packing สำหรับสินค้าประเภทเนื้้อสัตว์ สร้างเครือข่าย Contract Farming กับเกษตรกรในพื้นที่ตามมาตรฐาน Organic ของ โอ้กะจู๋ เพื่อส่งเสริมให้ เกษตรกรเห็นความสำคัญของเกษตรกรรมแบบยั่งยืนไม่ทำลายธรรมชาติ ผ่านโครงการ “ปันฮัก” ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบกลุ่มเกษตรกร อ. แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ให้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ และรับซื้อผลผลิตไปใช้ในร้านโอ้กะจู๋ พร้อมใส่ใจเรื่อง Food Waste โดยนำเศษผักเหลือใช้มาทำปุ๋ยนำเศษของอาหาร และ Crop Waste ของเกษตรกรในพื้นที่รอบฟาร์มมาทำปุ๋ยอีกด้วย

ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด

บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด วางแผนจะขยายสาขาเพิ่มอีก 5 แห่ง ภายในปี 2564 และล่าสุดกับการได้รับรางวัล Bai Po Awards by Sasin ครั้งที่ 16  ในมิติการบริหารจัดการด้านสินค้าและบริการที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า (Customer-focused Product and Service) การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ  (Entrepreneurship) และการบริหารจัดการด้านการสร้างตราสินค้าและการตลาด (Branding and Marketing) ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศและเป็นกำลังใจของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ