จาก “รถพุ่มพวง” สู่การเป็นร้านในอุดมคติที่ยากจะเลียนแบบของ MUJI 

ขอบคุณภาพจาก Ryohin Keikaku

เมื่อปี 2019 มีข่าวชิ้นหนึ่ง นั่นคือการจับมือกันระหว่างเมืองซาคาตะ (Sakata) ในจังหวัดยามากาตะ และ Ryohin Keikaku บริษัทเจ้าของแบรนด์ MUJI เพื่อช่วยปลุกเมืองซาคาตะให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งภายใต้ชื่อ “Sakata Project”

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Lifestyle Organizing School ที่ MUJI ตั้งขึ้น โดยมีการส่งพนักงาน 17 คนเข้าไปที่เมืองซาคาตะเมื่อช่วงซัมเมอร์ของปี 2019 เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ และความต้องการของผู้คนในเมือง รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐ จากนั้นก็กลับมาทำแผนปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้กับชาวเมือง และเสนอแผนนั้นกับผู้ว่าราชการจังหวัดอีกที

- Advertisement -

สาเหตุที่ MUJI ออกตัวขอช่วยขับเคลื่อนเมืองนี้มาจากข้อมูลที่ว่า อัตราการเกิดในพื้นที่ดังกล่าวลดต่ำลงมาก และประชากรที่อาศัยอยู่ก็เริ่มเป็นผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวไม่สะดวก ทำให้ทางบริษัทอยากจะหาโซลูชันเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น จึงเกิดเป็นโปรเจ็ครถพุ่มพวงสำหรับนำสินค้า MUJI ให้เข้าถึงผู้คนได้แม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

โดยสินค้า MUJI ที่จะไปกับรถคันนี้มีตั้งแต่ เครื่องเขียน เครื่องใช้ในครัว เครื่องใช้ในห้องน้ำ ถุงผ้า ฯลฯ

แต่มันไม่จบแค่นั้น เพราะคุณนาโนกะ มัตสึโมโตะ หนึ่งในพนักงาน MUJI ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับโปรเจ็คนี้เปิดเผยว่า รถพุ่มพวงของบริษัทไม่เพียงเป็นจุดนัดพบของคนในหมู่บ้านที่ได้มาพูดคุยกันระหว่างซื้อของ แต่ยังทำให้แบรนด์ MUJI เป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลด้วย

คุณนาโนกะ มัตสึโมโตะ พนักงาน MUJI Truck (ขอบคุณภาพจาก Ryohin Keikaku)

โดยเธอยอมรับว่า ยังมีคนญี่ปุ่นอีกไม่น้อยที่ไม่รู้จัก MUJI และไม่ทราบว่าแบรนด์ของเธอคืออะไร ซึ่งเมื่อนำเรื่องนี้ไปบอกเล่าในบริษัท ก็นำไปสู่คำตอบจาก MUJI ว่า ในเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ทางบริษัทจะมีการ “ปรับไลน์สินค้าใหม่” เพื่อให้คนที่มีความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายเข้าใจในความมุ่งมั่นของแบรนด์ เผื่อว่าพวกเขาจะสนุกกับการเลือกซื้อสินค้าจาก MUJI มากขึ้น

“เราหวังว่าจะได้ยินเสียงจากลูกค้าอีกมาก ๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจปัญหา และสามารถช่วยเหลือชุมชนในชนบทได้ดียิ่งขึ้น” คุณนาโนกะกล่าว

โดยปัจจุบัน คุณนาโนกะได้ย้ายตัวเองไปอยู่ในชุมชนดังกล่าวเรียบร้อย และบอกด้วยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผู้คนในชุมชนนั้นไม่ได้เป็นแค่ลูกค้ากับคนขายของของ MUJI อีกต่อไป หากแต่เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเหมือนความสัมพันธ์ในอดีตที่คนในชุมชนจะซื้อของจากคนที่พวกเขารู้จัก และเชื่อใจ โดยในระหว่างซื้อก็จะมีการพูดคุยกันไปด้วย ซึ่งเธอมองว่า การซื้อขายในแบบนี้มีความสุขมากกว่าเพราะได้เชื่อมต่อกับผู้คนนั่นเอง

“สำหรับฉัน นี่คือร้านในอุดมคติที่เราสามารถเชื่อมต่อกับผู้คนรอบข้างได้อย่างสนิทใจ และหวังว่า หากวันหนึ่ง MUJI มาเปิดร้านในเมือง Sakata ผู้คนก็จะเข้ามาและพูดคุยกันอย่างมีความสุขเหมือนกัน” คุณนาโนกะกล่าวปิดท้าย

Source

Source