เศรษฐกิจและธุรกิจไทยจะปรับตัวอย่างไร? เมื่อ 10 ปีข้างหน้า สังคมจะมีคนสูงวัย 30 ล้านคน

 

ในอดีตโครงสร้างประชากรของไทยเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวเป็นส่วนมาก แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างประชากรกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยมีจำนวนผู้สูงวัยที่อายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น ยิ่งในยุคปัจจุบันคนเริ่มแต่งงานช้า มีลูกน้อยลง อีกทั้งหลายคนยังนิยมครองตัวเป็นโสดและมีอายุยืนขึ้น ก็ยิ่งทำให้จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

- Advertisement -

คนสูงวัย 30 ล้านคน ภายใน 10 ปี

จากข้อมูลพบว่า ในปี 2562 ไทยมีสัดส่วนผู้สูงวัยประมาณ 18% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 จำนวนผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% หรือประมาณ 30 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลให้ไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ และเมื่อไทยกลายเป็นสังคมสูงวัย คำถามที่ตามมาคือ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจ สังคม และธุรกิจอย่างไร KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ได้เผยบทวิเคราะห์ “ทศวรรษถัดไปของไทย ธุรกิจโตอย่างไรเมื่อคนไทยกว่า 40% เข้าสู่วัยเกษียณ” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องเจอ รวมถึงธุรกิจแบบไหนที่จะตอบโจทย์สังคมสูงวัยเพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับการโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปในอีก 10 ปีข้างหน้านี้

ประชากรวัยทำงาน ลดฮวบ

ที่ผ่านมาโครงสร้างประชากรเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดรูปแบบการเติบโตของประเทศทั้งจากมุมมองในฝั่งการบริโภคและการผลิตมาโดยตลอด ซึ่งหากย้อนดูโครงสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า ทศวรรษที่ 1980 เป็นยุคแห่งการลงทุน (Investment boom) เพราะเศรษฐกิจไทยมีการลงทุนในสัดส่วนสูง โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากการที่ประชากรอยู่ในวัยเติบโต ทำให้ตลาดในประเทศมีศักยภาพการเติบโตสูงทั้งในสายตานักลงทุนไทยและต่างชาติ

ส่วนทศวรรษที่ 1990 เป็นยุคแห่งการขยายตัวของการบริโภค (Consumption boom) ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานและเป็นช่วงการสร้างครอบครัว มีทั้งกำลังซื้อและความต้องการในการใช้จ่ายสูง และในช่วงทศวรรษที่ 2000 และ 2010 เป็นยุคที่เศรษฐกิจสามารถพึ่งพาประชากรกลุ่มที่มีผลิตภาพสูง ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานมาในระดับหนึ่งและเป็นกำลังการผลิตที่สำคัญของประเทศ

แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้า โครงสร้างประชากรทั้ง 3 กลุ่มที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้าจะลดจำนวนลง จากการก้าวสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และทำให้ไทยกลายเป็นประเทศสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปีหน้า เป็นประเทศที่สองของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ กลุ่มคนที่เตรียมเกษียณอายุ (Pre-retirement) หรือเกษียณอายุแล้ว (Retirement) จะมากขึ้นและจะมีสัดส่วนเกินกว่า 40% ของประชากรไทยทั้งหมดในปี 2030 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ได้เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และกำลังจะรุนแรงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ในอีกหลากหลายมิติ

ประชากรไทย “แก่ก่อนรวย”

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่ต่างไปจากประเทศอื่นๆ โดยประเทศส่วนใหญ่ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ต่างเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรโดยเฉลี่ยมีรายได้สูง ขณะที่ประชากรไทยกำลังแก่ชราลงในเวลาที่ประเทศไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีรายได้ไม่สูงเท่าประเทศอื่น ๆ หรือเรียกได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ “แก่ก่อนรวย”

เมื่อไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย เรื่องจำเป็นที่ต้องทำเป็นอันดับต้นๆ คือ การสร้างระบบสวัสดิการเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต รวมทั้งภาระทางการคลังที่จะเพิ่มขึ้นตามมาจากการที่การใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการที่จะสูงขึ้น

แต่ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างอื่น ๆ อย่างที่เราอาจไม่คาดคิด ทั้งด้านอุปสงค์ จากกำลังซื้อของคนในประเทศที่จะเริ่มหดตัวลง ส่งผลต่อเนื่องไปถึงภาวะการลงทุนที่จะชะลอลง ด้านอุปทาน จากปัญหาขาดแคลนแรงงาน และศักยภาพการผลิตของแรงงานที่ลดลง ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย ด้านภาวะการเงิน ที่อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน รวมถึงแนวโน้มการแข็งค่าเงินของเงินบาทซึ่งเป็นหนึ่งในผลพวงที่เกิดขึ้นตามมาจากการลงทุนและการบริโภคที่ต่ำ ซึ่งจะกลับมาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยผ่านความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของภาคการส่งออกไทย และด้านประสิทธิผลของนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่จะเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ สร้างความท้าทายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพทางการเงินในระยะต่อไป

เพราะฉะนั้น การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยแม้จะไม่ใช่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเหมือนกับวิกฤติโควิด-19 แต่เป็นปัญหาที่จะส่งผลลบต่อศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าอย่างมหาศาล

ผลกระทบใน 4 ด้าน ของสังคม “ประชากรสูงวัย”

1.แรงขับเคลื่อนจากการบริโภคถึงจุดอิ่มตัว ผลจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุที่ชัดที่สุดคือ การบริโภคที่ค่อยๆ ลดลงและไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกต่อไป จากการที่ประชากรในกลุ่มที่มักจะมีการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ (กลุ่มอายุน้อยกว่า 34 ปี) จะมีจำนวนน้อยลง ขณะที่กลุ่มประชากรที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นคือ กลุ่มคนที่เตรียมตัวเกษียณอายุ (51 – 65 ปี) และกลุ่มหลังเกษียณ (มากกว่า 65 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่บริโภคน้อยลงและมีการออมเพื่อเตรียมตัวเกษียณในสัดส่วนที่สูง

โดยในช่วงที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงของการบริโภคภาคเอกชนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญตัวหนึ่งของเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ยถึง 50% ของ GDP ในช่วงที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายของคนในแต่ละช่วงอายุ พบว่า ประชากรในกลุ่มวัยก่อนเกษียณและหลังเกษียณมีการบริโภคเฉลี่ยต่อเดือนลดลงมากถึง 3,000 บาท (12%) และ 6,000 บาท (25%) ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนทำงานอายุ 35-50 ปี ตามข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Survey) ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

ทั้งนี้ จากการหาความสัมพันธ์ทางสถิติ พบว่าการบริโภคที่ลดลง ไม่ได้เกิดจากรายได้ของกลุ่มผู้สูงอายุที่หายไปจากการออกจากตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจเป็นผลจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไปด้วย (รูปที่ 5) เช่น จากการเก็บออมที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยที่ลดลง เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคตามช่วงอายุในลักษณะนี้ เราคาดการณ์ได้ว่าโครงสร้างประชากรไทยในระยะข้างหน้า จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่การบริโภคเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับเศรษฐกิจ อาจกลับกลายเป็นไม่ขยายตัวเลยในช่วงปี 2020–2030 และทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตกต่ำลงไปยิ่งกว่าเดิม

2.ธุรกิจรูปแบบเก่าจะเติบโตได้ยาก อุตสาหกรรมยา การดูแลสุขภาพจะเติบโตได้ดี

รูปแบบการใช้จ่ายของประชากรสูงวัยมักแตกต่างจากกลุ่มผู้บริโภควัยอื่น ๆ ตามความต้องการสินค้าและบริการที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุของคน ภาวะสังคมสูงวัยจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตของประเทศ รวมถึงโอกาสในการเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกันไป

จากการประเมินของเกียรตินาคินภัทร รูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุของประชากรจะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจที่จะยังสามารถขยายตัวได้ดี คือ อุตสาหกรรมยา การดูแลสุขภาพ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย และบริการอื่นๆ  ขณะที่อุตสาหกรรมที่เคยเติบโตได้ดี เช่น รถยนต์ การเดินทาง เสื้อผ้า อาหารและเครื่องดื่ม จะเริ่มหดตัวลงตามความต้องการที่ลดลงของกลุ่มผู้สูงอายุ

เมื่อพิจารณาความสำคัญของอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มหดตัวจากการเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคของผู้สูงอายุ โดยรวมแล้วสินค้าและบริการจากอุตสาหกรรมเหล่านี้มีขนาดใหญ่ถึงประมาณ 62% ของการบริโภคในประเทศในปัจจุบัน หรือคิดเป็นกว่า 31% ของ GDP  ผลจากการหดตัวของการบริโภคในส่วนนี้เพียงอย่างเดียว อาจจะฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงไปประมาณ 0.4% จากระดับเฉลี่ยที่เติบโตเพียง 3% ต่อปีในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่ความต้องการลดลง และต่อการเติบโตในระยะข้างหน้าของเศรษฐกิจไทยโดยรวม

3.ธุรกิจขาดอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) การลงทุนชะลอตัวทั้งจากในและต่างประเทศ

อัตราเงินเฟ้อในช่วงหลังปี 1970 เป็นต้นมามีทิศทางที่ต่ำลงต่อเนื่องทั่วโลก สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยด้านอุปทาน ทั้งจากราคาน้ำมันที่ลดลงจากในอดีต การแข่งขันที่สูงขึ้นและต้นทุนที่ถูกลงจากการเปิดเสรีทางการค้า การก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย รวมถึงรูปแบบสินค้าใหม่ ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันที่รวมเอาฟังก์ชั่นผลิตภัณฑ์หลายประเภทที่เคยอยู่แยกกัน เช่น กล้องถ่ายรูป เครื่องคิดเลข วิทยุ ทีวี มาไว้ในเครื่องเดียว

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของไทยปัจจัยด้านอุปสงค์หรือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หายไปอาจมีส่วนสำคัญเช่นกันในการอธิบายอัตราเงินเฟ้อที่ลดต่ำลง จากข้อสังเกตสองประการ คือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงาน (Core inflation) ซึ่งสะท้อนแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่มาจากด้านกำลังซื้อได้ดีกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 และ 2008 เป็นต้นมา รวมถึงเมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อเป็นรายอุตสาหกรรมของไทยในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าลดลงในแทบทุกหมวดสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อ ในกลุ่มนี้สินค้าที่ราคาชะลอตัวลงมากที่สุด คือ อาหาร เสื้อผ้า และนันทนาการ ซึ่งสอดคล้องกับทั้งพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มผู้สูงอายุที่บริโภคสินค้าในกลุ่มนี้ลดลง และอัตรากำไรของบริษัทในธุรกิจกลุ่มนี้ที่ชะลอลง

ผลพวงประการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นหากอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงเกิดจากตลาดที่ไม่ขยายตัว คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีแนวโน้มลดลง สะท้อนจาก Return on equity (RoE) ของธุรกิจในหมวดดังกล่าว ซึ่งจากการวิเคราะห์โดยแยกองค์ประกอบ RoE เป็น 3 ส่วน ได้แก่ Net profit margin, Asset turnover และ Leverage ratio เราพบว่าผลตอบแทนที่ลดลงต่อเนื่องของตลาดหุ้นไทยอธิบายได้ด้วยอัตรากำไร (Profit Margin) ที่ลดลงเป็นหลัก การเคลื่อนไหวของอัตรากำไรในทิศทางเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อ ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงความสามารถในการต่อรองราคาที่ยากขึ้นในภาวะที่กำลังซื้อหดหายไป

เมื่อมองไปข้างหน้าตลาดผู้บริโภคที่เล็กลงจากโครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จะส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการทั้งในเชิงปริมาณและเชิงราคาโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ความต้องการซื้อลดลง อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในประเทศที่ลดต่ำลงในช่วงที่ผ่านมาและในระยะข้างหน้า มีส่วนทำให้ความน่าสนใจของประเทศไทยลดลงในสายตาของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ผลักดันให้ธุรกิจหันไปหาตลาดในประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเติบโตและมีแนวโน้มผลตอบแทนสูงกว่าไทย

4.เศรษฐกิจขาดแคลนทั้งจำนวนและศักยภาพของแรงงาน

โครงสร้างประชากรของไทยที่เปลี่ยนไปเป็นสังคมสูงอายุ จะทำให้ภาคการผลิตของไทยถูกแรงกดดันจาก 2 ปัจจัยด้านแรงงาน คือ 1.การขาดแคลนแรงงานจากจำนวนคนในวัยทำงานที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนแรงงานของไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ 2.ผลิตภาพแรงงานที่ลดลงเมื่อแรงงานส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่ภาวะสูงวัย หรือเพิ่มขึ้นได้ไม่มากเมื่อเทียบกับคนทำงานวัยหนุ่มสาว จากทั้งข้อจำกัดทางกายภาพและศักยภาพในการเรียนรู้และทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ  ซึ่งทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นและผลิตภาพแรงงานที่ลดลงนี้ จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคการผลิต การดึงดูดการลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในทศวรรษต่อไป โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ว่าเฉพาะปัจจัยด้านการลดลงของกำลังแรงงาน จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยลดลงไปอีก 0.7% ในระหว่างปี 2020-2050

ผลกระทบต่อตลาดการเงินและนโยบายเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย ยังส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและนโยบายเศรษฐกิจใน 3 ด้าน ได้แก่

1. ภาวะสังคมสูงวัยกับแรงกดดันค่าเงินบาท

ช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุนโดยรวมของไทยกว้างขึ้นเรื่อยๆ (Saving-Investment Gap) สาเหตุเนื่องมาจากกลุ่มประชากรในวัยเตรียมเกษียณและวัยเกษียณอายุมักมีความต้องการจับจ่ายใช้สอยลดลงและมีอัตราการออมสูงขึ้นเพื่อเตรียมรับมือกับรายได้ที่จะหายไปยามเกษียณ ขณะเดียวกันการลงทุนของประเทศก็จะชะลอลงไปด้วยจากโอกาสและผลตอบแทนจากการลงทุนที่ลดลงตามการหดตัวของตลาดภายในประเทศดังที่กล่าวมาข้างต้น

สำหรับช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุนที่ถ่างออกเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะยาว จากความต้องการสินค้าเพื่อการบริโภคและการลงทุนที่น้อยลง ทำให้ประเทศมีการนำเข้าสินค้าที่ลดลง ในขณะเดียวกันไทยยังเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกทั้งสินค้าและบริการในระดับสูง ไทยจึงอยู่ในภาวะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าในระยะยาว

การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งในด้านความสามารถในการแข่งขันและผลกำไรในรูปเงินบาทที่จะลดลงไป เนื่องจากผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่มีสถานะเป็น Price taker หรือไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าในตลาดโลกได้เอง ทำให้บริษัทที่แม้จะไม่โดนกระทบจากตลาดที่หดตัวในประเทศโดยตรง แต่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเป็นหลักก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมภาวะการลงทุนภายในประเทศอีกต่อหนึ่ง เมื่อมองไปข้างหน้าปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทนี้มีแต่จะรุนแรงขึ้น และยากที่จะต้านทานได้ด้วยการแทรกแซงค่าเงินในระยะสั้น

2.โครงสร้างระบบการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป

การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจแต่จะทำให้ภาวะการเงินและบทบาทของธนาคารพาณิชย์ได้รับกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และอาจสร้างความเปราะบางให้กับระบบการเงินในประเทศเพิ่มเติมได้ จาก 3 ปัจจัยหลักคือ

2.1 อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะอยู่ในระดับต่ำอีกนาน คนสูงอายุมีความต้องการออมเงินผ่านการถือสินทรัพย์ปลอดภัย และมีแนวโน้มถือสินทรัพย์ที่มีอายุไถ่ถอนยาวขึ้นเพื่อเตรียมใช้ชีวิตหลังเกษียณ รวมทั้งความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ อาจมีส่วนกดดันให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดต่ำลงและเส้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรมีลักษณะแบนลง ทำให้สถาบันการเงินที่โดยปกติสร้างกำไรจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวไม่สามารถทำกำไรได้เหมือนเดิม ระดับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำยาวนานยังอาจสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น (Search for yield) และอาจประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป สร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเสถียรภาพระบบการเงิน

2.2 ธุรกิจหลักของธนาคารจะได้รับผลกระทบจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โอกาสในการลงทุนของภาคธุรกิจไทยที่น้อยลงด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ธุรกิจหลักของธนาคาร คือการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้กับบริษัทเอกชน มีโอกาสและผลตอบแทนลดลงด้วย ส่งผลต่อความสามารถในการสร้างกำไรของธนาคารอีกรอบหนึ่ง

2.3 สถาบันการเงินหันไปหาธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อรักษาระดับกำไรไว้ จากโอกาสในการปล่อยสินเชื่อธุรกิจ (Corporate lending) ที่ลดลงและอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่อยู่ในระดับต่ำ สถาบันการเงินจึงมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรงขึ้นในช่องทางธุรกิจที่อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น การรุกตลาดสินเชื่อรายย่อย การบุกเบิกธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งหากไม่มีการประเมินความเสี่ยงอย่างรัดกุม อาจส่งผลทางอ้อมต่อเสถียรภาพโดยรวมของระบบธนาคารในระยะยาว

3.ประสิทธิภาพของนโยบายเศรษฐกิจจะเริ่มลดลง

โครงสร้างเศรษฐกิจในภาวะสังคมสูงวัยสร้างข้อจำกัดต่อการใช้เครื่องมือนโยบายในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ดังนี้

3.1 นโยบายเศรษฐกิจกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยลง โครงสร้างประชากรที่คนส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณและพึ่งพารายได้หลักจากดอกเบี้ยเงินฝาก จะส่งผลให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ค่อยได้ผลมากนัก ไม่ว่าจะผ่านมาตรการใช้จ่ายภาครัฐหรือมาตรการด้านภาษี เพราะคนวัยเกษียณที่ไม่ได้ทำงานแล้วไม่ใช่กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการโดยตรง ในขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางเพื่อกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภคและกู้เงินเพื่อลงทุน อาจไม่ได้ผลเต็มที่เช่นกันจากพฤติกรรมการบริโภคที่ใช้จ่ายน้อยลงของผู้สูงวัยและโอกาสในการลงทุนที่ลดลง อีกทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยที่มุ่งหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจสร้างผลค้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ กล่าวคือ ทำให้รายได้จากผลตอบแทนเงินฝากของผู้สูงอายุลดน้อยลงไป ส่งผลทำให้สัดส่วนการออมยิ่งมากขึ้นและการบริโภคของคนบางกลุ่มลดลงได้

นอกจากนี้ มาตรการลงทุนภาครัฐจะไม่ช่วยดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนได้เหมือนเก่า การลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมีเป้าหมายหนึ่งเพื่อการดึงดูดให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน (Crowding-in effect) แต่เมื่อตลาดในประเทศเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ประสิทธิภาพในการดึงดูดให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนจะลดลงไป

3.2 ภาระทางการคลังจะเพิ่มสูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการ เมื่อประเทศมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น อัตราการเป็นภาระของผู้สูงอายุ (Old-age dependency ratio) หรืออัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างประชากรหลังเกษียณ (อายุมากกว่า 65 ปี) เทียบกับคนวัยทำงาน จะเพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 2020 เป็นถึง 30% ในปี 2030 หมายความว่าคนทำงานต้องรับภาระจากผู้สูงอายุมากขึ้นเกือบ 2 เท่า ภาระของภาครัฐเกี่ยวกับสวัสดิการผู้สูงอายุทั้งด้านการครองชีพและด้านสาธารณสุขก็จะเพิ่มขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่รายได้ภาครัฐมีแนวโน้มลดลงจากฐานภาษีของคนในวัยทำงานที่เล็กลง จะยิ่งทำให้พื้นที่ในการดำเนินนโยบายการคลัง (Fiscal space) ลดลงไป ทั้งในแง่การจัดสรรเงินเพื่อการลงทุนพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และในแง่การใช้จ่ายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นเมื่อประเทศเจอกับวิกฤติ

หากประเทศเผชิญหน้ากับวิกฤตอีกครั้ง จำเป็นต้องอาศัยการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่าเดิม ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลังในอนาคตจะยิ่งเป็นประเด็นมากขึ้น  ดังนั้น การเตรียมพื้นที่ (Fiscal room) ทั้งจากการลดภาระรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐ และการวางรากฐานยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถรองรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต โดยไม่ส่งผลต่อความมั่นคงทางการคลังจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ความสามารถในการแข่งขันที่หายไปกับนโยบายที่ต้องเปลี่ยนแปลง

จากผลกระทบที่เกิดขึ้นในแทบจะทุกมิติ ชัดเจนว่าเราจะไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรูปแบบเดิมๆ ที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของกำลังแรงงาน ต้นทุนที่ถูก ค่าเงินที่อ่อน และนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป เกียรตินาคินภัทร ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้จะทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงไปอยู่ในระดับ 2.6%-2.8% ต่ำลงไปจากระดับปัจจุบันที่ 3.2% – 3.5% อย่างมีนัยสำคัญ ยังไม่นับรวมผลที่จะเกิดขึ้นตามมาที่ประเมินได้ยาก เช่น การลงทุนซึ่งเป็นตัวแปรที่จะส่งผลต่อการเติบโตระยะยาวที่แน่นอนว่าจะชะลอตัวลงไปอีกตามความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

โดยภาครัฐอาจพิจารณาแนวนโยบายเพื่อลดข้อจำกัดและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ได้ เช่น ปฏิรูปกฎหมายเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศให้แรงงานมีฝีมือสามารถเข้ามาทำงานในประเทศได้ จะทำให้ไทยสามารถได้ประโยชน์จากประเทศที่กำลังแรงงานขยายตัวอย่างรวดเร็วในกลุ่ม CLMV มาเป็นอีกแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนหน้าตาของอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มขัน (Labor-intensive) ไปเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยี และองค์ความรู้ เป็นปัจจัยการสร้างมูลค่าเพิ่มแทนแรงงานที่จะหายไป เป็นต้น

แนะภาคธุรกิจเร่งปรับตัวรับ “สังคมสูงวัย” 

จากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ภาคธุรกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัวต่อเทรนด์เศรษฐกิจที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต

1.ตลาดในประเทศ จากตลาดที่ขยายตัวได้ดีในกลุ่มสินค้าของวัยทำงานสร้างครอบครัว เช่น รถยนต์ อาหาร เครื่องแต่งกาย เปลี่ยนไปเป็นสินค้าสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เวชภัณฑ์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

2.ตลาดต่างประเทศ จากการแข่งขันด้วยราคาและค่าเงินที่ถูก ไปเป็นเน้นพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อทดแทนแรงงานที่หายไปและเพิ่มความสามารถที่แท้จริงในการแข่งขัน

3.ภาคบริการ เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตัวช่วยการเรียนรู้แบบ Lifelong learning  ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ กิจกรรมยามว่างสำหรับผู้สูงอายุ และสถาบันการเงินควรหันไปให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านการวางแผนเกษียณอายุมากขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้สูงวัยเองและลูกหลานที่มีภาระมากขึ้นในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุ

สำหรับอุตสาหกรรมในรูปแบบเก่าๆ ที่เน้นใช้แรงงานทักษะต่ำและค่าแรงราคาถูกในอดีตจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกต่อไปจากแรงงานที่ลดลงและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น คำถามสำคัญคือในระยะยาวเศรษฐกิจไทยต้องปรับตัวอย่างไร และเราควรพัฒนาอะไรขึ้นมาชดเชยแรงงานที่หายไป ?

ในวันนี้อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตสูงที่น่าจะช่วยทดแทนแรงงานที่ลดลงไปได้ ยังเป็นธุรกิจที่เรายังไม่สามารถแข่งขันได้ดีมากนักในเวทีระหว่างประเทศ หากเศรษฐกิจไทยต้องการโตต่อไปอย่างยั่งยืนเราจะต้องมีการปฏิรูปขนาดใหญ่ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อทดแทนแรงงานที่หายไป และนำเศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้นพัฒนาคุณภาพ (Quality) ความสร้างสรรค์ (Creativity) และความสามารถในการผลิต (Productivity)  เพื่อสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High value-added) มากกว่าการเน้นแต่เฉพาะจำนวนและราคา รวมทั้งส่งเสริมให้อัตราการมีส่วนร่วมในแรงงานเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มคน ซึ่งน่าจะเป็นทางออกสำคัญที่เหลืออยู่ในระยะยาวสำหรับเศรษฐกิจไทย หากนโยบายเศรษฐกิจยังเป็นไปในลักษณะเดิม  และไม่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพแรงงานและนวัตกรรม ก็เป็นที่น่ากังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างไรท่ามกลางปัญหาและข้อจำกัดนานัปการเช่นนี้