เปิดกระดาน ถอดแผน DW13 ผู้นำตลาด คิดและทำอย่างไร ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุดต่อเนื่อง แม้ต้องผ่านช่วงวิกฤตโควิด-19

ในครึ่งปีแรกของปี 2020 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกผันผวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลต่อนักลงทุนทั้งเก่าและใหม่ถ้วนหน้ากัน ทำให้ DW (Derivative Warrant) หรือใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์กลายเป็นที่สนใจของกลุ่มนักลงทุนมากขึ้น เพราะสามารถลงทุนได้ทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในช่วงวิกฤตได้ เนื่องจากใช้เงินลงทุนน้อยกว่า

ดังนั้นจากปกติที่ DW จะได้รับความนิยมในช่วงตลาดผันผวนอยู่แล้ว ยิ่งปีนี้ตลาดมีความผันผวนสูงมาก และอยู่ในช่วงวิกฤต นักลงทุนจึงยิ่งเทมาที่การลงทุนใน DW จนทำให้ปริมาณการซื้อขาย DW เฉลี่ยต่อวันตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกรกฎาคม 2563 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 11,000 ล้านหน่วยต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 6,400 ล้านบาทต่อวัน สูงสวนกระแสวิกฤตโควิด-19

ตลาด DW โตสวนทางกระแสวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะ DW13 ที่ยังโตครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจของตลาดนี้คือ ค่ายผู้ออก DW หมายเลข 13 หรือ DW13 จาก บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI นอกจากครองแชมป์มาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีปริมาณการซื้อขาย DW ที่โตขึ้นด้วย โดย DW13 มีส่วนแบ่งการตลาดในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 52% สมความเป็นผู้นำตลาด DW ซึ่งสิ่งนี้เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แม้ยามวิกฤต ก็ยังเชื่อใจ และวางใจใน DW13 มาอย่างต่อเนื่อง

เปิดกระดานหมากวางกลยุทธ์ที่มาของตัวเลขความสำเร็จต่อเนื่องของ DW13

แน่นอนว่าการเป็นผู้นำตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ได้สร้างสำเร็จภายในวันเดียว โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอง DW13 คงต้องมีสตอรี่ รายละเอียดซ่อนอยู่ตลอดช่วงที่ดูแลนักลงทุนที่ผ่านมาจนทำให้นักลงทุนวางใจ และไม่หันไปซบค่ายอื่น ทุกการขยับของหมากที่เดินต้องคิดมาแล้วอย่างลงตัว ที่สำคัญไม่ใช่การมองเพียงด้านเดียว แต่เป็นการมองรอบ และขยับให้ตรงจุด ลองมาวิเคราะห์กลยุทธ์ความสำเร็จนี้ของ DW13 กับ 2 ข้อต่อไปนี้

1. “เข้าใจ ใส่ใจ ตั้งใจ และ ให้ความมั่นใจ” คือ เหตุผลที่ DW13 ชนะใจนักลงทุน

DW13 ตระหนักดีว่า การเป็นผู้นำอันดับ 1 นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก  โดยเฉพาะหากจะครองใจเป็น Trusted Brand ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนานนั้น ต้องเป็นทางเลือกที่เป็นตัวจริงของนักลงทุนเท่านั้น แบรนด์ต้องให้ใจแบบจริงใจไปก่อนถึงจะได้ใจมา ดังนั้นกลยุทธ์ทั้งหมดในการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ฉับไว มาจากความเข้าใจ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ แบบ Investor-Centric ซึ่งต้องทำงานหนักมาก เพราะนักลงทุนปัจจุบันเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้นมาก มีความต้องการที่ชัดเจนมากขึ้น ให้ความสำคัญทั้ง Visible Reason-To-Believe (VRTB) และ Visible End Result ( VER)  แบรนด์จึงต้องมีความสม่ำเสมอต่อเนื่องทั้งตัวผลิตภัณฑ์ DW13 และบริการ เริ่มตั้งแต่ ความใส่ใจในการคัดสรร DW สเปคเยี่ยม อัตราทดสูง ครอบคลุมทุกตัวเด่นในตลาดหลักทรัพย์ การสื่อสารความตั้งใจและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีผ่านตารางราคาที่รวดเร็ว แม่นยำ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามากว่า 10 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน จนผลลัพธ์สุดท้ายคือเป็น DW ที่มีวอลุ่มการซื้อขายเป็นอันดับ 1 ในตลาด ซึ่งยังช่วยส่งผลดีกับนักลงทุนเองในแง่ของสภาพคล่องในการลงทุนในตลาด DW อีกด้วย

2. วางพรีเซ็นเตอร์เบอร์ 1 เสริมภาพลักษณ์ ขยายการรับรู้ DW13 ในวงกว้าง

เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวน ด้วยการตัดสินใจสุดเฉียบ DW13 คว้าตัว “หนุ่มติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของวงการลงทุนไทยเลยก็ว่าได้สำหรับการใช้พรีเซ็นเตอร์ชั้นนำ ในการให้ความรู้เกี่ยวกับ DW ทำให้เป็นที่รู้จัก ติดหู ติดตา ติดใจ จนยอดค้นหา “DW คืออะไร” สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด DW วอลุ่มซื้อขายอันดับ 1 ที่นักลงทุนวางใจ เหมือนที่พี่ติ๊กพูดในคลิปว่า “เพราะการลงทุนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ” เราเลยต้องเลือกค่ายที่เชื่อใจได้ พร้อมปูความรู้ให้นักลงทุน DW หน้าใหม่ และมีบทวิเคราะห์ในเว็บไซต์ www.thaiwarrant.com อยู่ตลอด เมื่อถึงคราววิกฤตจึงทำให้นักลงทุนนึกถึงเครื่องมือที่เป็นทางรอดอย่าง DW ได้ออก และสามารถนำไปใช้เก็งกำไร และบริหารความเสี่ยงได้จริง โดยในปีนี้ที่สภาวะที่ตลาดผันผวนแรง DW13 ยังปล่อยคลิปสัมภาษณ์พิเศษพี่ติ๊กจากเจ้าป่าสู่บทบาทนักลงทุนออกมาเป็นกระแสเอาใจนักลงทุนอีกครั้งและยังคงได้รับการตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง

คุณเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI กล่าวถึงภาพรวมตลาด DW ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาว่า ถ้าลองมองย้อนไปในวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นก่อนหน้า 2 ครั้งล่าสุด ครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง กับซับไพรม์ ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงมาก นักลงทุนที่ไม่ได้ถือหุ้นอยู่ก็รอดไป คนไหนมีหุ้นอยู่ก็ขายไม่ทันขาดทุนหนักมาก ในตอนนั้นตลาดหุ้นไทยยังไม่มี DW หรือเครื่องมือที่ให้นักลงทุนสามารถเก็งกำไรขาลงได้ หรือช่วยนักลงทุนลดความเสี่ยงเมื่อตลาดปรับตัวลงได้

แต่วิกฤตตลาดหุ้นจาก โควิด-19 ในรอบนี้แตกต่างไป แน่นอนว่านักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่ก็ขาดทุนหนัก แต่เราได้เห็นเลยว่ารอบนี้นักลงทุนที่เปิดรับเครื่องมือการลงทุนใหม่ๆ เช่น DW Put (ซื้อโดยคาดการณ์ว่าหุ้นจะอยู่ในช่วงขาลง) สามารถนำมาใช้ช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรงๆได้  และยิ่งหลังจากวิกฤตตลาดหุ้นในช่วงเดือน Q1 ที่ผ่านมา เราได้เห็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่เริ่มให้ความสำคัญและศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DW มากขึ้น ซึ่งเรามองว่าเป็นพัฒนาการด้านบวกของตลาด DW ที่ไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่สามารถมาใช้ลดความเสี่ยงในช่วงวิกฤตได้

ซึ่งนั่นหมายความว่า DW13 ต่อจากนี้ จะถือเป็นเครื่องมือสำคัญ และมีบทบาทในการลงทุนในตลาดมากขึ้น

ทิศทางปลายปีนี้ ตลาด DW ยังโตต่อไป

คุณเจนวิทย์ ยังให้ความเห็นเรื่องทิศทางของตลาด DW อีกว่า จากความผันผวนของสภาวะตลาดที่ได้รับผลกระทบทั่วโลกจาก Covid-19 ทำให้ตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศปรับตัวลงอย่างรุนแรงใน Q1 และกลับตัวขึ้นแรงใน Q2 ด้วยปัจจัยของเรื่องสภาพคล่องที่อัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ และความคาดหวังว่าสถานการณ์ Covid-19 จะดีขึ้นมาบ้าง แต่จนถึงปัจจุบันสถานการณ์ Covid-19 ในต่างประเทศยังไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่ควร ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้ แต่เนื่องจากสภาพคล่องที่ยังมีอยู่ในตลาดทุนทำให้สภาพคล่องส่วนนี้น่าจะโยกไปลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะ Defensive (หุ้นเชิงรับ : หุ้นที่มีความมั่นคง ทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ) ซึ่งได้รับผลกระทบนักจากวิกฤตครั้งนี้ไม่มาก

เทรนด์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังมองว่ายังคงเอื้อต่อตลาด DW นักลงทุนควรเลือกเก็งกำไรบน DW Call ที่อ้างอิงกับหุ้นกลุ่ม Defensive เนื่องจากความกังวลต่อปัจจัยต่างๆ สำหรับการเก็งกำไรในดัชนี SET50 นักลงทุนควรให้น้ำหนักในการเก็งกำไรฝั่ง SET50 DW Put มากกว่า SET50 DW Call เพราะตลาดโดยรวมมีโอกาสปรับลงค่อนข้างมาก และผันผวน

ข้อแนะนำสิ่งที่นักลงทุน DW ควรรู้ในช่วงเวลานี้

1. แหล่งที่มาของข้อมูล : นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของข้อมูลมากๆ เนื่องจากข้อมูลที่นักลงทุนติดตามนั้นมีมากมายหลายช่องทางและบางครั้งก็ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ครบทุกด้านและบิดเบือน เมื่อนักลงทุนนำไปใช้ในการตัดสินใจการลงทุน DW จะทำให้เกิดความเสียหายได้

2. การใช้ค่า Indicator สากลต่าง : นักลงทุนควรรู้จักหัดใช้ค่า indicator สากลต่างๆ ที่มีให้เราติดตาม มากกว่าการบริโภคข่าวสารและวิเคราะห์กันเอง เพราะทำได้ยากมากในสภาวะที่วิกฤตเกิดขึ้นกระจายไปทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะนั่งติดตามความรุนแรงของสถานการณ์ Covid-19 ทั่วโลกด้วยตัวเองเพื่อประเมินว่านักลงทุนต่างประเทศกลัวมากหรือกลัวน้อย นักลงทุนสามารถใช้ VIX Index เป็นเครื่องสะท้อนความกลัวนี้แทนได้ดีกว่า หรือ ถ้าต้องการประเมินว่าสถานการณ์ของประเทศอเมริกาเป็นอย่างไร แทนที่จะไปนั่งตามวิเคราะห์ข่าวเอง ก็ควรติดตามค่า USD Index หรือ US Bond Yield ซึ่งเป็นค่าที่สะท้อนออกมาได้ดีกว่า

3. ให้ความสำคัญกับการเทรดอ้างอิงดัชนี SET50 : ช่วงที่เหลือของปี 2020 ตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากตามข่าวสารที่เข้ามาจากต่างประเทศมากกว่าปัจจัยในประเทศ ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตามตลาดต่างประเทศ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการเทรด DW ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 เพราะดัชนี SET50 เป็นดัชนีที่สามารถซื้อขายได้และสะท้อนภาพตลาดหุ้นไทยได้ดีที่สุด

นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มสนใจให้ศึกษา และทำความเข้าใจในการเริ่มต้นก่อน

คุณเจนวิทย์ แนะเพิ่มเติมปิดท้ายว่า “เราอยากให้นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มศึกษา DW ควรทำความเข้าใจลักษณะการขึ้นลงของราคา DW เทียบกับหุ้นอ้างอิงให้เป็นก่อน เพราะจะทำให้เราเข้าใจถึงโอกาสในการทำกำไร และความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยเริ่มได้จากการดูตารางราคาของ DW เพราะจะแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการขึ้นลงของราคาซึ่งสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.thaiwarrant.com ที่ได้มีการแสดงตารางราคาของ DW ทุกตัวในกระดาน”

นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มหัดเทรด DW ควรเริ่มจากเงินลงทุนที่น้อยๆก่อน อย่าเอาเงินก้อนใหญ่มาเริ่มลงทุนในตอนแรก และนักลงทุนต้องให้ความสำคัญกับหุ้นอ้างอิงด้วย ควรเลือกหุ้นอ้างอิงหุ้นขนาดใหญ่ก่อนในตอนแรก เพราะราคาหุ้นจะไม่ผันผวนมาก และเลือกเล่น DW ที่มีอายุไม่สั้นจนเกินไป (อย่างน้อย 2 เดือน)  เพราะ DW อายุสั้นไปราคาจะแกว่งตัวขึ้นลงรุนแรงมาก

ถึงอย่างไรก็ตามการลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ควรมีความรู้ถ่องแท้ในการลงทุนนั้นๆ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความแตกต่างระหว่างหุ้นทั่วไปและ DW ทั้งในเรื่องของการมีอายุจำกัด, ความสามารถในการทำกำไรทั้งในช่วงขาขึ้น(Call) และขาลง(Put) ไปจนถึงการเลือกซื้อ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ โดยอิงกับหุ้นที่มีคุณภาพ ล้วนแล้วแต่เป็นหัวใจของนักลงทุน รวมทั้งเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การตัดสินใจเทรดเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ง่าย ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ควรพิจารณาถึง

ผู้ที่สนใจลงทุนสามารถศึกษา ทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ https://www.thaiwarrant.com/ ถ้าไม่ชัวร์อย่าเพิ่งเริ่ม! อ่านและสอบถามข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน