ฟัง Krungthai COMPASS วิเคราะห์กันชัดๆ “เราเที่ยวด้วยกัน” ช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวการท่องเที่ยวไทย ได้แค่ไหน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับเป็นเสาหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมายาวนาน โดยในปี 2562 มีสัดส่วนถึง 16% ของ GDP โดยเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 10% ของ GDP หรือคิดเป็น 61% จากรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด แต่จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวบอบช้ำอย่างหนัก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้ กระทั่งการท่องเที่ยวต้องสูญรายได้อย่างมหาศาล ทำให้เเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ภาครัฐจึงต้องเร่งเครื่องกระตุ้นการท่องเที่ยว ด้วยการออกโครงการต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็คือ เราเที่ยวด้วยกัน เพื่อหวังให้เป็นตัวช่วยให้การท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

แต่คำถามคือ โครงการดังกล่าวจะกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยและสามารถทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปได้จริงหรือไม่ เชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายคนยังคงสงสัย Krungthai COMPASS โดยคุณกิตติพงษ์ เรือนทิพย์ และคุณจารุวรรณ เหล่าสัมฤทธิ์ จึงหยิบคำถามนี้ขึ้นมาทำการวิจัยเพื่อค้นหาคำตอบ พร้อมกับประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปีนี้ให้เห็นกันชัดๆ

ช่วยกระตุ้นรายได้ท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ลุกลามอย่างหนัก จนทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาเที่ยวไทยได้ ทำให้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในปี 2563 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัวลงถึง 80% หรือมีจำนวน 8.1 ล้านคน ซึ่งลดลงจากปี 2562 ที่มีจำนวน 39.8 ล้านคน ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวจากต่างชาติจะหายไปกว่า 9 แสนล้านบาท

ที่ผ่านมา เมื่อรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ภาครัฐจะหันมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อชดเชยการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างเช่น ในปี 2559 ที่ไทยมีมาตรปราบทัวร์ศูนย์เหรียญจากจีน หรือเมื่อปี 2561 ที่เกิดเหตุเรือล่มที่ภูเก็ตทำให้นักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการระบาดของโควิด-19 คือ เมื่อมีการระบาดของโรค SARs ในปี 2546 ที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว 7.4% ภาครัฐได้มีการสนับสนุนการท่องเที่ยว ผ่านการใช้งบประมาณ 82 ล้านบาทเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ และอนุญาตให้ข้าราชการกลุ่มเป้าหมายสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตามแนวทางส่งเสริมโดยไม่ถือเป็นวันลา รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่องระหว่างการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเที่ยวในประเทศในปีดังกล่าวสามารถเติบโตได้ที่ 12% ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวโดยรวมในปีดังกล่าว ยังเติบโตที่ 7%

 

ในปี 2563 นี้ก็เช่นกัน เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้ ภาครัฐจึงออกมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ ด้วยงบฯ กว่า 22,400 ล้านบาท โดยโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เป็นโครงการที่มีมูลค่าเป็นสัดส่วนกว่า 89% ของแพ็คเกจกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งในเบื้องต้น Krungthai COMPASS ประเมินว่า โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จะสามารถกระตุ้นรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 3.6-6.2 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 – Base Case คนใช้จ่ายค่าที่พักตามปกติ หากไม่รวมค่าใช้จ่ายของการเดินทางด้วยเครื่องบิน ผขอมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดไปยังธุรกิจบริการท่องเที่ยวมูลค่าประมาณ 3.55 หมื่นล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านที่พักที่มูลค่า 1.13  หมื่นล้านบาท (รูปที่ 3.1)

กรณีที่ 2 –Best Case คนจ่ายค่าที่พักแพงสุดเท่าที่จะได้รับส่วนลดจากมาตรการ (ต้องจ่ายค่าห้องพัก 7,500 ต่อคืน จึงจะได้ส่วนลดเต็มอัตราที่ 3,000 บาทต่อคืน) กรณีนี้หากไม่รวมค่าใช้จ่ายของการเดินทางด้วยเครื่องบิน ผลของมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดไปยังธุรกิจบริการท่องเที่ยวมูลค่าประมาณ 6.17 หมื่นล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านที่พักที่มูลค่า 3.75 หมื่นล้านบาท (รูปที่ 3.2)

ถึงทดแทนรายได้จากต่างชาติได้ไม่มาก แต่ทำให้บางจังหวัดฟื้นตัวได้

แม้จะประเมินว่ามาตรการอุดหนุนการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐจะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 3.6-6.2 หมื่นล้านบาท แต่หากเทียบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะหายไปกว่า 9.5 แสนล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง จะเห็นได้ว่ามาตรการของรัฐสามารถชดเชยรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปได้เพียง 3.7-6.4% เท่านั้น

แม้เป็นจังหวัดที่คนไทยจะนิยมไป แต่หากมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก “เราเที่ยวด้วยกัน” ก็สามารถทดแทนรายได้ที่หายไปได้เพียงเล็กน้อย จากผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยปี 2562 (ในรูปที่ 4) แสดงถึงจังหวัดท่องเที่ยวที่คนไทยไปพักแรม 10 อันดับแรก ซึ่งน่าจะเป็นจังหวัดที่คนไปเที่ยวโดยใช้สิทธิจาก “เราเที่ยวด้วยกัน” แม้ว่าคนไทยจะไปเที่ยวจังหวัดดังกล่าวเพิ่มขึ้น แต่หากรายได้หลักของการท่องเที่ยวจังหวัดนั้น คือ ชาวต่างชาติ (ดูสัดส่วนรายได้ท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติได้ในรูปที่ 6) เช่น ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ เป็นต้น รายได้จากคนไทยก็ทดแทนรายได้จากต่างชาติที่หายไปได้ไม่มากนัก

ตัวอย่างจังหวัดในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ (กลุ่มจังหวัดที่ 1 ในรูปที่ 5) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในสัดส่วนที่สูงถึง 40-89% แม้คนไทยที่ได้รับสิทธิจาก “เราเที่ยวด้วยกัน” จะไปเที่ยวจังหวัดเหล่านี้ตามผลสำรวจ แต่ก็ชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปได้เพียง 0.5-9% เท่านั้น (รูปที่ 7) ส่วนกลุ่มจังหวัดที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยไม่ได้นิยมไปอย่างเช่น กระบี่ พังงา “เราเที่ยวด้วยกัน” ก็ไม่น่าจะชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปจำนวนมากได้เช่นกัน

 

แต่ “เราเที่ยวด้วยกัน” สามารถชดเชยรายได้จากต่างชาติที่หายไปได้ ในจังหวัดท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมไป เช่น กาญจนบุรี นครราชสีมา เพชรบุรี เป็นต้น  โดยจังหวัดดังกล่าวเป็นจังหวัดที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยว และมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 3-15% เท่านั้น (ดูรูปที่ 6) Krungthai COMPASS ประเมินว่าผู้ที่ไปเที่ยวจังหวัดดังกล่าวจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จะสามารถชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปได้กว่า 30% หรือทดแทนได้ทั้งหมด อย่างในกรณีของจังหวัดนครราชสีมาและเพชรบุรี ในขณะที่จังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ ที่มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 14-33% ได้แก่ อยุธยา ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง นักท่องเที่ยวจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน น่าจะชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปได้ที่ราว 11.5-64.0%

แม้ “เราเที่ยวด้วยกัน” จะไม่สามารถชดเชยรายได้ท่องเที่ยวจากต่างชาติที่หายไปได้ แต่ก็ทำให้ภาคท่องเที่ยวมีรายรับเพิ่มขึ้นบ้าง และทำให้บางจังหวัดกลับมาคึกคักเหมือนเดิมได้ ซึ่งรายรับที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีมาตรการ อาจพอทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถอยู่รอดได้นานขึ้น จนถึงเวลาที่ต่างชาติสามารถกลับมาเที่ยวไทยได้ ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องติดตามต่อไปว่าในช่วงที่มีมาตรการ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและท่องเที่ยว จังหวัดไหนจะกลับมาเร็วเป็นพิเศษ