MINT ขอบคุณผู้ถือหุ้นร่วมเดินไปด้วยกัน เผยยอดจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนสูงกว่าที่จัดสรร 30% สะท้อนความเชื่อมั่นต่อธุรกิจ [PR]

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (“MINT” หรือ “บริษัท”) มีความยินดีที่จะประกาศความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 9,858 ล้านบาท โดยการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ ถูกออกแบบให้เสนอขายเพื่อให้ประสบความสำเร็จท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและตลาดทุนที่มีความผันผวนจากการระบาดของโรค COVID-19 และมียอดจองที่สูงกว่ายอดที่จัดสรรประมาณร้อยละ 30 โดย MINT ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นที่หลากหลาย ทั้งนักลงทุนสถาบันภายในประเทศ ภูมิภาค และต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนรายย่อย ทั้งนี้ เงินที่ได้รับจากการขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและชำระคืนเงินกู้ที่มีอยู่เดิมของบริษัท อีกทั้งใช้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ที่กำลังปรับตัวดีขึ้น

การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนนี้นับเป็นก้าวที่สำคัญของแผนการสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนแบบเบ็ดเสร็จตามที่บริษัทได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของส่วนของผู้ถือหุ้นและฐานะทางการเงินของบริษัท และเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถชำระภาระผูกพันต่างๆได้ตามกำหนด โดยก่อนหน้านี้ MINT ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุนสกุลเงินเหรียญสหรัฐจำนวน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการสนับสนุนและความไว้วางใจจากเจ้าหนี้ธนาคารและผู้ถือหุ้นกู้ในการยินยอมให้ยกเว้นการทดสอบอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจนถึงสิ้นปี 2563 อีกทั้ง MINT ตั้งเป้าหมายที่จะจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวน 5 พันล้านบาทผ่านการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญซึ่งมีอายุ 3 ปี ซึ่งจะออกให้กับผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อ ณ วันกําหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับจัดสรรใบสําคัญแสดงสิทธิในวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ทั้งนี้ ด้วยราคาการใช้สิทธิที่สูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบันเพียงร้อยละ 6 รวมทั้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทที่คาดว่าจะฟื้นตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า MINT จึงคาดว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิในครั้งนี้จะมีจำนวนมาก ทั้งนี้ แผนการสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนแบบเบ็ดเสร็จนี้ จะส่งผลให้บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่แข็งแกร่ง ในขณะที่การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนและการออกใบสำคัญแสดงสิทธิได้ถูกออกแบบให้ผู้ถือหุ้นได้ผลประโยชน์สูงสุด โดยไม่ถูกลดสัดส่วนการถือหุ้น (Dilution)

ทุกธุรกิจของ MINT เริ่มมีการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเมื่อโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าไลฟ์สไตล์เริ่มกลับมาเปิดให้บริการ และทุกธุรกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือน ณ ปัจจุบัน โรงแรมในสัดส่วนร้อยละ 72 ของโรงแรมทั้งหมดได้กลับมาเปิดให้บริการ ในขณะที่ ร้านอาหารประมาณร้อยละ 95 ของร้านอาหารทั้งหมดได้กลับมาเปิดให้บริการ โดยมาตรการการลดต้นทุนอย่างเข้มงวดช่วยให้บริษัทสามารถลดจุดคุ้มทุนและลดระยะเวลาการคุ้มทุนได้

นายวิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการของ MINT กล่าวว่า “ความสำเร็จของการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นที่มีต่ออนาคตของ MINT นอกจากนี้ ทั้งการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนและการออกใบสำคัญแสดงสิทธิเป็นรางวัลที่บริษัทมอบให้กับผู้ถือหุ้นของ MINT เนื่องจากมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทน่าจะสูงขึ้นภายหลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคทั่วโลกลดลง”

นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินและสภาพคล่อง โดยนอกเหนือจากการดำเนินมาตรการในการรักษากระแสเงินสดและประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญในการสร้างรายได้ โดยได้เริ่มกลับมาเปิดให้บริการโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าไลฟ์สไตล์เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ในนามของทีมผู้บริหารของ MINT ผมขอขอบคุณผู้ถือหุ้นของเราทุกคนที่ให้การสนับสนุนบริษัทอย่างเต็มที่ในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ พวกเราทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดของเราต่อไปในอนาคต”

ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท: บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) เป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจระดับสากล โดยประกอบ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ MINT ดำเนินธุรกิจโรงแรมทั้งในรูปแบบเป็นเจ้าของเอง บริหารจัดการ และร่วมลงทุน โดยมีโรงแรมและเซอร์วิส สวีท ทั้งสิ้น 530 แห่ง ภายใต้แบรนด์ อนันตรา, อวานี, โอ๊คส์, ทิโวลี, เอ็นเอช คอลเลคชั่น, เอ็นเอช โฮเทลส์, นาว, เอเลวาน่า, แมริออท, โฟร์ซีซั่นส์, เซ็นต์ รีจิส, เรดิสัน บลู และโรงแรมในกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ใน 55 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา คาบสมุทรอินเดีย ยุโรป อเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ MINT เป็นผู้นำในธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยมีร้านอาหารกว่า 2,200 สาขา ใน 26 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, เดอะ คอฟฟี่ คลับ, ริเวอร์ไซด์, เบนิฮานา, ไทย เอ็กซ์เพรส, บอนชอน, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ ควีน และเบอร์เกอร์ คิง อีกทั้งยังเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์และรับจ้างผลิต ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ภายใตแบรนด์ อเนลโล่, โบเดิ้ม, บอสสินี่, บรูคส์ บราเธอร์ส, ชาร์ล แอนด์ คีธ, เอสปรี, เอแตม, โจเซฟ โจเซฟ, โอวีเอส, แรทลีย์, สโกมาดิ, สวิลลิ่ง เจ. เอ. เฮ็งเคิลส์ และไมเนอร์ สมาร์ท คิดส์ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.minor.com