SCG รีวิวแผนลงทุน-รายได้ใหม่ ไตรมาสแรกโควิด-19 เริ่มส่งผล กำไรลดลง 40%

สถานการณ์โควิด-19 ที่มีสัญญาณปลดล็อกสถานที่ต่างๆ ให้เปิดบริการได้ แต่ถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก ธุรกิจต่างๆ ต้องยืดหยุ่นปรับแผนรับมือแบบทันท่วงที SCG บิ๊กคอร์ปอเรท สินทรัพย์รวม 708,931 ล้านบาท บอกปีนี้ยังต้องเผชิญความท้าทายไปอีกระยะ แผนธุรกิจที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีรีวิวใหม่

บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 105,741 ล้านบาท ลดลง 6% เทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาขายสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง ตามความต้องการสินค้าในตลาดโลกลดลง ขณะที่กำไรไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 6,971 ล้านบาท  ลดลง 40% เทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน สาเหตุธุรกิจเคมิคอลล์ลดลง จากความผันผวนเรื่องราคาและส่วนต่างกำไรที่ลดลง

ไตรมาสแรกโควิดเริ่มกระทบ มี.ค.

คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 2563 เอสซีจี เริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในเดือนมีนาคม แต่ก็ทำให้รายได้ไตรมาสแรกลดลง 6% ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ยังส่งผลไปอีกยาว จนกว่าจะคิดค้นวัคซีนได้ ดังนั้นทั้งปี 2563 ผลประกอบการน่าจะลดลงมากกว่าตัวเลขไตรมาสแรก

ตอนนี้เราประเมินสถานการณ์กันแบบรายสัปดาห์ รู้ว่าน่าจะแย่กว่าไตรมาสแรก แต่ยังเดาไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เพราะต้องรอดูแพทเทิร์นการกลับมาทำธุรกิจของผู้ประกอบการหลังจากมีมาตรการปลดล็อกแล้ว  และดูว่าจะเกิดการระบาดซ้ำ (second wave) หรือไม่  ปีนี้เอสซีจี ต้องปรับประมาณการรายได้ใหม่แน่นอน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเท่าไหร่

คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

นอกจากต้องปรับตัวเลขรายได้ปีนี้ใหม่แล้ว คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน เอสซีจี กล่าวว่าปีนี้ได้ปรับลดงบประมาณการลงทุนใหม่ จากเดิมต้นปีกำหนดตัวเลขไว้ที่ 60,000-70,000 ล้านบาท ปรับลดเหลือ 55,000-65,000 ล้านบาท หรือลดลงไปราว 10,000 ล้านบาท แผนการลงทุนจะมองระยะยาวเป็นหลัก ปัจจุบันมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งรองรับการดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องยาว 6 เดือนถึง 1 ปี

เคมิคอลล์ กำไรร่วง 70%

หากดูรายละเอียดผลประกอบการไตรมาสแรกเอสซีจี มียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) 46,120 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 44% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน

นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย จำนวน 44,859 ล้านบาท คิดเป็น 42% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกจากประเทศไทย 24,319 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 23% ของยอดขายรวม ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดจีนมีดีมานด์ลดลงจากวิกฤติโควิด-19

เมื่อจำแนกออกเป็นรายธุรกิจมีดังนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ รายได้จากการขาย 38,329 ล้านบาท ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์และปริมาณขายที่ปรับตัวลดลง มีกำไร 1,778 ล้านบาท ลดลง 70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ลดลง

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 46,245 ล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการในประเทศลดลง มีกำไร 2,778 ล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทิศทางของธุรกิจซีเมนต์ปีนี้ ในกลุ่มลูกค้าเอกชนภาคอสังหาริมทรัพย์น่าจะชะลอตัวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะดีเวลลอปเปอร์รายกลางและรายเล็ก แต่โครงการลงทุนภาครัฐจะเข้ามาช่วยสร้างดีมานด์ระหว่างรอเอกชนฟื้นจากโควิด-19

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้จากการขาย 24,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรวมผลประกอบการ Fajar และ Visy ประเทศไทย รวมถึงมีความต้องการจากสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19  มีกำไร 1,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปรับตัวรับ New Normal หลังโควิด

คุณรุ่งโรจน์ กล่าวว่าสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ยังเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจต่อเนื่องไปอีกระยะ เอสซีจี จึงใช้วิธีบริหารจัดการความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (Business Continuity Management) นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยให้พนักงานที่สำนักงานกว่า 90% ทำงานได้จากที่บ้าน (Work from home)

พร้อมทั้งปรับรูปแบบบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปได้ เช่น การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือการผลักดันการใช้ Blockchain ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง-วางบิล-ชำระเงินกับคู่ธุรกิจ  ซึ่งจะเป็น New Normal การทำธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

แม้อยู่ในช่วงวิกฤติโควิด-19 แต่ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ยังสามารถขายสินค้าและบริการด้านบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และทันต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะจากพฤติกรรมการสั่งอาหารเดลิเวอรี่และการซื้อสินค้าออนไลน์ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยในการผลิตและการขนส่งบรรจุภัณฑ์ ซึ่งลูกค้าให้ความสำคัญอย่างมากในสถานการณ์นี้

ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เร่งพัฒนาช่องทางค้าปลีกออนไลน์ของ SCG HOME ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดีย  บริการจัดส่งทั่วประเทศและบริการให้คำปรึกษาเรื่องบ้านผ่านออนไลน์ ลูกค้าจึงเลือกซื้อสินค้าและรับบริการได้สะดวกโดยไม่ต้องออกจากบ้าน ทำให้ช่องทางนี้มียอดขายเติบโตจากไตรมาสก่อนหลายเท่าตัว

ส่วนธุรกิจขนส่งสินค้า เอสซีจี โลจิสติกส์ และเอสซีจี เอ็กซ์เพรส มีมาตรการเข้มงวด ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดการคลังสินค้า และการจัดส่งสินค้า เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย

แม้โควิด-19 เป็นความท้าทายที่รุนแรง และไม่รู้ว่าจะกินเวลานานแค่ไหน แต่ทุกวิกฤติก็มีโอกาส โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้เร็วขึ้นในสถานการณ์นี้