ยูนิเซฟ ประกาศระดมทุนเร่งด่วนจำนวน 21,100 ล้านบาททั่วโลก [PR]

วันนี้ นางเฮนเรียตตา โฟร์ ผู้อำนวยการบริหาร องค์การยูนิเซฟ ได้แถลงถึงสถานการณ์และความจำเป็นเร่งด่วนต่อการร่วมมือจัดทำแผนรับมือด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติว่า ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน โรคโควิด-19 ได้ทำให้เด็ก ๆ ทั่วโลก ต้องตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบาก เด็กหลายร้อยล้านคนต้องขาดช่วงทางการศึกษาจากการปิดโรงเรียน พ่อแม่และผู้ปกครองหลายครอบครัวต้องสูญเสียงานและรายได้ และพื้นที่ชายแดนต่างถูกปิด

“เด็ก ๆ ต้องกลายเป็นเหยื่อที่มองไม่เห็นของสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้ ยูนิเซฟรู้สึกกังวลถึงผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ พัฒนาการและอนาคตของพวกเขา

เรากังวลกับการที่เด็ก ๆ จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงน้ำและสุขอนามัย ทุกท่านคงทราบดีว่าการล้างมือด้วยสบู่เป็นวิธีที่สำคัญมากในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 ถึงอย่างนั้น ประชากรทั่วโลกถึงร้อยละ 40 หรือราว 3 พันล้านคน ยังไม่มีที่ล้างมือ ไม่มีน้ำและสบู่ที่บ้าน ยิ่งไปกว่านั้น สถานพยาบาลทั่วโลกถึงร้อยละ 16 หรือทุก ๆ 1 ใน 6 แห่ง ยังขาดบริการด้านสุขอนามัย ในขณะที่ สถานศึกษากว่า 1 ใน 3 ของโลก และโรงเรียนในประเทศด้อยพัฒนาจำนวนครึ่งหนึ่ง ไม่มีพื้นที่ให้เด็ก ๆ ล้างมือ

ยูนิเซฟรู้สึกกังวลเรื่องการศึกษาของเด็ก เด็กทั่วโลกกว่าครึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียนในอย่างน้อย 120 ประเทศ เราหวังว่าพวกเขาจะสามารถกลับไปเริ่มเรียนได้อย่างเร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม เรารู้ดีว่าในกลุ่มเด็กที่เปราะบาง ยิ่งพวกเขาขาดเรียนนานขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้กลับมาเรียนต่อก็ยิ่งน้อยลง

การหยุดเรียนไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ แต่ยังทำให้เด็ก ๆ ไม่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ ขาดน้ำสะอาด ไม่ได้รับการดูแลทางสุขภาพและข้อมูลที่ถูกต้อง นั่นคือสาเหตุที่ยูนิเซฟกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในแต่ละประเทศ เพื่อหาทางเลือกอื่น ๆ เช่น ห้องเรียนออนไลน์ หรือการเรียนผ่านคลื่นวิทยุและโทรทัศน์

เรายังได้ร่วมมือกับทางองค์การอนามัยโลก (WHO) และสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) ออกคู่มือแนะนำให้พ่อแม่ คุณครู ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคคลทั่วไป เพื่อช่วยให้เด็กปลอดภัยและสามารถเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในภาวะเช่นนี้

เรากังวลด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก ข้อมูลจากสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าเด็กต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นจากการแสวงประโยชน์ ความรุนแรง และการล่วงละเมิด ในช่วงที่มีการปิดโรงเรียน ครอบครัวขาดรายได้ และไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ตัวอย่างหนึ่งก็คือ การปิดโรงเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบล่าในทวีปแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี พ.ศ. 2557-2559 ส่งผลให้อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การใช้แรงงานเด็ก การทอดทิ้ง และการล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มสูงขึ้นมาก

เรากังวลเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานของเด็ก ทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันโรค และการรักษาโรคอื่น ๆ ในเด็ก เราไม่สามารถช่วยชีวิตเด็กโรคโควิด-19 หนึ่งคน แล้วต้องปล่อยให้เด็กหลายคนต้องเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ โรคหัด และอหิวาตกโรคได้

สุขภาพจิตของเด็กในช่วงเวลานี้ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เรากังวล เด็กและเยาวชนกำลังถูกพรากช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปจากชีวิต เช่น การคุยเล่นกับเพื่อน การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน และการเล่นกีฬา ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความเครียดในเด็กและอาจส่งผลต่อการแปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม เราได้รวบรวมคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ คุณครู เด็ก และเยาวชนเพื่อเป็นแนวทางช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้ผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้ไปให้ได้ เราตระหนักดีว่าโรคซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาสำคัญและส่งผลกระทบต่อ 1 ใน 3 ของประชากรในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกัน เรายังเป็นกังวลอย่างยิ่งต่อเด็กอีกหลายล้านคนที่ต้องเดินทางอพยพย้ายถิ่นหรือต้องอยู่ท่ามกลางความสงครามความขัดแย้ง สำหรับพวกเขาแล้ว การแพร่ระบาดใหญ่จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของพวกเขาเลวร้ายแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เด็กกลุ่มนี้ต้องอยู่ในพื้นที่แออัด บ่อยครั้งก็อยู่ในเขตสู้รบที่สถานพยาบาลมีจำกัดหรือไม่มีเลย บางครอบครัวที่มีสมาชิก 6-12 คน ต้องอาศัยอยู่ในห้องเดียวกัน การกักตัวเองและการล้างมือด้วยสบู่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น

การจัดหาเงินสนับสนุนแผนการรับมือด้านมนุษยธรรมระดับโลกต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ยูนิเซฟกำลังระดมเงินบริจาคเป็นจำนวน 651.6 ล้านเหรียญ (21,000 ล้านบาท) เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 โดยจะใช้เงินจำนวน 405 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (13,000 ล้านบาท) ดำเนินงานในประเทศที่ประสบกับภัยพิบัติหรือสงครามอยู่ก่อนแล้ว และอีก 204 .6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6,700 ล้านบาท) ดำเนินงานในประเทศอื่น ๆ

การสนับสนุนจากประชาคมโลกครั้งนี้ จะช่วยให้เราสามารถร่วมกันรับมือกับการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในประเทศที่ระบบสาธารณสุขอ่อนแอ เราจะสามารถช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการล้างมือที่ถูกวิธีและบริการด้านสุขอนามัยมากขึ้น เราจะสามารถขยายองค์ความรู้ที่จำเป็นเพื่อลดการแพร่ระบาดในชุมชนต่าง ๆ และส่งสิ่งของจำเป็น เช่น ชุดป้องกันเชื้อ หน้ากากอนามัย แว่นตา และถุงมือ เพื่อปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ขณะปฏิบัติงาน นอกจากนี้ เราจะสามารถดำเนินงานร่วมกับรัฐบาลในด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมบริการคุ้มครองเด็ก การเยียวยาจิตใจ และจัดการเรียนทางไกลให้แก่เด็กทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่เปราะบางที่สุด