อสังหาฯยากสุดรอบ 20ปี “ออริจิ้น” ชูโมเดล Beyond Property ร่วมทุนพันธมิตร-แลนด์ลอร์ดกระจายพอร์ตบริการ

ปี 2020 ต้องถือเป็นปีแห่งความผันผวนอย่างแท้จริง เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดโรคไวรัส Covid-19 ฉุดเศรษฐกิจทั่วโลก แบบไม่ทันตั้งตัว  ผลกระทบกับประเทศไทยแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 1997 แน่นอน! แต่ธุรกิจก็ต้องเดินหน้าต่อ ทศวรรษที่ 2 ของ “ออริจิ้น” จึงขอ “ทรานส์ฟอร์ม” มองระยะยาวต้อง Beyond Property  กระจายพอร์ตโฟลิโอ สร้างรายได้หลายทาง  ทั้งอสังหาฯ ขาย และปั้นธุรกิจบริการ ด้วยโมเดล Open Platform เปิดกว้างร่วมทุนทุกธุรกิจ

- Advertisement -

“ไปไว ไปคนเดียว แต่หากอยากไปให้ไกล ไปเป็นทีม”  เป็นแนวคิดการก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ของ “ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” การกับสร้างธุรกิจให้มากกว่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (Beyond Property)

Covid-19 ยากสุดรอบ 20 ปี

เป็นอีกหนึ่งบริษัทอสังหาฯ กลุ่มท็อป ที่ออกมาคอนเฟิร์มสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2020 อีกเสียงว่า  “ยากสุดในรอบ 20 ปี” นับจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 1997  ที่เป็นเช่นนั้น คุณพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (“ORI”) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มองว่าสถานการณ์ Covid-19  ถึงขณะนี้ยังไม่รู้บทสรุปว่าจะลากยาวไปแค่ไหน  ครั้งนี้เป็นวิกฤติกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่ต้มยำกุ้งเกิดในประเทศไทย เมื่อสถานการณ์เกิดขึ้นแล้วก็เข้าสู่การฟื้นฟูทันที

“ปี 2019 อสังหาฯ เจอสถานการณ์ที่เรียกว่ายากในรอบ 10 ปี มาแล้ว จากเศรษฐกิจกำลังซื้อชะลอตัว และมาตรการ LTV  มาปี 2020  ต้องบอกว่ายากสุดในรอบ 20 ปี จากภัย Covid-19 ปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้จีดีพีปีนี้คงต่ำกว่า 2%”

ดังนั้นการเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของออริจิ้น จึงเดินหน้า Transformation องค์กรระยะยาว เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก แตกบริษัทย่อยออกมา 6 กลุ่มบริษัท 6 ประเภทธุรกิจ  ประกอบด้วย

1.บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด พัฒนาคอนโดมิเนียมกลุ่มสมาร์ทคอนโด แบรนด์หลักคือ ดิ ออริจิ้น (The Origin)

2.บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด พัฒนาคอนโดมิเนียมลักชัวรี่ แบรนด์หลักคือ ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge) และพาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN)

3.บริษัท บริทาเนีย จำกัด พัฒนาโครงการแนวราบ บ้านจัดสรร แบรนด์หลักคือ บริทาเนีย (Britania)

4.บริษัท ออริจิ้น อีอีซี จำกัด พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในแถบเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

5.บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม พื้นที่ค้าปลีก สำนักงานให้เช่า โครงการมิกซ์ยูส

6.บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ดำเนินธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่ครบวงจร

การบริหารงานทั้ง 6 บริษัทจะมีอิสระในการดำเนินงานมากขึ้นและลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจลงและสามารถเติบโตได้รวดเร็ว หากบริษัทใดขยายตัวได้ดีก็จะนำบริษัทนั้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป เช่น พรีโม ที่ทำด้าน Property Management  ดูแลที่อยู่อาศัยในกลุ่มออริจิ้นและอื่นๆ  รวม 52 โครงการ จำนวน 20,131 ยูนิต  ทั้งรายได้และกำไรโต “เท่าตัว” มาตั้งแต่ปี 2018 ถึงปีนี้

Beyond Property กระจายพอร์ต-ลดเสี่ยง

โครงสร้างองค์กรภายใต้ 6 บริษัท ถือเป็นการกระจายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งอสังหาฯ เพื่อขายในกลุ่มคอนโดมิเนียมและแนวราบ ขยายไปธุรกิจเช่าและบริการ ทั้งโรงแรมและเซอร์วิสดูแลที่อยู่อาศัยครบวงจร รวมทั้งธุรกิจใหม่  ที่ไม่ใช่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ (Beyond Property) เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ กระจายความเสี่ยงตลาดที่อยู่อาศัย

ปี 2019  รายได้จากการขายที่อยู่อาศัยมีสัดส่วน 90%  ปีนี้วางไว้ที่ 85%  และในอีก 5 ปี จะอยู่ที่ 65-70%  ขณะที่สัดส่วนจากรายได้เช่าและบริการ (Non Property)  จะขยับจาก 10% ในปี 2019  เพิ่มเป็น 15% ในปีนี้ และ 30-35% ในอีก 5 ปี

ชูโมเดล Open Platform ร่วมทุนพันธมิตร-แลนด์ลอร์ด

กลยุทธ์สร้างการเติบโตของออริจิ้น  Open Platform  เปิดร่วมทุนกับพันธมิตรหลากหลายรูปแบบในทั้ง 6 บริษัทและธุรกิจใหม่  ทั้งการร่วมลงทุน โนว์ฮาว และเซอร์วิส  ซึ่งถือเป็นเทรนด์ทั่วโลกของภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือ (Synergy) ทั้งธุรกิจประเภทเดียวกันและต่างธุรกิจ เพื่อโอกาสเติบโตก้าวกระโดด และก้าวข้ามขีดจำกัดดั้งเดิมของตัวเอง

“วันนี้ออริจิ้นเดินตามเทรนด์โลก เปิดโอกาสให้พันธมิตรที่มีศักยภาพเข้ามา Plug-in กับ Open Platform ในทุกกลุ่มธุรกิจในเครือ โมเดลนี้จะทำให้เราสเกลธุรกิจได้เร็ว และเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด”

บิสสิเนส โมเดล Open Platform  ใหม่ที่จะได้เห็นในช่วงปลายปีนี้  คือการร่วมทุน (joint venture) กับกลุ่มเจ้าของที่ดิน (Landlord) ตระกูลใหญ่ที่ถือครองที่ดินทำเลดีจำนวนมาก และไม่ต้องการมีภาระภาษีที่ดินใหม่ แต่การปล่อยขายที่ดินออกมา ยังไม่ตอบโจทย์กลุ่มนี้ ที่ต้องการสร้างรายได้มากกว่าขายที่ดิน บริษัทจึงเสนอรูปแบบร่วมทุนพัฒนาโครงการร่วมกัน ทั้ง ที่อยู่อาศัยและโรงแรม ในฝั่งเจ้าของที่ดิน จะมีรายได้จากการขายที่ดินและกำไรจากการขายที่อยู่อาศัยอีกก้อน หรือหากเป็นโรงแรมจะมีรายได้ประจำระยะยาว

ส่วนออริจิ้น ไม่ต้องแบกภาระต้นทุนซื้อที่ดิน แต่ใช้ความถนัดด้านพัฒนาโครงการ การขาย และเซอร์วิส มาร่วมลงทุนธุรกิจ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับตระกูลเจ้าของที่ดิน 10-20 ดีล จะเริ่มเห็นการลงทุนในช่วงปลายปีนี้

นอกจากนี้จะร่วมทุนกับพันธมิตร กลุ่มผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบริการและอสังหาฯ  (Service & Property Related Tech), กลุ่มซัพพลายเออร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ เช่น การก่อสร้าง เข้าสู่ Open Platform มากขึ้นในปีนี้

ขณะที่การร่วมทุนโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียมและโรงแรม  กับพันธมิตรกลุ่มทุนต่างชาติ เดิมลงทุนกับ Nomura Real Estate Development อยู่แล้ว 9 โครงการรวมมูลค่า 34,734 ล้านบาท  ปี 2020  มีอีก 2 รายใหม่  คือกลุ่มคอนโดมิเนียม ร่วมทุนกับ GS Engineering and Construction Corp. (GS E&C)  หรือ โกลด์สตาร์ ยักษ์ใหญ่ก่อสร้างและหลากหลายธุรกิจจากประเทศเกาหลีใต้ ลงทุนคอนโดมิเนียม 2 โครงการ คือ The Origin ลาดพร้าว 111  มูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท และ Knightsbridge Space พระราม 4 มูลค่า 2,300 ล้านบาท

อีกพันธมิตรต่างชาติ คือ CI:Z Investment Limited  ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเครื่องสำอางจากญี่ปุ่น เข้ามาร่วมทุนโครงการโรงแรม Intercontinental ทำเลทองหล่อ มูลค่า 3,000 ล้านบาท

เล็งท็อป 5 อสังหาฯ ใน 5 ปี

การเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของออริจิ้น วางแผน 5 ปีจากนี้ จะก้าวขึ้นสู่บริษัท ท็อป 5 อสังหาฯ รายได้ 40,000 ล้านบาท จากปีนี้วางไว้ที่ 16,000 ล้านบาท  โดยจะเปิดตัวโครงการใหม่กลุ่มที่อยู่อาศัย 14 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

ประกอบด้วย กลุ่มสมาร์ทคอนโดมิเนียม แบรนด์ดิ ออริจิ้น 2 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท กลุ่มลักชัวรี่คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 2,300 ล้านบาท กลุ่มบ้านจัดสรร 10 โครงการ มูลค่า 12,100 ล้านบาท ทั้งแบรนด์บริทาเนีย และแบรนด์ใหม่ 3  แบรนด์ ได้แก่ แกรนด์บริทาเนีย ไบรตัน และเบลกราเวีย (Belgravia)  ตลาดลักชัวรี่ ราคา10-35 ล้านบาท  กลุ่มอีอีซี 1 โครงการ มูลค่า 1,400 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์เดอะ แฮมป์ตัน (The Hampton) ในศรีราชา เป็นโครงการร่วมทุนกับกลุ่มดุสิตธานี

โดยรวมปีนี้กลุ่มคอนโดมิเนียมเปิดใหม่วางไว้ 4 โครงการก่อน แต่หากสถานการณ์ Covid-19 คลี่คลายเร็ว และเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว มีคอนโดมิเนียมอีก 4 โครงการที่พร้อมเปิดทันที

ด้านยอดขายปีนี้  21,500 ล้านบาท ส่วนรายได้รวม 16,000 ล้านบาท โดยมาจากทั้งธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย ธุรกิจบริการ และธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ในปีนี้เป็นปีแรก