สายคอนเทนต์ต้องรู้! 6 เรื่องที่จะเปลี่ยนไป บนโลกโซเชียลมีเดีย ในปี 2020

โซเชียล มีเดีย ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลสำหรับ Users ชาวไทย และช่วงตลอดปี 2019 ที่ผ่านมา ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ บนสื่อโซเชียล มีเดีย ที่น่าสนใจและจำเป็นต้องรู้เท่าทัน​​ ซึ่งทางไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลบนสื่อโซเชียล​ โดย คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้​สรุปความเปลี่ยนแปลงหลักๆ ที่เกิดขึ้น และจะส่งผลต่อเนื่องมาสู่ปี 2020 นี้ ผ่านการบรรยายในหัวข้อ The SHIFT of Consumer Insight ​​ภายในงาน Thailand Zocial Awards 2020 Forum Day  

คุณกล้า สรุป 6 ความเปลี่ยนแปลงหลักๆ ที่เกิดขึ้น​ ประกอบด้วย

1. จำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียไม่ได้เพิ่มขึ้น ยังคงมีสัดส่วนอยู่ที่ 74% เท่าเดิม แต่มีปริมาณการใช้เพิ่มสูงขึ้น โดยพบว่าจำนวนข้อความบนโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้น 36% จาก 5.3 พันล้านข้อความในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 7.2 พันล้านข้อความ ในปีนี้ โดยเป็นคอนเทนต์ที่มาจากแบรนด์ราวว 85,000 ข้อความ จาก 1,399 แบรนด์

2. จาก 1,399 แบรนด์ ที่ทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งบนโซเชียล ​พบว่า มีถึง 84% ของแบรนด์​ มีการใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่ 2 แพลตฟอร์มขึ้น เพื่อให้สามารถสื่อสารได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ดังนั้น ถ้าแบรนด์ใดที่มีแพลตฟอร์มหลักแค่แพลตฟอร์มเดียว จำเป็นต้องปรับตัวและหาแพลตฟอร์มใหม่เพิ่มเติม

นอกกจากนี้ การวัดประสิทธิภาพของคอนเทนต์ที่แบรนด์ส่งออกไป จะเทียบจากค่ากลาง ที่เรียกว่า P90 ซึ่่งเป็นค่าเฉลี่ยของคอนเทนต์ในกลุ่ม Top Form และคอนเทนต์ทั่วไป ​โดยแพลตฟร์มหลักอย่างเฟสบุ๊ก, ทวิตเตอร์, IG จะวัด P90 จากเอนเกจเม้นต์ ส่วนยูทูปจะวัดจากยอดวิว โดย​ P90 ของเฟสบุ๊ก อยู่ที่ 1,297 engagement, Twitter 201 Engagement, IG 938 Engagement ส่วน P90 ของ YouTube จะอยู่ที่ 630,480 วิว

3. ความเปลี่ยนแปลงในกลุ่ม Influencers ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้สื่อสารแทนแบรนด์ต่างๆ โดยพบว่า เกือบทั้งหมดของ Influencers หรือ 97% มีการนำเสนอเนื้อหาข้ามหมวดหมู่ตั้งแต่ 2 หมวดหมู่ขึ้นไป สะท้อนว่าอินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบันไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นหมวดหมู่อีกต่อไป ​ทำให้มักจะเห็นอินฟลูเอนเซอร์หมวดความสวยงาม เริ่มหันมานำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว หรือออกกำลังกายมากขึ้น และยังคงได้รับความนิยมสูงจากผู้ติดตาม รวมถึงกระจายเนื้อหาไปได้ในวงกว้างมากขึ้น

ดังนั้น แบรนด์ที่ต้องการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร จำเป็นต้องเลือกจากคาแร็คเตอร์ หรือจากคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาตรงกับส่ิงที่แบรนด์อยากจะพูดมากกว่าดูจากการจัดหมวดหมู่ของ Influencers แต่ละราย

4. ความโดดเด่นและ Powerful ของคอนเทนต์ในกลุ่มลูกทุ่ง ที่มาแรงอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยพบว่าคอนเททนต์ในกลุ่ม Top 20 เพลงฮิตบนยูทูป เป็นเพลงลูกทุ่งไปแล้ว 12 เพลง และเมื่อพิจารณากลุ่ม Top 10 ของเพลงลูกทุ่ง จะพบยอดวิวที่สูงมากกว่า Top 10 ของเพลงประเภทอื่นๆ รวมกันถึง12%

และหากมีศิลปินหมวดอื่นๆ ทำ Collaborate กับศิลปินลูกทุ่ง หรือออกซิงเกิลเพลงลูกทุ่ง พบว่ายอดวิวจะเพิ่มสูงขึ้นมมากกว่าเดิมถึง 480% ดังนั้น หากต้องการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่ม Mass การเลือกใช้คอนเทนต์เพลงลูกทุ่งเป็นการวางกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ

5. บนโซเชียลมีเดีย ยังมีมุมดาร์กไซด์ที่จำเป็นต้องรู้เท่าทัน และสังคมควรตระหนักถึงเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายและไม่เหมาะสมต่างๆ โดยพบว่า ​มีข้อความมากกว่า 1.2 แสนข้อความ ที่ Mention ถึงเรื่องการพนันออนไลน์, มากกว่า 7.75 แสนข้อความ เป็นเรื่องของการ​ Bullying หรือการกลั่นแกล้งกันผ่านทางออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน และมีมากกว่า 1.3 ล้านข้อความ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการค้าบริการทางเพศ โดยที่มีการระบุราคาซื้อบริการไว้อย่างโจ่งแจ้ง

6. ในแง่ของ Social Listening หรือการวิเคราะห์ประมวลผลจากการเก็บข้อมูลต่างๆ จะทำได้ดีและมีความลึกซึ้งมากขึ้น จากที่เคยเป็นแบบ Human Base Insight หรือการใช้คนเป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูล แต่ด้วยปริมาณมหาศาลของข้อมูล จำเป็นต้องนำ AI เข้ามา​เพื่อช่วยให้ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว​และเข้าใจมนุษย์มากขึ้น ทำให้แบรนด์หรือนักการตลาด สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ นำมาซึ่งการวางกลยุทธ์องค์กร หรือการทำตลาดอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

“ในปีนี้สิ่งที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญคืออ การฟังเสียงของลูกค้า เพื่อให้รู้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถปรับตัวได้ทันกับโอกาสทางธุรกิจต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงต้องมองภาพรวมอย่างรอบด้าน เพื่อประเมินสถานการณ์และคู่แข่ง รวมทั้งการมอองหาเครื่องมือที่ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน และวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที”​​