ย้อนรอย 13 เรื่องของ iPhone อุปกรณ์ที่เปลี่ยนโฉมการสื่อสารและพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก

วันนี้ เมื่อ 13  ปีที่แล้ว ( 9 มกราคม 2007) Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple ได้เผยโฉม iPhone โทรศัพท์มือถือหน้าตาแสนจะประหลาด เพราะเป็นโทรศัพท์รุ่นแรกๆ ที่ “ไม่มีปุ่ม” อะไรให้กดเลย แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ iPhone ได้พิสูจน์แล้วว่า นี่คือ “อุปกรณ์สื่อสาร” ที่มีส่วนผลักดัน พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีและพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมหาศาล และนี่คือ 13 เรื่องของ สิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า iPhone

1. iPhone เผยโฉมให้เห็นเป็นครั้งแรกในมือของ Steve Jobs เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2007 ในงาน Macworld Convention ที่ Moscone Center ซานฟรานซิสโก โดยมี 2 โมเดล 4 GB ราคา 499 เหรียญ และ 8 GB ราคา 599 เหรียญ ก่อนที่จะถูกส่งมอบถึงมือลูกค้าจริงๆ ในวันที่ 29 มิถุนายน 2007 โดยในวันนั้นมีผู้คนต่อคิวซื้อเจ้ามือถือไร้ปุ่มเครื่องนี้มากกว่าร้อยคนในหลายสาขาทั่วสหรัฐอเมริกา

2. iPhone ถือกำเนิดขึ้นมาจากการพัฒนา iPod เครื่องเล่นเพลงที่ตอนนั้นขายดีเป็นอย่างมาก แต่ Steve Jobs มองว่าต้องมองหาโปรดักท์ใหม่ มารองรับอนาคต จึงใช้ทีมงานใน Apple รวมแล้วพันคน ร่วมกันทำสินค้าใหม่ โดยริเริ่มไอเดียตั้งแต่ปี 2004 ก่อนจะสำเร็จจริงในปี 2007 ภายในงานเปิดตัวเขากล่าวกับผู้ร่วมงานกว่า 4 พันคน ว่า “We’re going to make some history together today.”

3.ภายในงานเปิดตัวเมื่อปี 2007 โทรศัพท์สายแรกที่ Steve Jobs โทรออก ก็คือ การกดโทรหา Jony Ive หัวหน้าทีมดีไซน์เนอร์ผู้ออกแบบไอโฟน และสารพัดโปรดักท์ของ Apple นั่นเอง โดยสเปกของไอโฟนเครื่องแรกมีขนาดหน้าจอ 3.5 นิ้ว 480 × 320 พิกเซล ปัจจุบันมีทั้งหมด 24 รุ่น

4. เสน่ห์หรือว่าจุดเด่นสำคัญของไอโฟนนอกเหนือจากตัวดีไวซ์แล้ว ยังเป็นเรื่องของระบบปฏิบัติการที่ Apple พัฒนาขึ้นมาเอง ภายใต้ชื่อ iOS ซึ่งเป็นการงานเฉพาะอุปกรณ์ของ Apple ที่สร้าง Eco-System แบบ App Store ขึ้นมา โดยโฟกัสที่ทำให้ผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์ของ Apple มีแอคเคานท์ iTune ซึ่งทางฝั่งของคอนเทนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เพลง ภาพยนตร์ เกม หรือแอปพลิเคชั่น ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของ Apple

5. สิ่งที่ iPhone เปลี่ยนแปลงโลกก็คือวิธีการที่ผู้ใช้งาน กดคำสั่ง ป้อนตัวอักษรและตัวเลข ที่ใช้เพียงแค่ “นิ้วมือ” สัมผัสไปที่จอโดนตรง โดยที่ไม่ต้องมี “ปุ่ม” ทิศทางซึ่งนั่นทำให้การบังคับหน้าจอมีอิสระรอบด้านบนหน้าจอ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องใช้ Stylus แต่เป็นนิ้วมือของผู้ใช้งานเลย ซึ่งนั่นทำให้สะดวกกับวงการเกมที่ในภายหลังได้ประโยชน์จากการควบคุมหน้าจอสมาร์ทโฟนด้วยวิธีนี้

6.จากวัฒนธรรมการสัมผัสหน้าจอทัชสกรีน ได้พลิกโฉมวงการดีไวซ์ทั่วโลก แนวทางการใช้งานอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์แบบนี้ ได้กระจายตัวไปยังดีไวซ์และเป็นต้นกำเนิดของอุปกรณ์ชนิดอื่น เช่น Tablet รวมทั้งคอมพิวเตอร์บางส่วน กับเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นอีกมากมาย ว่ากันว่าวิธีการสัมผัสไอโฟนนับเป็น “การปฏิวัติ” วิธีการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ  นับตั้งแต่เมาส์ถือกำเนิดเลยทีเดียว

7. iPhone เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน จากเดิมที่เราจะเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แต่ความยอดเยี่ยมของ iPhone ได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากยุค Feature Phone มาสู่ Smart Phone และนั่นทำให้ผู้คนในสังคมสามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น จนกลายเป็นการเชื่อมต่อแบบ Always On หรือ “ตลอดเวลา” ไปในที่สุด

8.ผลจากการพัฒนา iPhone ยังทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ นั่นคือการสื่อสารผ่าน “เสียง” ได้เปลี่ยนเป็นการสื่อสารผ่าน “ตัวหนังสือ ภาพ และ วิดีโอ” หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า รูปแบบการใช้งานจากที่เคยใช้ Voice เป็นหลัก ได้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็น Data


9. เมื่อผู้บริโภคเชื่อมต่อง่ายขึ้น Social Media ทั้งหลายก็เติบโตขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Youtube, Twitter, Instagram ปี 2017 Facebook ระบุว่า รายได้ 84% ของเฟซบุ๊กมาจาก Mobile Ad

10. iPhone เอามาแทนที่ทุกอย่างในกระเป๋าเรา ไม่ว่าจะเป็น ปฏิทิน นาฬิกา แผนที่ อุปกรณ์นำทาง GPS เครื่องเล่นเพลง เครื่องเล่นวิดีโอ สมุดจดบันทึก หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่าเจ้าอุปกรณ์สี่เหลี่ยมเล็กๆ ตัวนี้ Disrupt อุตสาหกรรมวงการอื่นอย่างมหาศาล ถ้าไม่เชื่อลองถามผู้ผลิต “กล้องดิจิทัล” ทั้งหลายดูสิ

11. เกิดโปรดักท์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมาจากพฤติกรรม และความเปลี่ยนแปลงที่ iPhone นำร่องไว้ เช่น Apple Watch จนถึง AirPods ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ประเภทหูฟังไร้สายทั้งหลาย ก็บูมขึ้นหลังจากที่แฟนๆ ทั้งหลายก่นด่าเมื่อ iPhone ตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm ออก ไม่ใช่เหรอ

12. หนึ่งในสินค้าผลักดันให้ Apple กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก โดยสินค้าที่ขายดีที่สุดก่อนหน้า iPhone ก็คือ iPod แต่ภาพรวมของบริษัทก็ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ดีนัก แต่หลังจากไอโฟนเปิดตัว รวมทั้งพัฒนาการด้านอื่นๆ ของ Apple ทำให้ Apple กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงแซง GE, Exxon

iPhone ที่ตั้งโชว์ในวันที่ 9 มกราคม 2007

13. ไม่ได้มีแต่ด้านดีเท่านั้น iPhone ก็มีส่วนผลักดันให้เกิดปัญหาสังคม เช่น พฤติกรรม FOMO (Fear of Missing Out) สังคมติดจอ ความห่างเหินระหว่างบุคคล หรือแม้แต่อาการสมาธิสั้นในเด็ก attention-deficit/hyperactivity disorder ทั้งนี้เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้การดำรงชีวิตง่ายขึ้นเท่านั้น จะใช้งานอย่างไร ก็คงอยู่ที่เจ้าของมือถือแต่ละราย แต่ทั้งหมดนี้ คือแรงผลักดันที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมที่เรียกว่า iPhone