ถอด 3 กลยุทธ์ขายตรงในยุคดิจิทัล ดัน Amway โต​สวนกระแสตลาดขยับฐานะเป็นบริษัท 2 หมื่นล้าน​

อัพเดทตัวเลขยอดขายล่าสุด สำหรับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ​โดยสามารถสร้าง New Milestone ให้กับธุรกิจได้อีกครั้ง ด้วยตัวเลขยอดขายในปี 2019 ที่ยังไม่จบปีดีแต่ทำตัวเลขทะลุ 2 หมื่นล้านบาท ได้เรียบร้อย นับเป็นอีกครั้งที่แอมเวย์ ประเทศไทย สร้างยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตลอด 32 ปี ท่ีดำเนินธุรกิจมา หลังสามารถขึ้นแท่นเป็นบริษัทหมื่นล้านบาทได้ครั้งแรกในปี 2007 หรือเมื่อกว่าสิบปีก่อนหน้า ​

คุณกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ​ แอมเวย์ ประเทศไทย ​กล่าวว่า ​การเติบโตของแอมเวย์ ถือได้ว่า​สวนทางกับอุตสาหกรรมขายตรงโดยรวมที่ค่อนข้างทรงตัวและเติบโตได้เพียงเล็กน้อยที่ 1-2% เท่านั้น จากมูลค่าตลาดราว 7 หมื่นล้านบาท โดยแอมเวย์ยังคงเป็นผู้นำในตลาดด้วยขนาดธุรกิจราว 1 ใน 4 และยังคงสรัางการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปีนี้ต้ังเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 7% จากยอดขาย 19,000 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า และจะทำให้สเกลธุรกิจของบริษัทแตะ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวเลขล่าสุด ก็สามารถทำยอดขายถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้แล้ว

สำหรับปัจจัยที่สามารถผลักดันให้แอมเวย์เติบโตได้แม้จะยังเผชิญปัจจัยลบรอบด้าน มาจากกลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมทั้งกลุ่ม​ Young@Heart รวมทั้งการโฟกัสที่จุดแข็งในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์​ โดยเฉพาะการเป็นผู้นำสินค้า​ Health & Beauty ซึ่งยอดขายสูงสุดมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์นิวทริไลท์ รวมทั้งสินค้าในกลุ่ม Health ที่ทำยอดขายรวมกว่า 62% ขณะที่กลุ่มความงามทำสัดส่วนยอดขายที่ราว 10% โดยที่แบรนด์อาร์ทิสทรียังคงเป็นแบรนด์เครื่องสำอางพรีเมียมอันดับ1 ของประเทศไทย ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home Living ที่ปีนี้ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

วาง 3 แกนหลัก ขับเคลื่อนธุรกิจ    

ทั้งนี้ แอมเวย์วาง 3 กลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังต่อไปนี้

1. การเข้าถึงคนรุ่นใหม่ทั้งจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์​ ด้วย การนำเสนอโซลูชั่นส์ผลิตภัณฑ์​ให้สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น (Personalized Product) โดยยังเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีตามกลยุทธ์ Consumer Centric ที่ยึดความต้องการผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่​ โดยเฉพาะในกลุ่ม​​ Hero Products เช่น นิวทริไลท์ เครื่องกรองอากาศ และอาร์ทิสทรี เป็นต้น

พร้อมปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เข้าถึงง่ายสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมทั้งมีแบรนด์แอมบาสเดอร์ของแบรนด์นิวทริไลท์ ซึ่งเป็นโปรดักต์ที่ติดอันดับขายดีของแอมเวย์มาทุกปี ได้แก่ ​“ป๊อก-ภัสสรกรณ์ และมาร์กี้-ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์” เพื่อมาช่วยในการสื่อสารการรับรู้ของผลิตภัณฑ์ไปในวงกว้างมากขึ้นด้วย

2. การปรับโครงสร้างรายได้นักธุรกิจแอมเวย์ทุกระดับด้วยโปรแกรม คอร์พลัส (CORE PLUS+) เพื่อเพิ่มรายได้ช่วงเริ่มต้น ทำให้ได้ผลตอบแทนทันทีตั้งแต่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชิ้นแรก รวมถึงเพิ่มรายได้ที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอในทุกช่วงลำดับการเติบโตในธุรกิจ โดยโปรแกรมนี้จะทำให้นักธุรกิจแอมเวย์ที่ทำธุรกิจอย่างต่อเนื่องและจริงจังมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20 – 30% โดยทางแอมเวย์วางเป้าหมายในการจ่ายผลตอบแทนผ่านระบบโครงสร้างรายได้ใหม่ภายใน1 ปี ไว้ที่กว่า 1 พันล้านบาท โดยในช่วงเกือบๆ 4 เดือนตั้งแต่ปรับโครงสร้างการคิดรายได้ใหม่จ่ายค่าตอบแทนไปแล้วกว่า ​300 ล้านบาท

ภายหลังการปรับมาใช้ระบบคอร์พลัส ตั้งแต่เดือนกันยายน​ 2562 ทางแอมเวย์เริ่มมองเห็นสัญญาณบวก หลังจากเริ่มใช้โปรแกรมคอร์พลัสมาเพียง 2 เดือน (ก.ย. -ต.ค.​2562) ​พบว่า มียอดการสมัครเป็นนักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกใหม่เติบโตเฉลี่ย 30% โดยปัจจุบันมียอดนักธุรกิจแอมเวย์ประมาณ​ 3.3 แสนราย และมีผู้ประกอบธุรกิจใหม่เข้ามาไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นคน จากที่ก่อนหน้านี้จำนวนนักธุรกิจไม่ค่อยมีการเติบโตมาหลายปี โดยในปี​ 2020 คาดว่าโมเดลคอร์พลัส ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากประเทศไทยจะถูกนำไปเป็นต้นแบบ สำหรับการทำธุรกิจแอมเวย์ทั่วโลกอีกด้วย

3. การพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการทำธุรกิจ รวมทั้งเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภคในทุกทัชพอยต์ เพื่อเสริมทักษะในการใช้โซเชียลมีเดียในการดำเนินธุรกิจให้นักธุรกิจแอมเวย์ ด้วยการเน้นให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์แอมเวย์เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางที่มีศักยภาพในการสร้างยอดขายได้อีกทางหนึ่ง มากกว่าแค่การขายแบบ Door to Door ​แต่ต้องสามารถผนวกเรื่องของดิจิทัลเข้ามาเพื่อเสริมศักยภาพให้ธุรกิจเติบโตได้มากขึ้น

คุณรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และคุณกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ แอมเวย์ ประเทศไทย ร่วมแถลงกลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโต

“แม้คนไทยจะติดอันดับโลกด้านการใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้เพื่อความบันเทิง แต่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจมากนัก และแม้ว่าเราจะไม่ได้ถูกผลกระทบจาก Digital Disruption แต่ก็ประมาทไม่ได้ ต้องพยายามยกระดับนักธุรกิจแอมเวย์มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือดิจิทัลต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทำธุรกิจได้สะดวกยิ่งขึ้น ​และต้องครบทั้ง​ Hi-tech​ และ​ Hi-Touch เพื่อ​เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากช่องทางดิจิทัลและโซเชียลต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันแอมเวย์มีรายได้มาจากช่องทางออนไลน์ต่างๆ ราว15% โดยมีต้นแบบจากประเทศจีน ที่สามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์เป็นกว่า 70-80% จากที่มีสัดส่วนอยู่ราว 10% ภายในระยะเวลาเพียง​ 4 ​ปี”​

อย่างไรก็ตาม หลังพิชิตเป้าหมาย 2 หมื่นล้าน สำเร็จแล้ว ทางแอมเวย์ ประเทศไทย ยังตั้งเป้าหมายเติบโตต่อเนื่องในปี 2020 จะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกไม่ต่ำกว่า 5% โดยศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตของแอมเวย์ ประเทศไทย ค่อนข้างเป็นหนึ่งตลาดสำคัญและโดดเด่น แต่สิ่งที่จำเป็นต้องเร่งสปีดเร็วขึ้นคือเรื่องของการผสมผสานดิจิทัลเข้ามาใช้ในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น