ไม่ใช่แค่อิ่ม ซีอาร์จีฟันธง Physical Store ยังสำคัญ พร้อมทางรอด Food Chain ในยุค “อิ่มสะดวก” เฟื่องฟู  

การเติบโตของแพลตฟอร์ม Food Delivery หรือกลุ่ม Food Aggregator ​เป็นบิ๊กมูฟสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดร้านอาหารประเทศไทย หรือหากจะกล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยกำลังถูกดิสรัปอยู่ก็คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริงมากนัก เพราะการเติบโตของบริการแพลตฟอร์มทั้งหลาย ส่งผลให้ผู้บริโภคเสพติดความสะดวก​​ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมสั่งอาหารผ่านบริการเดลิเวอรี่เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็น New Normal ในการเลือกรับประทานอาหารของคนในยุคนี้ไปแล้ว

หนึ่งในผู้ให้บริการธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ของไทยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป อย่างบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ก็ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ด้วยเช่นกัน สะท้อนจากการเติบโตกว่า 300% ภายในปีล่าสุดของรายได้ที่มาจากฟากออนไลน์ และยอมรับว่า รายได้กว่า 300 ล้านบาทจากฟากออนไลน์นั้น (ยังไม่รวมรายได้ของแบรนด์ KFC) มาจาก Own Channel เพียง 30% เท่านั้น ขณะที่ 70% เป็นยอดขายที่ได้จากการเป็นพาร์ทเนอร์กับบรรดาผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ต่างๆ หรือในกลุ่ม Food Aggregator นั่นเอง

- Advertisement -

ฝืนเทรนด์ไม่ได้ ต้องปรับตัวรับโอกาส

คุณณัฐ​ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ CRG ​ยังฉายภาพทิศทางการเติบโตของแพลตฟอร์ม Online Food Delivery ว่า น่าจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-5 ปีข้างหน้า ส่วนความร้อนแรงจะมากแค่ไหน ยังต้องมองปัจจัยอื่นๆ ประกอบ ทั้งจำนวน Internet Users ​การเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่มากขึ้น รวมทั้งความสามารถในการเติบโตและขยายพื้นที่การให้บริการของแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ครอบคลุมได้ทั่วประเทศมากน้อยอย่างไร

คุณณัฐ​ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ CRG

แต่หากจะประเมินภาพให้ชัดมากขึ้น โดยสะท้อนผ่านสัดส่วนยอดขายจากฟากออนไลน์ของ CRG ที่ปัจจุบันแม้จะเติบโตสูงมากถึง 300% แต่รายได้รวมยังอยู่ที่ราว 6-7% ของบริษัทเท่านั้น โดยคาดว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า รายได้จากธุรกิจออนไลน์จะเพิ่มสัดส่วนได้ไม่น้อยกว่า 20-30%

สิ่งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ยังคงสามารถเติบโตและแข่งขันได้ โดยเฉพาะร้านที่มี Physical Store ขนาดใหญ่ ลงทุนสู​ง จำเป็นต้องทบทวนโมเดลในการทำธุรกิจให้ยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาการใช้ประโยชน์จากหน้าร้าน ให้รองรับโมเดลธุรกิจได้ครบทั้งการรับประทานในร้าน การสั่งออเดอร์กลับบ้าน หรือใช้เป็นจุด Click & Collect รวมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของลูกค้า เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น ไม่ต่างกับการปรับตัวสู่ Omni-channel ของภาครีเทลหรือค้าปลีกทั้งหลายนั่นเอง

“ออนไลน์และเดลิเวอรี่ทั้งหลายมาอย่างแน่นอน ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ Food Chain ต้องสามารถปรับตัวเพื่อทำให้ Landscape ที่เปลี่ยนไป กลายเป็นโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจให้ได้ ทั้งการปรับหน้าร้านให้รองรับเทรนด์ที่เกิดขึ้นได้ หรือในแง่ของการขยายธุรกิจหรือเพิ่มการลงทุนต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับ Low Cost Model ไว้ด้วย แม้แต่การออกแบบเมนูอาหารก็ควรคิดเผื่อไว้ตั้งแต่แรก ด้วยการออกแบบเมนูให้สามารถออเดอร์ผ่านบริการเดลิเวอรี่ได้ โดยที่รสชาติหรือคุณภาพของอาหารไม่ได้ลดน้อยลงเมื่ออาหารถูกส่งไปถึงลูกค้า รวมไปถึงการพัฒนา Virtual Brand ที่อาจไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน แต่ให้มีเพียงบริการสั่งออนไลน์เดลิเวอรี่เท่านั้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ทางซีอาร์จีกำลังศึกษาอยู่ด้วยเช่นกัน โดยกลุ่มที่มีโอกาสพัฒนาเป็น Virtual Brand มีทั้งกลุ่มสตรีทฟู้ด หรืออาหารญี่ปุ่น ก็มีโอกาสเป็นไปได้เช่นกัน”​

ออนไลน์มาจริง แต่ Physical Store ก็สำคัญ

การเติบโตที่ร้อนแรงของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เพราะสามารถตอบโจทย์สำคัญในเรื่องความสะดวกให้กับผู้บริโภคในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ธุรกิจร้านอาหารในฟากของออฟไลน์ โดยเฉพาะ Food Chain ที่มี Physical Store จำนวนมากจะได้รับผลกระทบ ต้องทยอยปิดหรือต้องชะลอการขยายสาขาลงหรือไม่

คำตอบสำหรับ CRG คือ ไม่ เพราะตามแผนธุรกิจ ซีอาร์จียังเตรียมที่เปิดตัวแบรนด์ใหม่ส่งท้ายปี เติมเข้ามาในพอร์ตเพิ่มอีก 1 แบรนด์ ในเดือนสุดท้ายของปีนี้ จากปัจจุบันมีแบรนด์ดูแลอยู่แล้วจำนวน 15 แบรนด์ ด้วยจำนวนสาขาทั้งหมดที่มีรวมกันในทุกแบรนด์มากกว่าพันสาขาแล้ว และยังคงเดินตามแผนลงทุนด้านการขยายสาขาไว้ในระดับเดิม ที่จะมีการเปิดสาขาใหม่เพิ่มเติมไม่ต่ำกว่าร้อยสาขาในแต่ละปีเหมือนที่ผ่านมา

คุณปิยะพงศ์​ จิตต์จำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด CRG อธิบายว่า แม้ความสะดวกจะเป็น Key Factor ที่ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมองหา และอาจเติมเต็มได้ด้วยฟากของออนไลน์ แต่ในธุรกิจอาหารยังมีเรื่องของ Special Occasion หรือการใช้มื้ออาหารเพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษต่างๆ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแกนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน ​

“ผู้บริโภคไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงแค่ให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่ในบางครั้ง การทานอาหารนอกบ้านสำหรับบางครอบครัวเป็นการใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในบ้าน​ เรายังคงเห็นภาพคนที่พาพ่อ แม่ หรือลูกๆ ไปทานข้าวนอกบ้านในวันเกิด​ และโอกาสต่างๆ หรือการพบปะสังสรรค์กันในหมู่เพื่อนฝูง ซึ่งประสบการณ์พิเศษต่างๆ เหล่านี้ ไม่สามารถเติมเต็มได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ยังคงต้องมอบผ่าน Physical Store เท่านั้น ดังนั้น หากเป้าหมายคืออิ่ม ความสะดวกอาจจะตอบโจทย์ และเลือกสั่งผ่านออนไลน์ได้ แต่หากต้องการประสบการณ์อื่นๆ ระหว่างมื้ออาหารร่วมด้วย ก็ยังจำเป็นต้องเข้ามาใช้บริการในร้านเช่นเดิม” 

ดังนั้น ไม่ว่าบริการ Food Delivery จะเติบโตอย่างไร ก็เชื่อว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในธุรกิจก็ยังคงเป็นโลกของ Physical อยู่ดี สัดส่วนภาพใหญ่ของธุรกิจอาหารก็ยังน่าจะอยู่ในฝั่งของออฟไลน์​ เพียงแต่ฐานของออนไลน์ที่ยังเล็กมากอยู่ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้อย่างร้อนแรง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ที่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น​และสามารถหาวิธีเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น​ โดยคาดว่า การเติบโตจากออนไลน์แพลตฟอร์มจะเติบโตอย่างต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจุดสมดุลของตลาด ที่จะมีสัดส่วนขยับมาอยู่ที่ราว 20-30% ​ก็จะเริ่มนิ่งขึ้น และ​ทำให้มองภาพต่างๆ ได้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

โอกาสของสตรีทฟู้ด CRG แจ้งเกิด “อร่อยดี”  

การขยายตัวของฟู้ดเดลิเวอรี่ ยังทำให้กลุ่มอาหารสตรีทฟู้ดกลับมาอยู่ในกระแสและเติบโตได้อีกครั้ง จากการมีแต่ละแพลตฟอร์มเข้ามาเป็นตัวกลางและช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงร้านดังในย่านต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงที่ร้าน รวมทั้งไม่ต้องเสียเวลารอคิวนานๆ แต่สามารถรับประทานอาหารเจ้าดังๆ ได้จากที่บ้าน

​ความสะดวกที่ผู้บริโภคได้รับ ทำให้ตลาดอาหารสตรีทฟู้ดกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับธุรกิจอาหาร ทั้งจากขนาดของตลาดที่ใหญ่ถึง 2.7 แสนล้าน และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี ทำให้ CRG พัฒนาแบรนด์ “อร่อยดี” เข้ามาเติมในพอร์ตอาหารสตรีทฟู้ด​​ ด้วยคอนเซ็ปต์​ “อร่อยดี ตามสั่งจานเด็ด”

คุณธนพล ธรรพสิทธิ์-คุณปิยะพงศ์​ จิตต์จำนงค์-คุณณัฐ วงศ์พานิช

คุณธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการ CRG ให้ข้อมูลแบรนด์ “อร่อยดี”​ ​เป็นการต่อยอดจุดแข็งจากประสบการณ์ของแม่ครัว รวมทั้งบุคลากรในธุรกิจอาหารที่สะสมมากว่า 44 ปีของซีอาร์จี โดยเฉพาะจากแบรนด์ร้านอาหารไทยในเครืออย่างไทยเทอเรส (เดอะ เทอเรส) มาสู่การพัฒนาอาหารในกลุ่มสตรีทฟู้ด ซึ่งคนไทยมีความคุ้นเคย แต่ยกระดับขึ้นด้วยวัตถุดิบ บรรยากาศ และมาตรฐานการบริการต่างๆ รวมทั้งสูตรอาหารแบบดั้งเดิมและเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับไทยๆ

ทั้งนี้ เมนูอาหารในอร่อยดีจะเป็นอาหารตามสั่งยอดนิยมของคนไทย โดยเฉพาะผัดกระเพรา ซึ่งเป็นจานซิกเนเจอร์ของร้าน ที่จะมีทั้งสูตรดั้งเดิม สูตรจัดจ้าน และกระเพราคนเมือง รวมทั้งราดหน้า ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว ข้าวผัด คั่วกลิ้ง ซึ่งเกือบปีที่ทดลองตลาดมา ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดี จากเดิมที่คาดว่าจะทดลองตลาดที่ราว 3-4 สาขา แต่ปัจจุบันมีจำนวนถึง 12 สาขา และคาดว่าจนถึงสิ้นปีจะมี 15 สาขา​ ขณะที่ยอดขาย คาดว่าจะปิดตัวเลขในปีแรกที่ราว 30-40 ล้านบาท

สำหรับแผนการขยายธุรกิจของอร่อยดีหลังจากนี้ จะเริ่มเซ็ตอัพโมเดลให้แข็งแรงและเปิดโอกาสให้ผู้สนใจนำแบรนด์ไปขยายต่อในรูปแบบของแฟรนไชส์ ด้วยการลงทุนไม่สูง และเชื่อว่ามีศักยภาพในการเจาะตลาด รวมทั้งรูปแบบธุรกิจที่ใช้พื้นที่ไม่มาก ทำให้สามารถขยายได้ในโลเกชั่นที่หลากหลาย ทั้งปั๊มน้ำมัน หรือพื้นที่จากสาขาเดิมๆ ทั้งของบริษัทที่มีกว่าพันแห่ง รวมทั้งธุรกิจในเครือด้วย นอกจากนี้ยังสามารถขยายตามโครงการคอนโดหรือที่อยู่อาศัยต่างๆ หรือสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน โดยคาดว่าภายใน 3-5 ปี จะมีสาขาร้านอร่อยดี ไม่ต่ำกว่า 300 สาขา และครึ่งหนึ่งเป็นการลงทุนโดยแฟรนไชส์ ​ขณะที่ศักยภาพในการสร้างยอดขาย คาดว่าจะทำได้ไม่น้อยกว่า 2 พันล้านบาท ​

พร้อมฝ่าคลื่น Disruption 

ทิศทางขับเคลื่อนธุรกิจ “อร่อยดี”​ ของซีอาร์จีในครั้งนี้ ทำให้เห็นความพร้อมในการฝ่าคลื่น Digital  Disruption เพราะเป็นโมเดลธุรกิจที่ต่างจากแบรนด์อื่นๆ ก่อนหน้า และจะเป็นแบรนด์ที่ช่วยติดสปีดให้ CRG ทั้งในการเติบโตหรือการสร้างเครือข่ายกับบรรดา SME ต่างๆ ด้วยการทำโมเดลธุรกิจเป็น Cloud Kitchen ที่รวบรวมบรรดาร้านดังเข้ามาอยู่ในเครือข่ายอร่อยดี ซึ่งที่ชัดเจนแล้ว คือ การมีโจ๊กกองปราบ และหมูทอดประมวล รวมทั้งอยู่ระหว่างเจรจากับอีกหลายๆ รายให้เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกันนี้ โดยซีอาร์จีประเมินว่าจะสร้างพาร์ทเนอร์จากแบรนด์ SME ได้ไม่ต่ำกว่าสิบราย

สำหรับการพัฒนาฟอร์แมต Cloud Kitchen ของแบรนด์อร่อยดี เพื่อรองรับการให้บริการเดลิเวอรี่ที่กำลังเติบโตด้วยการพัฒนาช่องทางที่เป็น Own Channel แต่เสริมความแตกต่างจากตลาดด้วยการเพิ่ม Experience ที่มากกว่าในฐานะ Hybrid Kitchen เพราะเพิ่มทัชพ้อยท์ผ่าน Dine-in, Take Away และ Grab&Go ซึ่งคลาวด์คิทเช่นทั่วไป จะมีเพียงแค่บริการ Delivery เท่านั้น

ทั้งนี้ ภายหลังวางระบบต่างๆ เรียบร้อย ท้ังไฮบริด คิทเช่น และคลาวด์ คิทเช่นของซีอาร์จีก็จะสามารถรันไปพร้อมๆ กันได้เลย และจะเป็นอีกหนึ่งความแข็งแรงในฐานะ Hub ของครัวกลางที่รวมร้านอาหารเด็ด เมนูดัง มาไว้ในที่เดียวกัน พร้อมให้บริการได้ครบทุกรูปแบบตามไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละโอกาส โดยเฉพาะการพัฒนาแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ผ่านแอป Food Hunt ที่รองรับแบรนด์ต่างๆ ในเครือ รวมทั้ง SME ที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคตด้วย โดยปัจจุบันมีคนดาวน์โหลดแอพแล้วกว่า 3 หมื่นราย และคาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มจำนวนเป็นมากกว่า 1 ล้านราย ​

การขยับตัวของ CRG ในครั้งนี้ จะมองว่าเป็นการ Fight Back ของบรรดาฟู้ดเชนเพื่อต้านกระแสความร้อนแรงของบรรดาแพลตฟอร์ม Aggregator ต่างๆ หรือป้องกันการถูกดิสรัปในธุรกิจ ทาง CRG ใ้หข้อมูลว่าไม่น่าจะเป็นเหตุผลทั้งหมด เพราะยืนยันว่า ทั้ง Food Chain และแพลตฟอร์ม Aggregator ทั้งหลาย ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นพาร์ทเนอร์ของกันและกัน ดังนั้น แม้ซีอาร์จีจะขยายคลาวด์คิทเช่นของตัวเอง แต่ก็ยังต้องพึ่งพาระบบการจัดส่งจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ อยู่ดี จึงมองว่าเป็นการทำหน้าที่ตามความถนัดของแต่ละคนมากกว่า​ ดังนั้น Strategic Move ทั้งหลายที่กำลังขับเคลื่อนอยู่นี้ จึงเป็นการขยับเพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตได้เพิ่มมากยิ่งขึ้นมากกว่านั่นเอง

ภาพ : Facebook Aroi Dee Restaurant