HomeBrand Move !!จาก Delivery สู่ “นั่งทาน” เซ็น กรุ๊ป พลิกโฉมโมเดลใหม่ “เขียง” ตอบโจทย์คนเมือง พร้อมส่ง “ตำมั่ว-ลาวญวน”สยายปีกต่างประเทศ

จาก Delivery สู่ “นั่งทาน” เซ็น กรุ๊ป พลิกโฉมโมเดลใหม่ “เขียง” ตอบโจทย์คนเมือง พร้อมส่ง “ตำมั่ว-ลาวญวน”สยายปีกต่างประเทศ

แชร์ :

“เซ็น กรุ๊ป” กางโรดแมปปี 2569 ยกระดับ 3 แบรนด์ไทย-อีสาน “ตำมั่ว-ลาวญวน-เขียง” เรือธงรุกตลาดรับเทรนด์อาหารไทยในฐานะ Soft Power ที่ขยายตัวต่อเนื่องในระดับสากล  ชูไฮไลต์ปรับภาพแบรนด์จากสตรีทฟู้ดทั่วไปสู่การสร้าง “Dining Experience” ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของแบรนด์ (Brand Value) มากกว่าเพียงการบริโภคเพื่ออิ่มท้อง

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

หัวใจสำคัญของแผนการดำเนินงานในครั้งนี้ คือการสยายปีกพอร์ตธุรกิจอาหารไทยให้ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกลยุทธ์การรีเฟรชแบรนด์ให้มีความทันสมัยแต่ยังคงรสชาติเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะการพลิกโฉมแบรนด์ “เขียง” จากโมเดล Delivery  สู่การปักหมุด Flagship Store ในรูปแบบ Dine-in ในทำเลศักยภาพย่าน CBD และสนามบินนานาชาติ เพื่อดึงศักยภาพของเมนู “ข้าวกะเพรา” ให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าและนักท่องเที่ยว พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Everyday Zen” ที่ต้องการให้อาหารไทยมาตรฐานสูงเข้าถึงได้ในทุกโอกาส

 

 

คุณศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจแบรนด์ไทย บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า แผนการทำตลาดปี 2569 เซ็น กรุ๊ป จะดัน 3 แบรนด์ไทยอีสาน อาทิ ตำมั่ว ,ลาวญวน และเขียง เป็นเรือธงในการรุกขยายตลาด ทั้งภายในประเทศไทย และต่างประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน และตอกย้ำความยืนหนึ่งเรื่องส้มตำมากว่า 37 ปี ของแบรนด์  “ตำมั่ว” ,ตอกย้ำผู้นำอาหารลุ่มแม่น้ำโขงของแบรนด์  “ลาวญวน” และยกระดับ Thai Street Food ของแบรนด์ “เขียง” 

หลังพบโอกาสในการทำตลาด ที่ปัจจุบันทั้ง 3 แบรนด์ดังกล่าว มียอดขายเติบโตต่อเนื่องในทุกๆ ปี เป็นเพราะ 2 ใน 5 อาหารหลักของคนไทย คือ ส้มตำ และข้าวผัดกะเพรา เป็นประกอบกับต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตธุรกิจอาหารไทย ผ่านการรีเฟรช 3 แบรนด์หลักดังกล่าว รองรับพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหา “ประสบการณ์ การรับประทานอาหาร” ที่เป็นมากกว่าความอิ่มมากขึ้น

 

พลิกโฉม “เขียง” จากโมเดล  Delivery สู่การยึดหัวหาด Flagship Store เจาะลูกค้า Dine-in

ย้อนกลับไปช่วง 6 ปีที่แล้ว “เขียง” ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแบรนด์รองรับระบบดีลิเวอรี่โดยเฉพาะ เน้นตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมันและทำเล Stand-alone เพื่อความคล่องตัวในการส่งสินค้า จนก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์กะเพราที่มีสาขากว่า 70 สาขา อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย บริษัทพบว่าสัดส่วนการนั่งทานในร้านเริ่มกลับมามีความสำคัญ และเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์

“ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ ‘เขียง’ ต้องปรับทิศทางธุรกิจ คือส่วนต่างของยอดใช้จ่ายต่อบิลระหว่างกลุ่มนั่งทานในร้านกับเดลิเวอรีที่สูงถึง 50% การดึงลูกค้ากลับมาใช้บริการที่ร้านไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มมูลค่าต่อใบเสร็จ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอเมนูทานเล่นและเครื่องดื่มซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมาร์จิ้นสูง ดังนั้น การยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์และเพิ่มไลน์เมนูพรีเมียมจึงกลายเป็นหัวใจหลักในการสร้างกำไรให้แก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ”

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายสาขาไปตามเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเชียงใหม่,ชลบุรี และภูเก็ต เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มองว่า “กะเพรา” คือหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยที่ไม่แพ้ต้มยำกุ้งหรือผัดไทย โดยปัจจุบันร้าน”เขียง” มีจำนวนสาขาเปิดกระจายอยู่ทั่วประเทศ 46 สาขา คาดว่าภายในปี 2569 นี้จะเปิดเพิ่มอีก 5 สาขา เป็นสาขาในประเทศไทย 4 สาขา ต่างประเทศ ที่สปป.ลาว 1 สาขา ซึ่งจะทำให้สิ้นปี 2569 มีจำนวนสาขาร้านเขียงมากถึง 51 สาขา

การพลิกโฉมแบรนด์ “เขียง” ครั้งนี้ถือเป็นการจัดทัพใหม่ในรอบ 6 ปี จากเดิมที่เคยเ้น  Delivery’ ในช่วงโควิด-19 สู่การปรับโพสิชันนิ่ง (Positioning) ยกระดับข้าวกะเพราขึ้นห้างหรู ย่าน CBD และสนามบินนานาชาติ โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้มาจากช่องทางไดน์อินเพิ่มขึ้นเป็น 80% และเดลิเวอรีให้อยู่แค่ 20% จากเดิมที่มีสัดส่วนเดลิเวอรี 60%

“เราต้องการ Revamp แบรนด์เขียงใหม่ เพื่อย้ำว่ากะเพราไม่ใช่แค่ Street Food ข้างทาง แต่เป็นเมนูพรีเมียมที่ขึ้นห้างและอยู่ในสนามบินได้ เราจึงปรับสัดส่วนจากการเน้นดีลิเวอรี่ มาสร้างประสบการณ์นั่งทานที่ร้านให้ชัดเจนขึ้น โดยเริ่มต้นที่ 3 สาขา ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง, เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village) เพื่อเจาะกลุ่มลักชัวรี และ ตึกลิเบอร์ตี้ สีลม เพื่อยึดหัวหาดกลุ่มวัยทำงานในย่านธุรกิจ” คุณศิรุวัฒน์ กล่าว

 

สยายปีก “ตำมั่ว” และ “ลาวญวน” เจาะตลาดไทย-เทศ

ขณะที่อีก 2 แบรนด์เรือธงอย่าง “ตำมั่ว” และ “ลาวญวน” ก็เดินหน้าทำการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ แบ่งเป็น

  • ตำมั่ว : ล่าสุดประสบความสำเร็จกับโมเดล “Late Night” หรือการเปิดบริการถึงช่วงดึกที่สาขาบุรีรัมย์ โดยเตรียมนำโมเดลนี้มาใช้กับสาขาในกรุงเทพฯ เช่น ย่านอารีย์ และสุขุมวิท เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง และยังเตรียมสร้างสีสันใหม่ให้ตลาดส้มตำ ด้วยการเปิดตัวเมนูเครื่องเคียงและสเตชัน ย่าง ที่สาขาแรก คือ Big C พระราม 4 พร้อม 3 เมนูใหม่ ที่จะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมนี้ รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยคาดว่าในเร็ว ๆ นี้ ในเดือนกรกฎาคมจะเห็นสาขาใหม่ร้าน “ตำมั่ว” 1 สาขา ซึ่งจะทำให้สิ้นปี 2569 มีจำนวนสาขาร้าน “ตำมั่ว” เปิดกระจายอยู่ทั่วประเทศมากถึง 65 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 64 สาขา
  • ลาวญวน : ร้านอาหารสไตล์ไทย-เวียดนามที่ชูจุดขายเรื่องสุขภาพและการทานผัก ล่าสุดเพิ่งเปิดสาขาแรกที่ เวียงจันทน์ (ลาว) เมื่อเดือนที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างท่วมท้น และการขยายสาชาในประเทศอีก 1 สาขา ทำให้สิ้นปี 2569 มีจำนวนสาขามากถึง 43 สาขา เป็นในประเทศไทย 41 สาขา ต่างประเทศ 2 สาขา

คุณศิรุวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญของการพาแบรนด์ไทยไปต่างประเทศ คือการสร้างมาตรฐานแต่ยังคงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น แบรนด์ลาวยวน ที่นำเอาวิถีชีวิตลุ่มน้ำโขงมาถ่ายทอดผ่านเมนูอาหารที่เน้นสมุนไพรและผักพื้นบ้าน ซึ่งเทรนด์อาหารสุขภาพ (Healthy Food) กำลังเป็นที่ต้องการในระดับสากล

 

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การขายอาหาร แต่คือการทำให้โลกเห็นว่าอาหารไทยมีมาตรฐาน มี branding ที่แข็งแรง และสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ตั้งแต่สนามบินนานาชาติไปจนถึงย่านธุรกิจสำคัญ”

 

อย่างไรก็ดีปัจจุบันทั้ง 3 แบรนด์นี้ ถือเป็นแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน และตอกย้ำแนวคิด “Everyday Zen” ที่ลูกค้าสามารถอิ่มอร่อยกับร้านอาหาร 3 แบรนด์ไทยอีสานในเครือ Zen Group ได้ทุกมื้ออาหารและทุกโอกาสได้ดี อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจหลักของ Zen Group โดยมีสัดส่วนกว่า 70% ของธุรกิจทั้งหมด ปัจจุบันมีร้านอาหารในเครือ 11 แบรนด์ รวมกว่า 284 สาขา ซึ่งมีทั้งสาขาที่ลงทุนเอง 158 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 126 สาขา ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ


แชร์ :

You may also like