WPP ในสหรัฐอเมริกา ถึงกับต้องยุบแผนก หลังลูกค้า Johnson & Johnson หลุดจากมือ

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับ WPP การเปลี่ยนแปลงของลูกค้ารายใหญ่อย่าง Johnson & Johnson ในสหรัฐอเมริกา ที่หันไปใช้เอเจนซีอย่าง Doner ซึ่งอยู่ภายใต้ MDC Partners แทน Wunderman Thompson ของ WPP ในกลุ่มผลิตภัณ์ดูแลสุขภาพส่วนบุคคลก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมได้เช่นกัน

โดยการเปลี่ยนค่ายครั้งนี้ทำให้ WPP ต้องปิด The Neighborhood ซึ่งเป็นแผนกพิเศษสำหรับดูแลลูกค้าอย่าง Johnson & Johnson ทิ้งไป ด้านตัวแทนของ Johnson & Johnson อธิบายว่า ทางบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจโดยจะเน้นไปที่การทำงานแบบ Agile มากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับ Innovations ที่จะทำให้เกิดผลในเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของลูกค้า จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเอเจนซีครั้งนี้ขึ้น

“พวกเราเชื่อว่า Doner ให้ความสนใจเป็นพิเศษในการให้การสนับสนุนด้านการตลาดและเป้าหมายการเติบโตในธุรกิจดูแลสุขภาพส่วนบุคคลของพวกเรา เหมือนกับที่พวกเรามีพื้นฐานมาจากความเป็นวิทยาศาสตร์ และผลิตภัณฑ์ของพวกเราถูกเลือกใช้จากผู้เชี่ยวชาญ พวกเราตั้งตารอสำหรับการร่วมมือกับเอเจนซี่ใหม่นี้”

“การจบความสัมพันธ์กับเอเจนซี่ที่กำเนิดมาเพื่อพวกเราโดยเฉพาะอย่าง The Neighborhood เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก พวกเรารู้สึกขอบคุณสำหรับความสำเร็จที่ผ่านมา และภูมิใจที่ได้มีโอกาสร่วมงานกัน”

ส่วนการที่ Business Insider ลงข่าวว่า WPP สูญเสียลูกค้าคนสำคัญนั้น ทาง WPP ออกมาตอบโต้ว่า ยังคงมีการทำงานกับ J&J ต่อไปในธุรกิจยา และอีกหลายธุรกิจ อีกทั้ง J&J ยังคงเป็นลูกค้า Top 20 ของ WPP ต่อไปเหมือนเดิม

โดยข้อมูลจาก Kantar Media ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา Johnson & Johnson จ่ายค่าโฆษณาไป 91 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ Listerine, Tylenol, และ Zyrtec ซึ่งลดลงจาก 114 ล้านเหรียญสหรัฐของช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว  และเมื่อวิเคราะห์จากโมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนไปของ J&J แล้วจะพบว่าในอนาคตจะมีการลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงไปอีก โดย COMvergence ที่ปรึกษาด้านข้อมูลให้ความเห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาของทุกผลิตภัณฑ์รวมกันจะลดลงเหลือ 775 ล้านดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา J&J จ่ายค่าโฆษณาไปเพียง 394 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีที่แล้วที่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถึง 434 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วน MDC Partners การได้งานจาก Johnson & Johnson ก็ถือเป็นข่าวดีจนทำให้บริษัทได้รับเงินลงทุน 100 ล้านดอลลาร์จาก Stagwell Group ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ทางการเงินของบริษัทดีขึ้น หลังจากที่มีรายงานว่ารายได้ของบริษัทลดลง 4.6% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

Source