ทำไม Google ถึงสนใจ Fitbit? โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ถ้า Google รู้ว่าเราหลับเมื่อไร

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นของ Fitbit ในสหรัฐอเมริกาเกิดการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยราคาพุ่งขึ้นไปถึง 30.5% หลังมีข่าวว่าบริษัทแม่ของ Google อย่าง Alphabet ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อกิจการของ Fitbit เพื่อมาเติมเต็มพอร์ตอุปกรณ์ Wearable สำหรับธุรกิจสุขภาพ ซึ่งคาดกันว่าจะมีมูลค่ากว่าสามหมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025 นี้

- Advertisement -

แม้ว่าสำนักข่าวรอยเตอร์ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวนี้จะไม่มีการเปิดเผยมูลค่าของการซื้อกิจการแต่อย่างใด แต่นั่นก็ทำให้เห็นว่า ธุรกิจ Wearable ด้านสุขภาพ กำลังเป็นธุรกิจที่บริษัทเทคโนโลยีมุ่งหน้าเข้าไปแข่งขันกัน

โดยหนึ่งในคู่แข่งที่นำไปก่อนก็คือ Apple Watch ที่ล่าสุดเปิดตัวสมาร์ทวอชท์พร้อมฟีเจอร์ด้านสุขภาพขั้นสุด เช่น การตรวจจับการล้มได้ ติดตามการนอนหลับได้ ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG) ฯลฯ จนเรียกเสียงฮือฮาได้มากมาย ขณะที่ฟากของ Alphabet นั้นยังไม่มีอุปกรณ์ประเภทสายรัดข้อมืออัจฉริยะของตนเองแต่อย่างใด เป็นแค่เพียงให้ไลเซนต์ระบบปฏิบัติการ Wear OS กับผู้ผลิตรายอื่น ๆ เช่น Fossil, LG, ฯลฯ ไปผลิตเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ การยื่นขอซื้อกิจการของ Fitbit จึงสะท้อนให้เห็นว่า Alphabet กำลังหาทางออกในสไตล์ของตัวเองอยู่ อีกทั้งการควบรวม Fitbit ได้นั้น ชื่อชั้นของ Fitbit ก็ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ (ถึงขนาดได้จับมือกับรัฐบาลสิงคโปร์ทำแคมเปญให้ประชาชนรักษาสุขภาพกันมาแล้ว) และมีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก จึงน่าจะสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสู้ศึกกับ Apple Watch ได้โดยที่บริษัทไม่ต้องเสียเวลามากนัก

Fitbit จะได้ประโยชน์อะไรหากขายกิจการให้ Alphabet

ประโยชน์ที่ Fitbit จะได้อาจเป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน เพราะที่ผ่านมา Fitbit ไม่ใช่บริษัทเกิดใหม่ หากแต่มีอายุแล้วถึง 12 ปี แถมกำลังเจอการแข่งขันที่หนักเอาการ เห็นได้จากตัวเลขของ statista.com แสดงให้เห็นว่า ยอดขายของ Fitbit มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยขายได้กว่า 22 ล้านชิ้นทั่วโลกในปี 2015 ลงมาเหลือเพียง 13 ล้านชิ้นในปี 2018

ปัจจัยหลัก ๆ มาจากคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ตลาดสมาร์ทวอชท์ราคาประหยัดก็มีแบรนด์จากจีนเข้ามาช่วงชิง (เช่น Xiaomi) ขณะที่ตลาดระดับบนก็เจอ Apple Watch ลงมาตัดราคาสู้

นอกจากนั้น Fitbit ยังมีการปรับลดพนักงานทั่วโลกลง 4% ในช่วงที่ผ่านมา จาก 1,749 คนเหลือ 1,625 คนด้วย (ตัวเลขเมื่อเดือนมิถุนายน 2019)

ด้าน Strategy Analytics ที่ระบุว่า ยอดขายสมาร์ทวอชท์ในปี 2018 นั้นตกเป็นของ Apple Watch ไปแล้วครึ่งตลาด ดังนั้น Fitbit จำเป็นเช่นกันที่จะต้องบูสท์ตัวเองเพื่อให้กลับมายืนหนึ่งในตลาดนี้อีกครั้ง

อีกหนึ่งข้อดีหากอยู่ใต้ชายคาของ Alphabet อาจเป็นเรื่องของการสร้างแบรนด์ เพราะทุกวันนี้คู่แข่งอย่าง Apple Watch มีอีเวนท์ใหญ่ประจำปีของ Apple คอยช่วยผลักดันยอดขายมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Fitbit เองก็น่าจะได้รับโอกาสนั้นเช่นกัน หากมาอยู่ใต้ชายคาของ Alphabet

โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ถ้า Google รู้ว่าเราหลับเมื่อไร

อย่างไรก็ดี ข่าวชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ตลาดหุ้นต้องหันขวับ แต่ยังนำมาซึ่งเสียงต่อต้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย โดยในอังกฤษ มีเสียงค้านจากรองหัวหน้าพรรคแรงงานอย่าง Tom Watson มองว่า มันไม่ใช่การซื้อกิจการปกติทั่วไป แต่เป็น “Data Grab” หรือการควบกิจการเพื่อได้เข้าถึงข้อมูลสำคัญอย่างข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้งาน และให้ทัศนะว่า การซื้อกิจการนี้ควรมีการตรวจสอบที่รัดกุม

“ถ้าการควบกิจการครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง Google อาจเข้าถึงข้อมูลการนอนหลับการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การหายใจ ฯลฯ ของเรา ซึ่งโมเดลธุรกิจของ Google นั้น ทุกข้อมูลนำไปสู่การทำ Micro-Targeting เพื่อการโฆษณา ซึ่งเรามองว่า นั่นคือความเสี่ยงของผู้บริโภค” Tom Watson กล่าวทิ้งท้าย

Source

Source

Source