HomeBrand Move !!ใครๆ ก็สนใจ “กัญชา” ส่องวิชั่น 2025 ไทยเบฟฯ ขอเกาะเทรนด์ฮิตอีกราย

ใครๆ ก็สนใจ “กัญชา” ส่องวิชั่น 2025 ไทยเบฟฯ ขอเกาะเทรนด์ฮิตอีกราย

แชร์ :

Vision 2020 ของกลุ่มไทยเบฟ ตามแผนธุรกิจ 6 ปี ที่วางไว้ตั้งแต่ปลายปี 2014 เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของแผน​ที่วางไว้ โดยเหลืออีกเพียงแค่ 4 ไตรมาส พร้อมกับเป้าหมายที่สามารถพิชิตได้แล้ว ในฐานะ “ผู้นำ” ธุรกิจกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และติด Top 5 ของภูมิภาคเอเชีย เมื่อดูจาก Market Cap ที่มีกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอันดับ 6 ในแง่ยอดขาย ที่ทำได้กว่า ​5,851 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ​

Santos Or Jaune

พร้อมทั้งใช้โอกาสแถลงผลการดำเนินงานและทิศทางธุรกิจหลังจบไตรมาส 3 แต่เป็นการก้าวเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อประกาศความพร้อมในการเริ่มขับเคลื่อน Business plan ครั้งใหม่ หรือ​ Vision 2025 ที่จะเริ่มต้นนับจากปีงบประมาณ 2020 (1 ต.ค.2019 – 30 ก.ย.2020)  ไปพร้อมๆ กับการส่งท้ายวิสัยทัศน์ 2020 ที่สามารถประสบความสำเร็จได้ตามแผน

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

โดยเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่จะใช้ขับเคลื่อน “วิสัยทัศน์ ปี 2025” ของไทยเบฟ ถูกกำหนดไว้ 3 ด้าน  คือ  1. การปลดล็อกคุณค่าทางธุรกิจ (Unlock Value) กำหนดไว้ 3 เรื่องหลัก คือ การจัดตั้ง “โฮลดิงส์” กลุ่มสินค้า, การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับผู้นำธุรกิจระดับโลก และการสร้างจุดแข็งทางการเงินที่จะนำไปสู่การสร้างการเติบโตแก่ธุรกิจ

2.ยุทธศาสตร์การสร้าง (Build) ด้วยการสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มการเติบโตให้กับธุรกิจที่สอดคล้องไปกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป  ผ่าน 4 แกนหลัก ประกอบด้วย การพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์กลุ่มพรีเมี่ยม, ​พัฒนาแพลทฟอร์มดิจิทัล, โฟกัสสินค้าในกลุ่มเพื่อการดูแลสุขภาพ รวมทั้งสร้าง Category จากโปรดักท์ที่เป็น “สารสกัดของพืชในตระกูลกัญชา” (Cannabis) ถึงแม้ว่า คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจเบียร์ จะไม่ได้กล่าวถึงบนเวที เนื่องจากเวลาอันจำกัด แต่ข้อความดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในสไลด์พรีเซนเทชั่นที่เขานำเสนอกับสื่อมวลชน

3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนตาม Vision 2025 ของกลุ่มไทยเบฟ

หากพิจารณาถึงเหตุผลแวดล้อมต่างๆ ก็จะพบว่า แนวคิดเรื่อง “กัญชา” ที่ไทยเบฟ ใส่เข้ามาในแผน มีแนวโน้มเป็นไปได้อย่างมาก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

– เมื่อในระดับ Global Trend ที่บริษัทเครื่องดื่มชั้นนำระดับโลกให้ความสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น สตาร์บัคส์, โคคา-โคลาหรือแม้แต่กลุ่มไฮเนเก้นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจเบียร์ระดับโลก(อ่านเรื่อง Heineken ออกน้ำหมักใหม่ที่ไม่ใช่ “เบียร์” และมีส่วนผสมของ “กัญชา” คลิกที่นี่) ที่มีกระแสข่าวว่ากำลังศึกษาหรือทดลองทำตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในแคททิกอรี่นี้อยู่เช่นกัน

– เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มไทยเบฟฯ กับคุณเนวิน ชิดชอบ แน่นแฟ้นอย่างมาก เห็นได้จากการเข้าสนับสนุนทีมกีฬา หรือโปรเจ็กท์ต่างๆ ในบุรีรัมย์ ดังนั้นแนวคิดในเรื่องการลงทุนในเรื่องนี้ ที่น่าจะมีแนวทางตรงกันจึงไม่น่าแปลกใจ

“กัญชา” จึงกลายเป็นตลาดใหม่ที่กลุ่มไทยเบฟให้ความสนใจและวางไว้ในยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต

3.จุดแข็ง (Strengthen) ข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ไทยเบฟแข็งแกร่งและเป็นหนึ่งใน Key Strategy ต่อเนื่องมาจาก Vision 2020 คือ ความแข็งแรงในเรื่องของ Brands และ Reach จากการมีเครือข่ายสินค้าและช่องทางการจำหน่ายครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่ม วางกลยุทธ์ไว้ 4 เรื่อง คือ การเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรต่างๆ , การขยายแบรนด์และช่องทางการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ, การสร้างแบรนด์ที่ทำกำไร, การขยายธุรกิจสุราในเวียดนาม และขยายธุรกิจสุราและเบียร์ในเมียนมาร์

สำหรับการขับเคลื่อน Vision 2025 กลุ่มไทยเบฟ จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเริ่มต้นที่นับจากปีงบประมาณ 2020-2022 เป็นเฟสแรก ตามมาด้วยเฟสที่สอง ที่จะสตาร์ทตั้งแต่ปีงบประมาณ 2023-2025 และจะใช้ฐานจากปี 2025 ซึ่งแต่ละช่วงใช้เวลา 3 ปี โดยคุณหนุ่ม-ฐาปน บอกว่า 3 ปีแรกจะเป็นช่วงที่เรียนรู้ ลงหลักปักฐาน และถ้าใช่ตามที่คิด 3 ปีต่อมาก็จะพุ่งทะยานไปในแนวทางนั้น แล้วหลังจากนั้นก็จะจุดสตาร์ทการขับเคลื่อนธุรกิจสำหรับ Vision 2030 เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันของยุทธศาสตร์และทิศทางในการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตต่อไป  ​

Vision 2025 ขยายตลาดสู่ ASEAN+6

ภายในงานแถลงข่าวประจำปีของกลุ่มไทยเบฟ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจเบียร์ ได้ตอกย้ำวิชั่น 2020 ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปลายปี 2014 ซึ่งปัจจุบันเข้าโค้งสุดท้ายของแผนดังกล่าว และกำลังจะสตาร์ท​ยุทธศาสตร์ใหม่ผ่านวิสัยทัศน์ 2025 ซึ่งต้องถือ​ได้ว่าบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในกลุ่มอาเซียนตามที่ได้ประกาศไว้​ พร้อมเป้าหมายใหม่ที่ต้องการขยายตลาดให้กว้างขึ้นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในตลาด ASEAN+6

แผนธุรกิจปีนี้ยังคงโฟกัสการทำตลาดในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะ CLMV หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม  ที่มีจีดีพีเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี สูงสุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ยืนยันได้ด้วยตัวเลขของ IMF และธนาคารโลก ที่คาดการณ์ว่าจากปี 2019 ไปถึงปี 2025 จีดีพีอาเซียน จะเติบโต 54% จำนวนประชากรจาก 660 ล้านคน ปี 2019 จะขยับไปเป็น 704 ล้านคน ในปี 2025 และนักท่องเที่ยวอีก 120 ล้านคน ที่เดินทางในภูมิภาคนี้ และหากรวมอาเซียน บวกอินเดียและจีน นั่นคือโอกาส ของธุรกิจในอาเซียนที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ศักยภาพของ ThaiBev ในตลาดเอเชีย

ขณะที่ ในภูมิภาคเอเชีย “ไทยเบฟ” มียอดขายอยู่อันดับ 6 ด้วยตัวเลขยอดขาย 5,851 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ก.ย.2019) ​พร้อมทั้งตำแหน่ง “ผู้นำเครื่องดื่มครบวงจร” ในกลุ่มอาเซียน โดยในแผนปี 2020 จะมีการลงทุนอีกราว 7,000 ล้านบาท ด้านการปรับปรุงโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศไทย หลังจากปีนี้ “เบียร์ช้าง” ก้าวสู่ปีที่ 25 งบประมาณอีกส่วนจะใช้พัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่

และเมื่อจบวิชั่น 2020 ในปีนี้ ก็จะเป็นการเริ่มต้น วิชั่น 2025 โดยตลาดที่มีศักยภาพเติบโต ยังคงเป็นประเทศที่อยู่โดยรอบไทย และนั่นหมายถึงโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราว 35%

ในปี 2025 ผมมองไปถึงอาเซียน+6 ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก มีประเทศที่จีดีพีโตสูง กลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง เรียกว่า MTV คือ เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม ที่มีประชากรกว่า 220 ล้านคน เท่ากับ 2 มณฑลใหญ่ๆ ของจีน  และเรามองเห็นโอกาสจากการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจของโลกผ่านโครงการสำคัญ  Belt Road Initiative ของประเทศจีนอีกด้วย”

ปัจจุบันไทยเบฟ เข้าไปลงทุนโรงงานสุราและเบียร์ในเวียดนามและเมียนมาร์แล้ว ส่วนตลาดที่กำลังเติบโตอย่าง กัมพูชา” ก็มองหาโอกาสเข้าไปลงทุนเช่นกัน  แต่หลังจากปี 2018  ลงทุนครั้งใหญ่ ซื้อหุ้น 53.59% ในบริษัท ไซ่ง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ เบฟเวอเรจ คอร์เปอเรชั่น หรือ ซาเบโก้ (Sabeco) มูลค่า 156,000 ล้านบาท  ในวิชั่น 2025  ก็ต้องกลับมาดูเรื่องการลดภาระหนี้สินเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน  แต่การลงทุนระดับบิ๊ก M&A ก็มีอยู่ในแผนเช่นกัน

product Portfolio ในกลุ่มเครื่องดื่มของ ThaiBev

กลุ่มธุรกิจของไทยเบฟที่มีแนวโน้มเติบโตสูง คือกลุ่ม “นอน แอลกอฮอล์” ซึ่งก็เป็นไปตามเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มหลังจากนี้ มองเรื่องกลุ่มเครื่องดื่ม “ทางเลือก” สุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโอกาสจากสังคมสูงวัยในไทยและสิงคโปร์  เพราะหากดูการเติบโต ปริมาณ และโอกาสด้านบริโภค แน่นอนว่าโอกาสของการดื่มเครื่องดื่ม นอน แอลกอฮอล์ ใน 1 วัน ย่อมมีมากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  จึงถือเป็นโอกาสของการขยายธุรกิจกลุ่มนอน แอลกอฮอล์  แต่ก็ไม่ทิ้งโอกาสของกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีกำไรสูง

นอกจากยุทธศาสตร์ด้านธุรกิจ “ไทยเบฟ” วางแผนด้านไอทีในโลกยุคดิจิทัลไปถึง ปี 2030 และกำหนดแผนพัฒนาคนไปถึงปี 2050 เพราะคนที่จะเป็นผู้บริหารในปี 2050 นับไปจากปีนี้ 30 ปี  นอกจากนี้ได้เตรียมแผนพัฒนาบุคลากร  60,000 คน เพื่อรองรับกับเทคโนโลยีในอนาคต โดยต้องส่งเสริมเรื่องทักษะ และศักยภาพ Upskill บางส่วนต้อง Reskill ทำให้ต้องวางแผนเรื่องบุคลากรยาวถึง 30 ปี

 


แชร์ :

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการตกลงอ่านเพิ่มเติม