วัดกำลัง Netflix พร้อมแค่ไหนก่อนเผชิญ Streaming Wars

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ศึกสตรีมมิ่งที่มีผู้เล่นยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Disney ลงมาร่วมแจมด้วยก็จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น สิ่งที่หลายคนสนใจอาจเป็นผู้เล่นเดิมในตลาดอย่าง Netflix ว่าแข็งแกร่งแค่ไหน และมีการเตรียมพร้อมอย่างไรในการรับมือคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้

โดยหากมองในแง่ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ก็ต้องบอกว่าสถานการณ์ของ Netflix ในขณะนี้ “ดีขึ้น” หลังจากไตรมาสที่ 2 บริษัทเคยทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ เนื่องจากตัวเลข Subscribers ในสหรัฐอเมริกาลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีถึง 126,000 ราย ส่วน Subscribers ในระดับโลกก็ทำได้ไม่ถึงครึ่งของเป้าที่ตั้งไว้ 5 ล้านรายด้วย (ทำไปได้เพียง 2.3 ล้านรายเท่านั้น)

โดยหลังจากประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 มูลค่าหุ้นของบริษัทก็ลดลงทันทีราว 10% และลดอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น รวม ๆ แล้ว มูลค่าหุ้นลดไปประมาณ 30%

ส่วนไตรมาสที่ 3 เป็นไตรมาสที่ Netflix หมายมั่นปั้นมือว่าจะทำผลงานได้ดีขึ้น เพราะมีคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กที่เตรียมไว้ดึงดูดผู้ชมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Stranger Things, The Crown และ Orange is the New Black ซึ่งก็ทำได้ดีขึ้นจริง แม้จะไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ก็ตาม

โดย Netflix ตั้งเป้ายอดสมาชิกใหม่ในไตรมาส 3 ไว้ที่ 7 ล้านราย แต่สามารถทำได้จริงที่ 6.8 ล้านราย และในจำนวนนี้ พบว่าในตลาดสหรัฐอเมริกาทำได้ต่ำกว่าเป้าเช่นเคย เพราะเพิ่มขึ้นเพียง 517,000 รายเท่านั้น (ตั้งเป้าไว้ที่ 8 แสนราย) แต่ก็ชดเชยได้จากตลาดนอกสหรัฐอเมริกาที่ทำได้ถึง 6.3 ล้านราย ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5,250 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 31%) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งหมดนี้จึงน่าจะทำให้นักลงทุนใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง

นอกจากนั้น เพื่อแก้เกมให้ตัวเลข Subscribers ดูดีขึ้น นับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป Netflix จะเริ่มแถลงตัวเลขแบบใหม่ด้วยการแบ่งเป็น 4 ภูมิภาคแทน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เอเชีย แปซิฟิก สหภาพยุโรป และภูมิภาคสุดท้ายคือ ตะวันออกกลางและแอฟริกา

ดังนั้น หากพิจารณาจากผลประกอบการไตรมาส 3 เชื่อว่า Netflix มีความพร้อม และมีกระสุนที่จะลงทุนด้านคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องแน่นอน โดยมีการคาดการณ์กันว่า งบประมาณที่ Netflix จะใช้ในการสร้างออริจินัลคอนเทนต์ของตัวเองในปีนี้ น่าจะแตะที่ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Netflix เวอร์ชันใหม่ ไม่วัดความสำเร็จจากยอด Subscribers อีกแล้ว?

อย่างไรก็ดี การก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ของปี ก็มีบางอย่างใน Netflix ที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือเรื่องของเกณฑ์ในการวัดอัตราการเติบโตที่เมื่อก่อนนี้อ้างอิงจากยอด Subscriber แต่เพียงอย่างเดียว มาในวันนี้ ดูเหมือนว่า Netflix ต้องการเปลี่ยนความคิดนั้นเสียแล้ว เห็นได้จากการรายงานของ Fast Company ที่อ้างอิงคำชี้แจงจาก Netflix ว่า

“We strive to program Netflix with the best variety of high quality content across many genres (scripted series, films, docs, comedy specials, unscripted TV, kids & family, anime, etc.). Our ambitious approach reflects our goal to satisfy the entertainment desires of our 158m-plus members and to attract as many of the hundreds of millions of non-members as we can. To accomplish this, we need great breadth of quality content because people have very diverse tastes. If you think about your own habits, you’ll recognize that what you want to watch on a Friday night may differ from what you want to watch on Tuesday after a long day of work or what you want to watch with your family on Saturday morning or what you want to watch with your friends on Sunday afternoon. Now, multiply that by the billions of people on the planet and all the other factors that affect viewing preferences and you will have a sense of the breadth of programming necessary to be as successful as we desire.”

ในย่อหน้าข้างต้น เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า Netflix กำลังมองหารูปแบบใหม่ในการทำตลาด ซึ่งอาจเปรียบได้กับการแปลงร่างเป็น Amazon เพื่อให้ตนเองสามารถนำเสนอคอนเทนต์ให้อัจฉริยะ และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลากันเลยทีเดียว

นั่นรวมถึงว่า Netflix จะต้องเข้าไปศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคให้มากกว่าเดิม เพื่อจะได้รู้ว่า พวกเขาใช้เวลาในแต่ละวันอย่างไร และต้องการคอนเทนต์แบบในการพักผ่อนหย่อนใจด้วย

ความท้าทายอีกข้อหนึ่งก็คือ Netflix อาจต้องบริหารจัดการต้นทุนให้ดี เพราะคงไม่สามารถขึ้นราคาไปได้เรื่อย ๆ อีกแล้วเช่นกัน เนื่องจากบริษัทมีคู่แข่งมากขึ้น และคู่แข่งเหล่านั้นก็เสนอราคาค่าบริการที่ต่ำกว่า Netflix ทั้งสิ้น (Apple TV+ เริ่มต้นที่ 4.99 เหรียญสหรัฐต่อเดือน, Disney+ เริ่มต้นที่ 6.99 เหรียญสหรัฐต่อเดือน) ซึ่งในยุคที่การสมัครสมาชิกและการยกเลิกสมาชิกทำได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว และเป็นยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนใจได้ง่ายนั้น Netflix ไม่ควรเสี่ยงด้วยประการทั้งปวง

Source

Source

Source

Source

Source

Source