จับตาแบงก์ใหม่ หลังจบดีลแสนล้านบาท ควบรวม ทหารไทย – ธนชาต

หลังจบดีลยักษ์มูลค่ากว่าแสนล้านบาท ระหว่าง 2 ธนาคาร ที่แม้อาจจะไม่ใช่แบงก์ขนาดใหญ่ แต่ทั้ง 2 รายต่างมีความแข็งแรงในเชิงแบรนดิ้ง และ Positioning ในเซ็กเม้นต์ของตัวเอง ซึ่งภายหลังตกลงกันได้อย่างเป็นทางการ ผู้เกี่ยวข้องกับดีล M&A ระหว่าง TMB และธนชาต ได้ออกมาพูดถึงดีลนี้อย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการควบรวมกิจการว่าเกิดจากความเต็มใจและตัดสินใจร่วมกันของทุกฝ่าย และถือเป็นดีลในรูปแบบ Win-Win Situation ภายใต้แนวทาง Synergy For Growth ซึ่งเป็นการควบรวมเพื่อใช้จุดแข็งที่แต่ละฝ่ายมี มาเติมเต็มและสร้างความแข็งแรงซึ่งกันและกัน

โดยการปรากฏตัวของ​คณะกรรมการและผู้บริหารจากทุกฝ่ายที่ถือหุ้นใหญ่ต่างมาร่วมกันอย่างครบถ้วน ประกอบด้วย คุณจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทวงการคลัง, Mr.Mark Newman, Head of Challengers & Growth Markets Asia, ING, คุณศุภเดช  พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ทุนธนชาต (TCAP), Mr.Philippe G.J.E.O. DAMAS ประธานกรรมการบริหาร ธนาคาร TMB,   คุณสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TCAP, คุณปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB และ คุณประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต

- Advertisement -

สำหรับ Big Deal ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ด้วยมูลค่าดีลที่สูงมากที่สุดตั้งแต่เคยเกิดการควบรวมธุรกิจในวงการธุรกิจธนาคารพาณิชย์มา และเป็นดีลที่เกิดขึ้นเพราะต้องการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการควบรวมกิจการ เพื่อเพิ่มขนาดกิจการและศักยภาพในการแข่งขันให้กับธุรกิจธนาคารไทย เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของสถาบันการเงินของประเทศและเศรษฐกิจไทยโดยรวม รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย

​​ขณะที่รายละเอียดต่างๆ ของดีลยักษ์ในครั้งนี้ รวมทั้งทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจหลังจากนี้  ประกอบด้วย

1. หลังการการควบรวมในดีลนี้จบ จะทำให้เกิดธนาคาพาณิชย์แห่งใหม่ ที่มีความแข็งแกร่งและมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมแบบ Double Size ด้วยขนาดสินทรัพย์ที่มีรวมกันกว่า 2.2 ล้านล้านบาท และมีความแข็งแกร่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม จากความแข็งแกร่งในตลาดที่แตกต่างกันของทั้งสองแบงก์โดย TMB มีความเชี่ยวชาญทางด้านการระดมเงินฝาก รวมทั้งการเป็นผู้นำในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล แบงกิ้ง ขณะที่ธนชาต เป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดสินเชื่อ รวมทั้งจำนวนฐานลูกค้าจากทั้งสองแบงก์ที่มีรวมกันมากถึง 10 ล้านราย โดยจำนวนลูกค้าที่ซ้ำซ้อนกันต้องถือว่าน้อยมาก ในสัดส่วนไม่ถึง 10%

2. สิ่งที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับ การตั้งชื่อ ธนาคารแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากดีลนี้ ซึ่งทางผู้บริหารให้คำตอบว่า อยู่ระหว่างการตกลงพูดคุย และพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบด้าน เพราะดีลนี้เป็นการรวมสองแบงก์ที่มีแบรนด์แข็งแรงใน Positionong ของตัวเองอยู่แล้ว เป็นที่จดจำได้ของลูกค้า และต้องถือว่ามี Brand Awareness ที่สูงทั้งคู่ แต่​สิ่งหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันคือ ​ชื่อธนาคารแห่งใหม่นี้ จะต้องสามารถสะท้อน Brand Values ที่ชัดเจนของทั้งสองแบรนด์ได้เป็นอย่างดี แต่การดำเนินงานและการตัดสินใจต่างๆ จำเป็นต้องรอตามกระบวนการและขั้นตอน

3. ในส่วนความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับลูกค้า และพนักงานของทั้งสองแบงก์ ทั้งสองธนาคารยืนยันว่า ลูกค้าจะไม่เสียผลประโยชน์ใดๆ ซึ่งในระหว่างนี้ไปจนจบถึงการควบรวมแล้วเสร็จในช่วงปลาย​ปี ลูกค้าของแต่ละธนาคารก็ยังสามารถใช้บริการตามปกติของแต่ละแบงก์ จนเข้าสู่กระบวนการในการ Integrated เพื่อบูรณาการการทำงานของ 2 ธนาคารให้ควบรวมเป็นแบงก์เดียวกัน ในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งน่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ มาให้อัพเดท แต่ในทางกลับกันเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้ามากกว่า เพราะจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดีมาให้เลือกได้อย่างหลากหลายมากขึ้น

4. ในส่วนของพนักงาน ยังคงยืนยันว่าไม่มีการปรับลดอย่างแน่นอน เพราะกระบวนการในการควบรวมจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรคนมาช่วยขับเคลื่อน จึงจะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ ประกอบกับ โครงสร้างของทั้งสององค์กร เป็นองค์กรที่มีความ Lean อยู่แล้ว และหากมาควบรวมกันด้วยไซส์กว่า 2.2 ล้านล้านบาท แต่จำนวนคนมีไม่ถึงสองหมื่นคน ถือว่าไม่ใช่จำนวนที่มากเกินไป ​ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องลดจำนวนบุคลากรลงแต่อย่างใด

“ภายหลังการควบรวม ทั้งสองธนาคารอาจจะต้องโอนย้ายบุคลากรไปยังแบงก์ใหม่ที่จัดตั้งขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการ Executed คนจาก 2 แบงก์ให้กลายเป็นทีมเดียวกัน ซึ่งมีเนื้องานที่ต้องทำจำนวนมากและต้องใช้คนมาช่วยขับเคลื่อนเนื่องจากเป็นดีลขนาดใหญ่กว่าที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต ประกอบกับหลังการควบรวมแล้วเสร็จ พนักงานของแต่ละแบงก์ก็จำเป็นต้องปรับสกิลและเรียนรู้ ทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ที่มีเพิ่มเติมเข้ามาในพอร์ต จึงไม่มีความจำเป็นต้องลดพนักงานลง  และไม่อยากให้คิดว่า การที่ธุรกิจต้องการลด Cost มีเพียงวิธีการลดจำนวนพนักงานลงเท่านั้น แต่ยังสามารถไปดูรายละเอียดในส่วนงานที่ซ้ำซ้อนกันของสองแบงก์ เช่น Marketing Cost หรือ จำนวนสาขาที่มีอยู่ของทั้งสองธนาคารและอยู่ใกล้กันมากเกินไป อาจจะต้องลดเหลือเพียงแห่งเดียว ขณะที่เรื่องของคนนั้นถือเป็น Access ที่ธุรกิจจำเป็นต้องรักษาไว้”

5. เนื่องจากดีลนี้ เป็นดีลขนาดใหญ่ ที่มีความซับซ้อนทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ และมีการปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นใหม่ เพื่อให้มีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยรายละเอียดการ​ปรับโครงสร้างของธนาคารธนชาต รวมไปถึงแนวทางการเพิ่มทุนของธนาคารทีเอ็มบี และโครงสร้างสัดส่วนผู้ถือหุ้นหลักในเบื้องต้น ประกอบด้วย ING ถือหุ้น 21.3% บมจ. ทุนธนชาต (TCAP) ถือหุ้น 20.4% กระทรวงการคลัง ถือหุ้น 18.4% สโกเทียแบงก์ (BNS) ถือหุ้น 5.6% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 34.3% ซึ่งคาดว่ากระบวนการควบรวมกิจการทั้งหมดจะแล้วเสร็จได้ ภายในปี 2564

ส่วนรายละเอียดของเม็ดเงินที่ผู้ถือหุ้นแต่ละราย จำเป็นต้องเติมลงมาในดีลนี้  มีดังต่อไปนี้

กระทรวงการคลัง เตรียมเพิ่มเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 11,000 ล้านบาท  พร้อมสิทธิที่จะซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากการจัดสรรตามสิทธิที่พึงมีในกรณีที่มีผู้ถือหุ้นเดิมรายอื่นๆ ไม่ใช้สิทธิเต็มจำนวน เพื่อคงสถานะหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักไว้ ​

ด้าน ING ตัดสินใจลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 12,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรวมกิจการของทั้งสองธนาคารในครั้งนี้ ทั้ง ING และ TCAP ต่างพัฒนาความเชื่อมั่นที่มีต่อกันจากกระบวนการรวมกิจการนี้ จนนำไปสู่การตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้ธนาคารใหม่เติบโตอย่างมั่นคง

สำหรับกลุ่มทุนธนชาติ​​ (TCAP) สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อ หลังจากได้รับชำระค่าหุ้นและเข้าซื้อหุ้นบริษัทลูก หุ้นของบริษัทที่ธนาคารธนชาตลงทุนไว้จำนวน 80,000 ล้านบาทแล้ว TCAP จะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ TMB เป็นจำนวนเงินราว 44,000 ล้านบาท ทำให้ TCAP จะมีเงินสดเหลือจากทำธุรกรรมต่างๆ ประมาณ 10,000 ล้านบาท และสามารถนำไปต่อยอดเพื่อบริหารให้ได้รับผลตอบแทนมาในระดับสูงสุดต่อไป

ขณะที่ TMB ต้องเตรียมจัดหาเงินทุนกว่า 1.3 แสนล้านบาท เพื่อนำมาซื้อหุ้นสามัญของธนาคารธนชาตจากผู้ถือหุ้นทุกราย โดยได้มองหาเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการระดมทุนในวงเงิน 1.3 -1.5 แสนล้านบาท ทั้งการออกหุ้นเพิ่มทุน  การออกและเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ บุคคลภายนอก และผู้ถือหุ้นเดิมของ TBANK ทุกราย รวมทั้งการออกตราสารหนี้ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่