เปิดคำตอบของ Huawei “สงครามการค้า ถ้าฆ่าเราไม่ตาย เราจะยิ่งแกร่งขึ้น”

“คนที่ถูกฆ่าแล้วไม่ตาย จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น” ประโยคนี้มาจากคุณ “อิงมาร์ หวาง” หรือหวางยี่โชว ผู้อำนวยการหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ที่กล่าวกับผู้สื่อข่าวในการให้สัมภาษณ์กลุ่มย่อยเมื่อเร็ว ๆ นี้ และน่าจะเป็นประโยคที่สะท้อนถึงสถานการณ์ของ Huawei ในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

ส่วนใครที่กำลังจัดการ Huawei นั้นคงไม่ต้องถามให้มากความ เพราะเชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมได้ขึ้นใจ กับการประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทต่างชาติกว่าครึ่งร้อยบริษัทของรัฐบาลกรุงวอชิงตัน และห้ามผู้ประกอบการของสหรัฐอเมริกาทำการค้ากับบริษัทเหล่านั้น โดยมีชื่อของ Huawei ปรากฏอยู่ในบัญชีดำนั้นด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างความสับสนอลหม่านไปทั่วโลก หรืออย่างน้อย ๆ ก็สะเทือนใจผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Huawei ที่มีมากกว่า 500 ล้านคนไปแล้วอย่างแน่นอน

การแก้เกมของ Huawei ในเวลานั้นคือการออกแถลงการณ์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายไปแล้ว (ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต) และที่ยังรอการจัดจำหน่ายอยู่ในสต็อกทั่วโลกจะได้รับการอัปเดตและบริการหลังการขายอย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าการแก้เกมด้วยวิธีการดังกล่าวจะไม่เพียงพอ เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ผู้ก่อตั้ง Huawei อย่างเหริน เจิ้งเฟย ก็ออกมายอมรับบนเวทีเสวนา A Coffee With Ren ว่า พิษสงครามการค้าจะทำให้ Huawei มีรายได้ลดลงแน่นอน โดยคาดว่าภายใน 2 ปีจะมีตัวเลขผลประกอบการลดลงราว 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยครั้งนี้ของหวางยี่โชว เราพบว่า มีหลายสัญญาณที่สะท้อนว่า Huawei กำลังหาทางแก้เกมอย่างเงียบ ๆ มาโดยตลอด หนึ่งในนั้นคือการประกาศตัวเลขยอดขายสมาร์ทโฟนของบริษัทที่ระบุว่า ภายในเวลาเพียง 5 เดือน ( 1 มกราคม – 30 พฤษภาคม 2019) Huawei สามารถขายสมาร์ทโฟนไปได้แล้วถึง 100 ล้านเครื่องทั่วโลก หรือคิดเป็นครึ่งทางของยอดขายในปี 2018 แล้วนั่นเอง (ปี 2018 ขายสมาร์ทโฟนไปได้ทั้งสิ้น 206 ล้านเครื่อง)


ที่สำคัญ ในจำนวนนี้ยังเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงอย่าง Huawei P30 ถึง 10 ล้านเครื่องเสียด้วย (Huawei เผยว่ายอดขาย 10 ล้านเครื่องนั้นใช้เวลาเพียง 85 วันหลังการเปิดตัว ซึ่งถือว่าเร็วกว่าเมื่อเทียบกับการขายสมาร์ทโฟน Huawei P20 ถึง 62 วัน) ตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้จึงน่าจะหนักแน่นพอจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ติดตามสถานการณ์ของ Huawei ได้มากขึ้น

ส่วนในประเทศไทย ผู้บริหาร Huawei กล่าวว่า สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนจาก 15% (มกราคม – พฤษภาคม 2018) มาเป็น 20% (มกราคม – พฤษภาคม 2019) ได้เป็นผลสำเร็จเช่นกัน

แผนการต่อไปของ Huawei คือการจัดแคมเปญ Huawei Grand Sale ที่มาพร้อมข้อเสนอพิเศษมากมาย รวมถึงได้ร่วมลุ้นรถยนต์ BMW กันเลยทีเดียว โดย Huawei เผยว่ามีดีลเลอร์จำนวนมากยินดีเข้าร่วมแคมเปญนี้

หรือในส่วนของบริการหลังการขายก็มีเช่นกัน โดย Huawei ได้เปิดตัวแคมเปญรับประกันคืนเงินเต็มจำนวนหากตัวเครื่อง Huawei มีปัญหา (ภายใน 2 ปีนับจากวันที่ซื้อไป) และมีดีลเลอร์อย่าง Synnex, JayMart, TG Fone, Com7, CSC รวมถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่าง True และ AIS เข้าร่วมด้วย หรือการออกมาประกาศว่า สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของ Huawei จำนวน 18 รุ่นได้รับการอัปเกรดซอฟต์แวร์เป็น EMUI 9 ไปแล้วเรียบร้อย

“ถ้าสินค้าของ Huawei มีปัญหา แน่นอนว่าเราจะไม่มั่นใจแบบนี้ แต่นี่เพราะว่าเราไม่มีปัญหา จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคอีก ทุกวันนี้เราจึงทำงานเหมือนปกติ แอนดรอยด์ยังเป็นระบบปฏิบัติการที่เราต้องการทำงานด้วยเป็นอันดับหนึ่ง” คุณอิงมาร์กล่าวก่อนจะปิดท้ายว่า “แต่เราก็เตรียม Plan B เอาไว้ตลอดเวลา”

ผลประกอบการ Huawei ปี 2018 ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ Huawei.com

ไม่ใช่สมาร์ทโฟน แต่เป็น IoT และ 5G

อย่างไรก็ดี หากย้อนไปที่เสวนากาแฟของเหริน เจิ้งเฟย จะพบว่าเขาเคยคาดการณ์ถึงเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลวอชิงตันว่าการขึ้นบัญชีดำ Huawei นั้นก็เพื่อสกัดกั้นการเติบโตในอุตสาหกรรม IoT และเรื่องของโรงงานอัจฉริยะที่ประยุกต์ใช้ IoT ร่วมกับเครือข่าย 5G ต่างหาก

เหตุที่ต้องสกัด Huawei มาจากเรื่องของการวางมาตรฐานด้าน IoT ที่เหริน เจิ้งเฟยเผยว่า บริษัทสัญชาติอเมริกันอย่าง Qualcomm นั้นยังมีงานวิจัยด้าน IoT ไม่มากพอจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของอุตสาหกรรมนี้ได้

ความพร้อมที่มากกว่าของ Huawei เลยกลายเป็นภัยต่อบริษัทไปโดยปริยาย เห็นได้จากสิทธิบัตรในการครอบครองที่มีมากถึง 87,805 ชิ้น (ตัวเลข ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2018) ที่เกิดจากงบประมาณด้าน R&D ของ Huawei กว่า 1 แสนล้านหยวน หรือมากเป็นอันดับสี่ของโลก (อ้างอิงจากรายงานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา : UNCTAD)

งบประมาณด้าน R&D ของ Huawei ปี 2018 ขอบคุณภาพจาก Huawei.com

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า สงคราม Tech War ครั้งนี้จะไม่จบลงง่าย ๆ เหมือนภาพที่ดูผ่อนคลายลงในการประชุมผู้นำ G20 อย่างแน่นอน ที่สำคัญ คือการที่ผู้บริหาร Huawei บอกว่าให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นที่หนึ่ง และมักตามด้วยประโยคต่อท้ายว่า “แต่ Huawei ก็มี Plan B เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา” เสมอ

การตอบเช่นนี้จึงเปรียบได้กับการส่งสัญญาณเตือนอย่างเป็นทางการไปยังใครบางคนว่า Huawei วันนี้ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว

Source