ใกล้ตัวคนไทยเข้าไปอีกนิด LINE MAN GROCERY เตรียมซื้อของชำให้เราแล้วนะ

 

หากเอ่ยถึงการใช้งาน AI อย่างเต็มรูปแบบเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน อาจเป็นสิ่งที่หลายคนยังนึกภาพไม่ออกว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าในงาน LINE Converge 2019 คอนเฟอเรนซ์ยักษ์ใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ของแพลตฟอร์มส่งข้อความ LINE อาจฉายภาพการใช้ AI ออกมาให้เห็นชัดมากขึ้นแล้ว

โดยสิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ LINE ในวันนี้คือแพลตฟอร์มที่มี Data ส่วนบุคคลของคนไทยกว่า 44 ล้านคนวิ่งไปมาตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้ง Data ทางการเงิน, Data ด้านความสนใจในเรื่องต่าง ๆ, Data ด้านการงาน ไปจนถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย ความพร้อมด้าน Data เหล่านั้นได้ทำให้ LINE ประเทศไทย ประกาศนำ AI ขั้นสูงเข้ามาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบบนแพลตฟอร์มของตนเองภายใต้วิสัยทัศน์ “Life on LINE” ที่จะเริ่มได้เห็นกันตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป

ทัพหน้าตัวจริงมาแล้ว LINE ประกาศดึง AI ขั้นสูงใช้งานบนแพลตฟอร์ม เจาะลึกคนไทยได้มากขึ้น

คุณอึน จอง ลี รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารธุรกิจระดับโลก LINE คอร์ปอเรชั่น เผยว่า AI ขั้นสูงดังกล่าวจะเข้ามาสร้างประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น เช่น การนำเสนอโฆษณา, สติ๊กเกอร์, การฟีดคอนเทนต์ ฯลฯ ให้กับผู้ใช้งาน

“AI จะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างให้กับแพลตฟอร์ม เพราะสามารถทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานดีขึ้น และในขณะเดียวกันก็สามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคได้ เพื่อที่จะนำมา Personalize บริการให้เข้ากับคนไทยได้มากที่สุด”

นอกจากนั้น การมี Data ยังนำไปสู่การออกแบบบริการใหม่ที่ตอบโจทย์คนไทยมากขึ้นด้วย เห็นได้จากการประกาศเปิดตัว LINE MAN GROCERY หรือบริการซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วไปส่งให้ถึงบ้านที่เตรียมจะให้บริการในไทยภายในปีนี้ ที่ ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทยเผยว่ามาจากการศึกษาพฤติกรรมของคนไทยเอง (โดยเฉพาะคนที่อาศัยในเมืองใหญ่) และพบว่ามีความต้องการดังกล่าวซ่อนอยู่

“LINE MAN GROCERY เป็นผลลัพธ์จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคในเขตเมือง ที่ต้องทำงาน และต้องเผชิญกับปัญหาจราจร การแวะซื้อของก่อนกลับบ้านแม้เป็นเวลาแค่ไม่กี่กิโลเมตรที่ต้องวิ่งออกนอกเส้นทางอาจหมายถึงระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นหลายชั่วโมงก็ได้ จึงมองว่า LINE MAN GROCERY จะสามารถเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้ของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี” ดร.พิเชษฐ กล่าว

โดย LINE MAN GROCERY จะเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้แน่นอน

นอกจากนั้น ในส่วนของ LINE MAN เอง ก็ต้องยอมรับว่ามีเสียงถามถึงไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา มีคู่แข่งเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น ในจุดนี้ LINE ประเทศไทยจึงมีแผนจะขยายบริการ LINE MAN ออกไปสู่ระดับประเทศ ด้วยการเตรียมเปิดตัวในหัวเมืองหลักของไทยอย่าง เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต ฯลฯ ให้ครบภายในปี 2020 ด้วย รวมถึงการดึง Official Account เข้ามาเชื่อมต่อ เพื่อให้สามารถใช้บริการ LINE MAN ได้ด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง ภาพเหล่านี้ คือวิสัยทัศน์ของ LINE จากบริษัทแม่ที่เคยกล่าวไว้ใน LINE Conference 2019 กับการมองข้ามการเป็นแค่แพลตฟอร์ม Online to Offline (O2O) ไปสู่ขั้นถัดอย่างการเป็นแพลตฟอร์ม OMO (Online Merge Offline) แล้ว และเราจะได้เห็นการทำงานระหว่าง Online กับ Offline บน LINE ที่ผสานกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

เปิดตัว LINE Shopping ย้ำไม่ใช่คู่แข่งใคร แค่ผู้ใช้อยากให้เรามี

นอกจากบริการ Grocery ที่จะเริ่มภายในปีนี้ LINE ยังมีการเปิดตัวบริการด้านอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว กับ LINE Shopping โดยบอกว่าจะไม่วางตัวเองเป็นคู่แข่ง Lazada, Shopee ฯลฯ เพียงแต่ช่องทางของ LINE มาจาก Pain Point ของลูกค้าที่มีข้อมูลมากเกินไปจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ LINE จึงจะเข้ามาทำหน้าที่เปรียบเทียบราคาให้, หรือไม่ก็คอยแจ้งเตือนเมื่อสินค้าที่ต้องตาต้องใจมีการลดราคา

ฟังเสียงลูกค้า แจง “Redesign” เพราะต้องการลด Over Broadcasting 

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหาร LINE ประเทศไทยออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนในงาน LINE Converge 2019 นี้ก็คือเรื่องของการปรับโฉมโครงสร้างภายในใหม่หมด หรือที่คุณนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ LINE ประเทศไทย เรียกว่าการ Redesign ซึ่งปัจจุบัน คุณนรสิทธิ์ยอมรับว่ามีฟีดแบ็กจากลูกค้าผู้ใช้บริการเข้ามามากพอสมควรว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าวทำให้ต้นทุนในการบรอดแคสต์ข้อความจากแบรนด์บนแพลตฟอร์ม LINE นั้น “เพิ่มขึ้น”

คุณนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร

อย่างไรก็ดี ในอีกด้าน หากวิเคราะห์ข้อมูล LINE Official Account จำนวน 3 ล้านราย พบว่า โดยปกติแล้ว ค่าเฉลี่ยของ Official Account ที่เปิดในเมืองไทย มี Active User Volumn ประมาณ 1 พันคน และ Official Account เหล่านี้ มีการส่งข้อความออกไปประมาณเดือนละ 10 ข้อความ หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง

ดังนั้น หากพิจารณาจากค่าเฉลี่ย  Official Account ใดที่มีการใช้งานมากไปกว่านี้ก็เป็นไปได้ว่ากำลังสร้างยอดขายอย่างหนัก ซึ่งก็ควรจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

แต่เพื่อเป็นการบอกว่า LINE เองก็ฟังเสียงผู้ใช้งาน จึงได้มีการประกาศปรับลดราคาการบรอดแคสต์ข้อความลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับราคาเดิม (ดังภาพ)

ส่วนในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนนั้น ได้มีการปรับค่าใช้จ่ายในการบรอดแคสต์ข้อความลงเหลือเพียง 1 สตางค์ต่อข้อความเท่านั้น

ในกรณีที่เป็นนักพัฒนาที่ต้องการบรอดแคสต์ข้อความเพื่อทดสอบระบบ หรือเป็นธุรกิจน้องใหม่เพิ่งเข้ามาใน LINE Official Account ระบบก็จะมีแพกเกจฟรีให้ใช้งาน โดยจะสามารถบรอดแคสต์ข้อความได้ 1,000 ข้อความต่อเดือน

โดยเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของ LINE หลังการประกาศวิสัยทัศน์นี้ได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป

Source