จะแก้ปัญหา “Cyberbullying” ต้องรู้จักหน้าที่พลเมืองดิจิทัล “ดีแทค” ดันหลักสูตร Safe Internet ใช้ชีวิตบนออนไลน์อย่างสร้างสรรค์

ประเทศไทยพูดถึง “การกลั่นแก้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying)” กันมาหลายปีแล้ว แต่ทำไมปัญหาดังกล่าวถึงยังคงอยู่ ? สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะ การแกล้งกันเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยเริ่มต้นจากการกลั่นแกล้งทางวาจา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเรื่องโกหก ล้อชื่อพ่อแม่ ล้อเลียนปมด้อย ก่อนนำไปสู่การกลั่นแกล้งทางกาย กลั่นแกล้งทางสังคม ไปจนถึงกลั่นแกล้งทางความรู้สึก กลั่นแกล้งทางเพศ และการกลั่นแกล้งบนออนไลน์

แกล้งกันในโลกความเป็นจริง ก่อนจะลุกลามไปบนไซเบอร์

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พฤติกรรมการกลั่นแกล้งแฝงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ส่วนใหญ่ ต้องเคยมีประสบการณ์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ หรือผู้พบเห็นการกระทำ เพียงแต่ปัจจุบันเรามีอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นโลกเสมือนจริงที่เข้ามามีบทบาท ทำให้ความสามารถในการแกล้งกันของทุกคนใกล้เคียงกันมากขึ้น ไม่ว่า “ใคร” ก็สามารถใส่ร้ายโจมตีได้บนออนไลน์

จากงานวิจัยเรื่อง “การแกล้งกันของเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” สำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,606 คน ระบุว่า นักเรียนกว่า 91% เคยถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน 88% เคยถูกกลั่นแกล้งทางวาจา 64% ถูกกลั่นแกล้งทางร่างกาย และ 30% ถูกกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ซึ่งพฤติกรรมการกลั่นแกล้งเหล่านี้ สามารถส่งต่อแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น การกลั่นแกล้งทางกาย สัมพันธ์กับการกลั่นแกล้งทางวาจา ดังนั้นหากต้องการหยุดการกลั่นแกล้งทางร่างกาย จะต้องย้อนกลับไปแก้ที่วาจา ต้องรู้ว่าอะไรควรพูด หรือไม่ควรพูด

สถานที่ที่เกิดการกลั่นแกล้งกันมักจะเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยและมีโอกาส 67.2% เกิดขึ้นในห้องเรียน 26.5% เกิดขึ้นในสนามโรงเรียน,โรงอาหาร และ 26.3% เกิดขึ้นทางเดินหน้าห้องเรียน, บันได

ไทยมีวัฒนธรรมการรวมกลุ่ม บุญต้องทดแทน แค้นต้องชำระ?

มีการตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมการกลั่นแกล้งของเด็กไทยแตกต่างจากต่างประเทศ ที่มักเกิดขึ้นระหว่างคนที่ไม่รู้จักกัน ขณะที่ไทย จะเกิดขึ้นกับคนที่รู้จักกัน หรือมีการสร้างความสัมพันธ์กันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน รุ่นพี่ หรือรุ่นน้อง

รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในเด็กยุคใหม่ คนที่ถูกรังแกและคนที่รังแกคนอื่นมีสัดส่วนเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นแปลว่ามีการ “เอาคืน” มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีเป็นรูปแบบการรังแกที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำนวนสูงขึ้น และถึงแม้อาจไม่ได้รับความเจ็บปวดทางกาย แต่ความเจ็บปวดทางใจมีความรุนแรง เพราะลักษณะของการทำร้ายกันผ่านออนไลน์จะวนเป็นลูปไปกลับอย่างไม่จบสิ้น

นอกจากนี้พบว่า การกลั่นแกล้งกันส่วนใหญ่ ผู้กระทำมักเป็นเพศชาย ซึ่งความน่าสนใจคือลักษณะการแกล้งมักจะเกิดขึ้นเมื่อ “อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม” โดยใช้จำนวนที่มากกว่าการสร้างความรุนแรง หรือมีวัฒนธรรมบุญคุณ ที่ทำให้การแก้แค้นกับบุญคุณกลายเป็นเรื่องเดียวกัน จะเห็นได้ชัดเจนในกลุ่ม “LGBT ที่มักเป็นผู้ถูกกระทำ” ทั้งทางวาจา ทางเพศ และทางไซเบอร์

และเมื่อเกิดการกลั่นแกล้งขึ้น ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่มักจะไม่เล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ใครฟัง มีเพียง 34% ที่จะยอมเล่า โดย 64.4% เลือกบอกเพื่อน รองลงมา คือ การบอกพี่น้อง 37.1% , ครูประจำชั้น 33.8% และพ่อแม่หรือผู้ปกครอง 33.8% และเหตุผลที่บอกกับผู้อื่น เพราะต้องการแก้แค้นหรือเอาคืน

รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เป็นธรรมชาติของเด็กในวัยนี้ที่ค่อนข้างไว้ใจเพื่อนจึงเป็นเหตุผลที่เมื่อมีปัญหามักจะบอกเพื่อนก่อน ส่วนการบอกปัญหากับผู้ใหญ่ อย่างครูและผู้ปกครอง เราพบว่า ครูที่เด็กอยากบอกปัญหากลับไม่ใช่ครูที่สนิทกับเด็กเป็นพิเศษ แต่เป็นครูที่ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม เพราะเด็กมีความรู้สึกว่า ถ้าไปบอกครูที่สนิทจะเกิดความลำเอียง ขณะที่พ่อแม่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็ก เราพบว่าเด็กอยากเข้าไปเล่าปัญหาให้ฟัง”

ทั้งนี้ รศ.ดร.ธานี ให้คำแนะนำถึง 3 สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหา Cyberbullying ข้อแรก คือ การแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งทางกายภาพ ต่อมา ต้องมี Tried party เช่น Chat bot สายด่วน ที่เข้ามาบรรเทาปัญหาในเบื้องต้น และสุดท้ายต้องมีการกำหนดมารยาทในการใช้โซเชียลมีเดีย แต่มีความยากอยู่จะทำอย่างไรให้เด็กไม่รู้สึกว่าถูกตีกรอบจนเกินไป ดังนั้นผู้ใหญ่อาจจะต้องเข้าไปกำหนดกฎกติการ่วมกันกับเด็ก

สร้างภูมิคุ้มกัน ผ่านหลักสูตรออนไลน์ “Safe Internet”

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา Cyberbullying “ดีแทค” ได้ดำเนินโครงการอินเทอร์เน็ตปลอดภัย หรือ “dtac Safe Internet” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว ภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible business) ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของความยั่งยืนดีแทค ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศที่ดีต่อสังคมอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 90%

คุณอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน ดีแทค

คุณอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันต่อต้านการกลั่นแกล้งทางออนไลน์สากล (Stop Cyberbullying day) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ดีแทคพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ Safe Internet บนเว็บไซต์ www.safeinternetforkid.com ที่จะเปิดให้บริการพร้อมกันใน 13 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้เด็กอายุ 5-16 ปี ครอบครัวและครู สามารถพัฒนาความรู้และทักษะในการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล

หลักสูตรออนไลน์ Safe Internet ได้รับการออกแบบโดย “Parent Zone” ผู้ให้บริการด้านความรู้ในการเลี้ยงเด็กในยุคดิจิทัลสัญชาติอังกฤษ ประกอบด้วยเกมทดสอบความเข้าใจโลกออนไลน์ คลังคำศัพท์ แบบฝึกหัด และคำแนะนำสำหรับครู ตลอดจนผู้ปกครอง

อีก 2 ปีเยาวชนต้องตระหนักรู้หน้าที่ “พลเมืองดิจิทัล”

“เราจะเห็นปัญหาว่า พ่อแม่ยังขาด Awareness ความรู้และเข้าใจในการใช้งานอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ยกตัวอย่าง กฎเกณฑ์ของผู้ใช้งาน Facebook ที่ห้ามผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 13 ปี แต่พ่อแม่หลายคนสมัครใช้งานให้ลูก ซึ่งไทยยังไม่มีการให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้องและจริงจังเหมือนอย่างในต่างประเทศ อีกเรื่องคือ ประเทศไทยควรมีการสอนเรื่อง Digital literacy ให้กับเยาวชน ดีแทคเชื่อว่าใน 2 ปีต่อจากนี้จะมีการนำเรื่องนี้เข้าไปในชั้นเรียนมากขึ้น เพราะนอกจากเยาวชนจะรู้หน้าที่พลเมืองแล้ว จะต้องรู้หน้าที่พลเมืองดิจิทัลด้วย”

นอกจากการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์แล้ว ดีแทคจะไม่หยุดที่จะแก้ไขปัญหา Cyberbullying ให้หมดไป ขณะนี้ได้เริ่มทำ Focus group กับ Stalkholder อีกหลายแห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาบนออนไลน์ในมิติที่ยังอาจเข้าไม่ถึง

“วันนี้ต้องบอกว่า เราเลยจุดที่จะออกมาบอกว่ามันมี Cyberbullying คืออะไร เราต้องมาพูดกันแล้วว่าถ้าเยาวชนเจอแล้วจะต้องทำอย่างไร หรือเราจะป้องกันเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง”

อย่างในปีที่แล้ว ดีแทคทำแคมเปญร่วมกับ “a day” โดยมี “น้องแพร พาเพลิน” มาช่วยสื่อสารใน Key message ถ้าคุณโดนกลั่นแกล้ง สิ่งที่จะต้องทำคือตอบโต้ด้วยสันติวิธี นอกจากนี้สื่อสารไปถึงคนเมือง ที่ต้องมี “Self-stream” หรือการสร้างความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้แพ้ภัยเมื่อถูกกลั่นแกล้ง.