เบื้องหลัง ‘พุธทอล์คพุธโทร’ อีกหนึ่ง ‘ฮีโร่คอนเทนต์’ ของเอไทม์ มีเดีย พร้อมโซลูชั่นส์ทรานส์ฟอร์มแบบ 360 องศา

เป็นหนึ่งในรายการที่เติบโตได้อย่างโดดเด่น และครองเรตติ้งอันดับต้นๆ รายการวิทยุเมืองไทยก็ว่าได้ สำหรับ “พุธทอล์คพุธ​โทร” ของคลื่นวิทยุ 94EFM ออนแอร์ทุกวันพุธ ช่วงเวลา​ 3 ทุ่ม -5 ทุ่ม กับสามไอดอลดีเจ อย่างดีเจต้นหอม ดีเจเผือก และ ดีเจลูกกอล์ฟ หนึ่งในคอนเทนต์หลักของเอไทม์ มีเดีย ที่ฝ่าฟันกระแส Media Disruption จนครองใจคนฟังได้อย่างเหนียวแน่น

ทำให้คอนเทนต์ของพุธทอล์คพุธโทร​ที่นำไปแชร์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ในรูปแบบ VDO Clip มียอดวิวสะสมรวมกันในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้  (เฉพาะยูทูป ช่วงเดือน ม.ค. -พ.ค. 2019) ไม่ต่ำกว่า 7 ล้านวิว แต่หากนำไปรวมกับฮีโร่คอนเทนต์อื่นๆ ของเอไทม์ อาทิ แฉข่าวเช้า,​ คลับฟรายเดย์, จันทร์ช็อคโลก, อังคารคลุมโปง จะมียอดวิวรวมกันได้ถึง 200 ล้านวิวเลยทีเดียว

ซึ่งต้องถือว่าทำผลงานได้ค่อนข้างดี เมื่อเทียบภาพรวมสื่อโฆษณาที่ Spend ในสื่อวิทยุช่วง 5 เดือนแรกนี้ ที่ตกลงเกือบ 5% จาก 1,848 ล้านบาท เหลืออยู่ราว 1,758 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากทาง Media Buyer เคยให้ข้อมูลไว้ด้วยว่า แม้การซื้อสื่อวิทยุจะเริ่มน้อยลง แต่พุธทอล์คพุธโทรก็เป็นหนึ่งใน Radio Content ที่แบรนด์ให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ หากต้องการใช้สื่อวิทยุในการ Approach ไปยังกลุ่มเป้าหมาย

และในปี​นี้พุธทอล์คพุธ​โทรจะขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในฮีโร่คอนเทนต์ของเอไทม์อย่างเต็มตัว เพราะมีชื่อเป็นหนึ่งในลิสต์รายการที่จะถูกหยิบไปต่อยอดบนแพลตฟอร์มอื่นๆ ​ในรูปแบบของซีรีส์ หรืออาจจะเป็น Talk Show​ และอาจจะเป็นไปได้ทั้ง TV Program ทางดิจิทัลทีวี หรือเป็น Online Exclusive Content กับเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งในอนาคตจะเริ่มเห็นความชัดเจนได้มากยิ่งขึ้น

เจาะอินไซต์ “พุธทอล์คพุธโทร” เหมือนคุยกับเพื่อน

สำหรับพุธทอล์คพุธโทร มีอายุเกือบจะ 4 ปีแล้ว เกิดมาพร้อมๆ กับการปรับผังรายการในช่วง 3-5 ทุ่ม ของคลื่น 94EFM คู่กับรายการในสล็อตเดียวกันอย่าง “จันทร์ช็อคโลก” รายการทายปัญหาเล่นเกม เน้นความสุกสนาน และ “อังคารคลุมโปง” รายการพุดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวเร้นลับต่างๆ ซึ่งก็เป็นอีกคอนเทนต์ที่จะถูกนำไปต่อยอดในแพลตฟอร์มอื่นๆ นอกเหนือจากวิทยุเช่นเดียวกัน

โดยข้อมูลจากผู้บริหารเอไทม์ มีเดีย ประกอบด้วย คุณสมโรจน์ วสุพงศ์โสธร กรรมการผู้จัดการ คุณศิริกาญจน์ วินัยพานิช รองประธานกรรมการ และ คุณสุธาสี สุขพรสินชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลร่วมกันว่า เสน่ห์ของรายการพุธทอล์คพุธโทรอยู่ที่คาแร็คเตอร์ของผู้ดำเนินรายการแต่ละคน เพราะด้วยรูปแบบรายการเป็นรายการทอล์ค ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของ EFM จะชอบอะไรที่สร้างสรรค์ สนุกสนานเฮฮา ประกอบกับดีเจแต่ละคนที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ทำให้เกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

ส่วนการครีเอทรายการ จะยึดจากคอนเทนต์เป็นตัวตั้ง ก่อนจะหาดีเจที่มีคาแร็คเตอร์หรือสไตล์ที่ตรงกับรูปแบบรายการ ซึ่งพุธทอล์คพุธโทรมีจุดตั้งต้นด้วยการทำรายการทอล์ค และมาดูว่าทางคลื่นยังขาดอะไร ซึ่งเอไทม์ฯ มีรายการพูดคุยอย่างคลับฟรายเดย์ แต่จะเน้นปัญหาความรัก​เป็นหลัก และเป็นเหมือนกับการเข้าไปปรึกษาปัญหากับผู้ใหญ่ เพราะฐานคนฟังจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ คนทำงาน พูดคุยเรื่องราวที่มีสาระ จริงจัง แต่ในบางครั้งเวลาที่คนเรามีปัญหา อาจจะอยากต้องการแค่เพื่อนที่รับฟัง ประกอบกับคอนเทนต์ที่มีอยู่ ยังขาดคนที่ดูเหมือนเพื่อน​ ทำให้เลือกที่จะวางคาแร็คเตอร์รายการที่เป็น “เพื่อน”​ และมองหาดีเจที่จะมาเป็นเพื่อนกับคนฟัง เป็นคนที่สามารถเข้าใจและพูดคุยภาษาเดียวกันกับกลุ่มผู้ฟังได้

“พุธทอล์คพุธโทรอาจจะคล้ายคลึงกับคลับฟรายเดย์ ซึ่งเหมือนเป็นพี่ใหญ่ มาคอยบอกเล่าประสบการณ์​​ คอยให้คำปรึกษา หรือให้คำแนะนำกับเรา แต่พุธ ทอล์คฯ จะเป็นวัยรุ่นลงมา และพร้อมที่จะพูดคุยได้ทุกเรื่อง เหมือนกันโทรไปหา ไปพูดคุยกับเพื่อน ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นปัญหาอะไร บางคนโทรมาบ่น โทรมาเล่าเรื่องที่พบเจอให้ฟัง เพราะแค่อยากได้คนที่คุยภาษาเดียวกัน และพร้อมรับฟัง ซึ่งดีเจทั้งสามคนที่เลือกมา จะมีความเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้เค้าคุยอะไรกัน พูดภาษาแบบไหน​ เพราะเป็นปัญหาสัพเพเหระมาก เช่น ข้าวเหนียวมะม่วงต้องราดน้ำกะทิที่ข้าวเหนียวหรือที่มะม่วง หรือบางคนโทรมาบ่นป้าข้างบ้านที่ชอบพาหมามาฉี่หรืออึหน้าบ้านเรา ซึ่งถ้าฟังจะเห็นปัญหาและสไตล์เรื่องราวที่หลากหลาย เหมือนเป็นการมาแชร์ชีวิตให้เพื่อนสนิทฟัง

สร้าง New Hero Content เสริมพอร์ต

ความสำเร็จของพุธทอล์คพุธโทร รวมทั้งคอนเทนต์ยอดนิยมหลายๆ รายการ จะถูกนำไปต่อยอดบนแพลตฟอร์มอื่น​ๆ ที่มากกว่าแค่การอยู่บนคลื่นวิทยุ หรือการตัดบางส่วนเป็น VDO Clip เพื่อสร้างกระแสต่อบนโซเชียลมีเดียเหมือนที่เคยทำมา ตามกลยุทธ์เพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจไปสู่โมเดลใหม่ ที่เรียกว่า A-Time Media Solutions 360 องศา โดยมีความแข็งแรงของคอนเทนต์ และฐานคนฟังกว่า 16 ล้านไอดี ต่อเดือนจากทุกๆ แพลตฟอร์ม มาเป็นแรงหนุนสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

“ฐานคนฟังเรายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเทียบจากปีที่ผ่านมาที่มีคนฟังอยู่ 9.5 ล้านไอดี ถือว่าเราเติบโตได้สูงขึ้นถึง 60% ขณะที่เวลาในการฟังคอนเทนต์ของผู้ฟังโดยเฉลี่ยนก็เพิ่มขึ้นเป็น 52 นาทีต่อวัน จากตัวเลขที่ 48 นาที ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ในปีนี้เราจะโฟกัสการนำ Unique Content จากวิทยุ ที่สามารถสร้าง Community ของแฟนรายการที่แข็งแกร่ง มาต่อยอดเป็นคอนเทนต์ต่างๆ ทั้งรายการโทรทัศน์ ละคร ซีรีส์ คอนเสิร์ต หรืออีเวนท์ต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยทำมา เช่น แฉข่าวเช้า คลับฟรายเดย์,​ จันทร์ช็อคโลก และ พุธทอล์ค​พุธโทร รวมทั้งงานโชว์บิซ หรือ Festival Event ต่างๆ รวมไปถึงการสร้าง Online Platform มารองรับไลฟ์สไตล์คนฟังในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ สมาร์ทโฟน แอปพลิเคชั่น หรือการผลิตคอนเทนต์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย​”

ในส่วนของการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ อยู่ระหว่างการพัฒนาเวอร์ชั่นใหม่ของแอปพลิเคชั่น A-Time Online ที่เตรียมจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน และรองรับทุกประสบการณ์ในการเข้าถึงคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นการฟัง อ่าน ดู รวมทั้งยังสามารถร่วมเล่นเกม สะสมคะแนนต่างๆ และช่วยเพิ่มการ Engage กับผู้ฟังได้มากขึ้นด้วย ทั้งจากการฟังเพลงจาก 3 คลื่นของเอไทม์ฯ ไม่ว่าจะเป็น Green Wave, EFM และ Chill พร้อมเพิ่มชาแนลใหม่อย่าง Cover Night by GreenWave ที่รวบรวมเพลง Cover เวอร์ชั่น Exclusive หรือรวมคอนเทนต์ในกลุ่ม Super Talk ของเอไทม์ไว้ทุกรายการ พร้อมข่าวสารที่น่าสนใจ และฟีเจอร์ใหม่ Podcast โดยเชื่อว่าการปรับเวอร์ชั่นใหม่จะช่วยกระตุ้นยอดดาวน์โหลดแอปให้เพิ่มขึ้นได้อีก 20% จากปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแล้วกวา 5.5 ล้านไอดี

นอกจากนี้ ยังเตรียมสร้างดีเจ หน้าใหม่ มาเสริมทีมและรองรับการเติบโตตามกลยทุธ์ใหม่ที่วางไว้ โดยในช่วงปลายปีจะจัดการประกวด New Face DJ  เพื่อหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และมีคาแร็คเตอร์ที่โดดเด่น มาเสริมทีม ซึ่งผู้ได้รางวัลจะมีโอกาสได้ทำงานในหลายบทบาท ที่มากกว่าแค่ดีเจ ตามแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ทางเอไทม์ ได้เพิ่มเติมเข้ามาไว้ใน Ecosystem ซึ่งปัจจุบันดีเจในเอไทม์มีอยู่ประมาณ 30 กว่าคน และมีอยู่ราว 70% ที่มีศักยภาพในการเป็น Influencers ทั้งในการสะท้อนแบรนดิ้งให้กับเอไทม์ หรือการต่อยอดไปสู่การเป็น​พรีเซ็นเตอร์สินค้า พิธีกร ศิลปิน นักแสดงต่างๆ เป็นต้น

ตลอด 3 ทศวรรษ ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา​ ​ 

นับตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารจัดการ 2 คลื่นในความดูแลอย่าง GreenWave และ​ HotWave เมื่อราว 29 ปีก่อน เอไทม์ มีเดีย ก็ถือเป็นผู้นำในธุรกิจวิทยุมาโดยตลอด รวมทั้งในปัจจุบันก็ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้ว่าก้อนเค้กที่เคยครองไว้นี้จะลดขนาดลงเรื่อยๆ ก็ตาม แต่อย่างไรก็มีความเชื่อเต็มเปี่ยมว่า ธุรกิจนี้ไม่มีวันหายไปอย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยในแต่ละปีแม้จะมีคลื่นเดิมๆ ปิดตัวลง แต่ก็มีคลื่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมาทดแทนเช่นเดียวกัน

ส่วนการที่เอไทม์ ยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจและฐานคนฟังให้ยังคงอยู่กับคลื่นตัวเองไว้ได้มาเกือบ 3 ทศวรรษนั้น ทางผู้บริหารมีมุมมองว่า เพราะการไม่หยุดที่จะเรียนรู้และเข้าใจผู้ฟัง รวมทั้งต้องปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้สามารถตอบสนองและไปกันได้กับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงของผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งถ้ายิ่งรู้ได้เร็วมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้สามารถอยู่ได้ยาวมากขึ้นเท่านั้น

“ย้อนกลับไปในช่วงที่ธุรกิจวิทยุเฟื่องฟู เรามีคลื่นวิทยุที่ประสบควาสำเร็จอยู่ภายใต้การดูแลถึง 4 สถานี ทั้งกรีนเวฟ ฮอตเวฟ เรดิโอ โนพร็อเบลม และเรดิโอโหวต แซทเทิลไลท์ และเราเคยเป็น Business Unit ที่ทำรายได้สูงที่สุดของทั้งกรุ๊ป แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัว เราต้องรู้ให้เร็ว และไม่ยึดติด กอดอยู่กับความสำเร็จจนทำให้บริษัทไปต่อไม่ได้ เพราะธรรมชาติของเอไทม์ เราจะไม่รอให้ลงหรือตกก่อนแล้วค่อยเลิก เราจะดูสัญญาณต่างๆ อยู่เสมอ ถ้าไม่ดีก็พร้อมที่จะเปลี่ยน พร้อมที่จะเลิก ซึ่งต้องถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำสื่อในทุกวันนี้ เพราะส่วนใหญ่ที่ไปต่อไม่ได้ หรือล้มลง เพราะส่วนใหญ่ยังคงยึดติด ทำให้ไม่ยอมเปลี่ยน จนไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นการปรับและเปลี่ยนของคลื่นเอไทม์ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการคืนคลื่นฮอตเวฟ ที่เรียกได้ว่าเป็นคลื่นที่ครองใจวัยรุ่นไทยได้มากที่สุดตลอดกาล ซึ่งแม้ว่าวันนี้จะไม่มีคลื่นฮอตเวฟแล้ว แต่แบรนด์ฮอตเวฟก็ยังคงอยู่ และสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้ เพราะจากกิจกรรมในตำนานอย่าง “ฮอตเวฟ มิวสิค อะวอร์ด” การประกวดวงดนตรีระดับมัธยม ที่แจ้งเกิดให้กับศิลปินดังระดับประเทศมาแล้วหลายคน เมื่อกลับมาอีกครั้งก็ยังได้รับการตอบรับอย่างล้มหลามไม่ต่างจากที่เคยเป็นมาในอดีต สะท้อนได้ถึงแบรนดิ้งของฮอตเวฟ ที่ยังคงแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้

“ฮอตเวฟ เราเลิกในขณะที่เรตติ้งยังดี ด้วยเหตุผลทางด้านมาร์เก็ตติ้ง เพราะสินค้าที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นไม่นิยมลงสปอตวิทยุ ทำให้ผลประกอบการไม่ดี ซึ่งเราก็ตัดสินใจที่จะคืนคลื่นทั้งที่ยังเป็นที่นิยม หรือแม้แต่คลื่นอื่นๆ ถ้าคอนเซ็ปต์ยังไม่ใช่ ไม่โดน ก็จะปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ทำให้เราเป็น First Mover ในธุรกิจ ด้วยการพัฒนารายการหลายๆ รูปแบบมาทดลองทำ เช่น เรดิโอ โนพร็อเบลม ที่วางคอนเซ็ปต์เป็นเหมือนกูเกิลบนคลื่นวิทยุ เพื่อหาคำตอบให้กับทุกข้อสงสัย ซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้จากผู้เชี่ยวชาญ เช่น เรื่องของสัตว์เลี้ยง ก็จะมีสัตวแพทย์มาให้คำตอบ หรือนักจิตวิทยา ซึ่งในขณะนั้นเรายังไม่มีกูเกิล วิทยุก็ถือเป็นสื่อที่เด่นในเรื่องของความเร็ว และเป็นประโยชน์กับคนฟัง ทำให้คนฟังน่าจะชอบและเลือกที่จะอยู่กับเรา จนเมื่อกูเกิลเข้ามา ทุกคนสามารถหาคำตอบจากสิ่งที่อยากรู้ได้ด้วยตัวเอง และเร็วกว่าทำให้ต้องมีการปรับคอนเซ็ปต์คลื่นใหม่ตามมา”

หลังจากเรดิโอ โนพร็อเบลม คลื่น 88 ก็เปลี่ยนชื่มาเป็น พีค ซึ่งเป็นครั้งแรกของสถานีที่เปิดเพลงสองภาษาทั้งไทยและสากล รวมทั้งให้ดีเจจัดรายการเป็น 2 ภาษา โดยมีดีเจ ดาวรุ่ง ที่เข้ามา เช่น วู้ดดี้, พอล ภัทรพล เป็นต้น แต่แม้คอนเซ็ปต์ต่างๆ จะดี หรือมีดีเจดีอย่างไร แต่อาจจะเป็นการมาที่เร็วไปกว่าการปรับตัวของผู้ฟัง ทำให้คลื่น 88 ยังคงต้องปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ จนเป็นชิลล์ และสุดท้ายก็เลือกที่จะคืนคลื่นไปและหันมาทำในรูปแบบของวิทยุดิจทัลแทน

ขณะที่เรดิโอ โหวต ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ จากหมวดต่างๆ ที่เริ่มลดน้อยลง โดยเฉพาะในกลุ่มของสื่อ ทำให้ปรับคอนเซ็ปต์มาเป็น EFM เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มคนฟังได้ดีมากกว่า

“เห็นได้ว่าเราปรับและเปลี่ยนมาโดยตลอด เราจึงไม่กลัว และไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูก Disrupt เพราะเรามีการปรับตัวมาก่อนและทำมาโดยตลอด และทำมาเป็นสิบปีแล้ว หรือแม้แต่การเข้าถึงคนฟังในหลายๆ แพลตฟอร์ม เราก็มีทั้งออนแอร์ ออนไลน์ ออนกราวด์ มาโดยตลอด เพียงแต่มาเพิ่มในมิติที่ลึกและกว้างมากขึ้น เพื่อให้เข้ากับโลกในยุคดิจิทัล ที่พฤติกรรมผู้คนเข้ามาอยู่บนโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทุกวันนี้เรายังคงสามารถรักษาการเติบโตของธุรกิจ รวมทั้งส่วนแบ่งตลาดที่ 27.5% เอาไว้ได้ ท่ามกลางภาพรวมของสื่อวิทยุ รวมทั้งในอุตสาหกรรมมีเดียทั้งหมดที่กำลังหดตัวลง โดยในสิ้นปีนี้ก็ยังเชื่อมั่นว่าจะยังเติบโตเพิ่มขึ้นได้กว่า 10%”

Photo Credit : Facebook @Tonhorm.fan, @efmstation