3 ปัจจัยทำราคาหุ้น Uber ไม่ร้อนแรงสมฉายา Unicorn แห่ง Ride-Sharing


ปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ เวลานี้ มูลค่าหุ้นของ Uber กลายเป็นเรื่องร้อนแรงที่สื่อตะวันตกให้ความสนใจอย่างมาก โดย Uber เปิดตัวด้วยราคา 45 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา จากนั้นราคาหุ้นก็ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง และแตะราคาต่ำสุดที่ 36.26 เหรียญสหรัฐในวันที่ 4 หลังการเปิดตัว (แม้ว่าสถานการณ์ตอนนี้จะกระเตื้องขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ยังทำให้นักลงทุนหายใจได้ไม่ทั่วท้องอยู่ดี)

หนึ่งในนักลงทุนที่ต้องควักผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตารายแรก ๆ คือ SoftBank Group ที่ขนเงินมาลงทุนใน Uber 9.25 พันล้านเหรียญสหรัฐเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 49 เหรียญสหรัฐ เพราะใครก็ตามที่มาหาซื้อหุ้น Uber ในเวลานี้ จะซื้อได้ถูกกว่าที่ SoftBank ลงทุนไปเมื่อปีก่อนราว 10 เหรียญเลยทีเดียว

อะไรทำให้ Uber บริษัทระดับยูนิคอร์นที่นักลงทุนต่างฝากความหวังไว้กับโมเดลธุรกิจเปลี่ยนโลก ต้องหงายหลังตึง อะไรที่ทำให้ Uber บริษัทที่เคยถูกตั้งเป้าไว้ว่าจะเติบโต และไปแตะที่มูลค่า 120 เหรียญสหรัฐเริ่มต้นอย่างกระท่อนกระแท่นจนเหล่านักลงทุนใน Uber ต้องมองหาผ้าซับน้ำตา

หนึ่งในความเห็นจากนักวิเคราะห์ก็คือ Uber มาผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย เพราะตลาดหุ้นสหรัฐ กำลังอ่อนไหวกับสงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้าจากจีนอย่างบ้าคลั่ง เลยกระทบบรรยากาศของการลงทุนโดยรวม

ปัจจัยที่ 2 มาจากยูนิคอร์นตัวก่อนหน้าอย่าง Lyft ที่เริ่มเสนอขายหุ้นของตัวเองไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปัจจุบัน มูลค่าหุ้นของ Lyft ก็ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง จนแกว่งอยู่ที่ราว ๆ 50 – 51 เหรียญสหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางไม่ได้สดใส

ส่วนปัจจัยสุดท้ายที่น่าจะรุนแรงที่สุดก็คือผลประกอบการของบริษัทเอง ที่เผยให้เห็นว่า แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น แต่บริษัทกลับมีผลประกอบการขาดทุนไปถึง 10,100 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะทำกำไรได้เมื่อไร

คนที่ตีอกชกหัวในเวลานี้คงหนีไม่พ้นนักลงทุนที่ต้องนอนกอดใบหุ้น Uber ปลอบใจกันไปก่อนนั่นเอง

Source