พื้นที่จำกัดไม่เป็นไร สิงคโปร์เปิดแผนขยายเมืองใหม่ลง “ใต้ดิน”

รัฐบาลสิงคโปร์เปิดแผนขยายเมืองครั้งใหม่ โดยเป็นการเพิ่มเติมจากแผนการขยายเมืองของปี 2014 หวังรับมือกับการเพิ่มขึ้นของประชากรที่รัฐบาลมีการให้สิทธิพิเศษกับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในสิงคโปร์มากขึ้น โดยการคาดการณ์ของรัฐบาลสิงคโปร์พบว่า ภายในปี 2030 จำนวนประชากรในสิงคโปร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 6.9 ล้านคน จากที่เคยมี 3.04 ล้านคนเมื่อปี 1990

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา สิงคโปร์มีความพยายามขยายพื้นที่ของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการนำเข้าทราย ที่ the World Wildlife Fund ระบุว่า ในช่วงปี 2007 – 2016 สิงคโปร์นำเข้าทรายมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก คิดเป็นน้ำหนัก 80 ล้านตัน หรือ 740 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยทรายส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา ก่อนที่กัมพูชาจะยกเลิกการขายทรายให้สิงคโปร์ไปเมื่อปี 2016 เนื่องจากประเทศได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

แต่ทรายที่นำเข้ามาก็มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงปี 1959 นั้น สิงคโปร์มีพื้นที่ประเทศอยู่ราว 581.5 ตารางกิโลเมตร แต่ปัจจุบัน สิงคโปร์มีพื้นที่ประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 721.5 ตารางกิโลเมตรแล้ว

เมื่อไม่มีวัตถุดิบอย่างทรายให้นำเข้าได้โดยสะดวก ทั้งยังเผชิญกับปัญหาของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น การขยายเมืองในภาคต่อไปของสิงคโปร์จึงเป็นการขยายตัวในแนวดิ่งแทน โดยตั้งเป้าไปที่อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของประเทศ 3 แห่ง และมีแลนด์มาร์คสำคัญอย่าง Marina Bay Sands ติดอยู่ในนั้นด้วย

โดยรัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่าได้มีการนำเครื่องมือทางธรณีวิทยาเข้ามาศึกษาว่าพื้นที่ใดมีความพร้อมสูงสุด รวมถึงสร้างภาพสามมิติของเมืองใต้ดินที่จะเกิดขึ้นว่ามีการใช้สอยพื้นที่อย่างไร ซึ่งทำให้ได้เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์มองว่าควรจะถูกโยกย้ายลงไปใต้ดินคือระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่ง คลังสินค้าหรือพื้นที่เก็บของ และโรงงานอุตสาหกรรม 

อย่างไรก็ดี แผนการขยายเมืองในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ศาสตราจารย์ Yong Kwet Yew ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมแห่งมหาวิทยาลัย National University of Singapore ออกมาบอกว่า มันคืองานระดับช้างแมมมอธโดยแท้ เพราะความเสี่ยงที่สิงคโปร์จะต้องเผชิญหากมีการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในแนวดิ่งก็คือ ความไม่มั่นคงของเปลือกโลกที่อาจเกิดการสั่นไหวได้ทุกเมื่อ อีกทั้งเมื่อมีประชาชนเข้าไปใช้งานพื้นที่เหล่านั้น หากเกิดไฟไหม้ ฯลฯ หรือการรั่วไหลของสารเคมีขึ้นมา อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากได้ และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ ภัยพิบัติจากใต้ดินอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งปลูกสร้างบนดินลงได้ด้วยนั่นเอง

แต่ก็ต้องบอกว่า วันนี้สิงคโปร์อาจไม่มีทางเลือกมากนัก โดยเฉพาะในเวลาที่ประเทศต้องดึงดูด Talent จากต่างชาติเข้ามาเพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้การขยายเมืองลงใต้ดินจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ประเทศเลือกนำมาปรับใช้ในที่สุด

ส่วนสิงคโปร์กับเมืองในแนวดิ่งจะเป็นอย่างไร คาดว่าภายใน 10 – 15 ปีข้างหน้านี้เราคงได้เห็นภาพกันชัดเจนขึ้น

Source