นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงความสำเร็จครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ภายใต้แนวคิด “อ้อยไทย ไร้ฝุ่น…หนุนน้ำตาลไทยสีเขียว” โดยประกาศว่าฤดูการผลิตปี 2568/2569 ไทยสามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาเหลือเพียง 3.80% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ จากอดีตที่เคยมีอ้อยเผาสูงถึง 60-70% ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทยในการต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM 2.5 และภาวะโลกร้อน
“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือหลักฐานว่า ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้จริง ด้วยการรวมพลัง 3 ประสาน ทั้งภาครัฐ โรงงานน้ำตาล 58 แห่ง และเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศกว่า 1.5 ล้านคน ที่ร่วมกันเปลี่ยนผ่านจากการเผาอ้อย ไปสู่ระบบอ้อยสดคุณภาพ”
ความร่วมมือครั้งนี้ ทำให้การลดอ้อยเผาลงอย่างก้าวกระโดด ไม่เพียงช่วยลดฝุ่นพิษ PM 2.5 และก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเพิ่มคุณภาพอ้อยและประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาล โดยค่าผลิตน้ำตาลเฉลี่ยต่อตันอ้อยเพิ่มขึ้นจาก 109.51 กิโลกรัม เป็น 113.55 กิโลกรัม สะท้อนว่าอ้อยสดให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจดีกว่าอ้อยเผาอย่างชัดเจน
นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจึงประกาศเป้าหมายใหม่ในฤดูการผลิตถัดไป คือ ลดสัดส่วนอ้อยเผาให้ต่ำกว่า 3% และมุ่งสู่ Zero Burn หรืออ้อยเผาศูนย์เปอร์เซ็นต์ พร้อมเดินหน้าสร้าง “Green Value Chain” เชื่อมโยงอ้อยสีเขียว สู่น้ำตาลสีเขียว อุตสาหกรรมชีวภาพ พลังงานชีวมวล และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ เตรียมผลักดันมาตรการสนับสนุนเกษตรกรและโรงงานน้ำตาล ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เครื่องจักรกลการเกษตร สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ใหม่จากการไม่เผาและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของน้ำตาลไทยในตลาดโลก
“น้ำตาลไทยจากนี้ ไม่ได้ขายแค่ความหวาน แต่ขายความรับผิดชอบต่อโลก ดังนั้น เราต้องผลักดันให้น้ำตาลไทยได้รับการยอมรับในฐานะ ‘น้ำตาลสีเขียว’ ที่ผลิตจากอ้อยสด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระดับสากล”
ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล และความสำเร็จในการลดอ้อยเผาครั้งนี้ ถูกมองว่าอาจกลายเป็นต้นแบบให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอื่นของไทย เดินหน้าสู่โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ทั้งการกำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยสดตั้งแต่เปิดหีบ การจำกัดปริมาณอ้อยเผาเข้าหีบรายวัน การหยุดรับอ้อยเผาในช่วงปีใหม่ การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตัดอ้อยสด กระทรวงอุตสาหกรรม ได้พิสูจน์แล้วว่า การเปลี่ยนผ่านจากยุคอ้อยเผากว่า 60% สู่การมีอ้อยสดมากกว่า 96% ภายในเวลาไม่กี่ปี คือหลักฐานสำคัญว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร สามารถเปลี่ยน “ปัญหาฝุ่นควัน” ให้กลายเป็น “โอกาส” ของอุตสาหกรรมชีวภาพไทยในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า สอน. วางแผนจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาบริหารจัดการทั้งระบบ และมีโมเดลธุรกิจใหม่หลายด้าน อาทิ การพัฒนาระบบติดตามร่องรอยการเผาไหม้ด้วยเทคโนโลยีอวกาศและ AI การพัฒนาแพลตฟอร์ม “Sugarcane Smart i-Map” การบริหารจัดการเครื่องจักรกลเพื่อลดคาร์บอนและ PM 2.5 รวมถึงการป้องกันการลักลอบเผาอ้อยเชิงพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ผ่านโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น การผลิต wood pellet และถ่านกัมมันต์จากใบและยอดอ้อย การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง การพัฒนา Biomass Powder เครื่องบดย่อยใบอ้อยสำหรับเกษตรกรรายเล็ก เครื่องผลิตบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ และการผลิตไบโอชาร์ เป้าหมายต่อไปไม่ใช่แค่ลดการเผา แต่คือการเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยให้เป็นต้นแบบของโลกในฐานะ “Green Sugar” ที่สร้างทั้งรายได้ พลังงานสะอาด และอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนไทย





