เส้นทาง 43 ปี “โก๋แก่” เป็นได้มากกว่าแค่แบรนด์ขนม​​ พร้อมเบื้องหลังสาเหตุที่ต้องการขึ้นเป็นบริษัทหมื่นล้าน และราชาแห่งถั่ว

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีแนวคิดและวิธีการทำตลาดในแบบฉบับของตัวเองมาตั้งแต่เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว ที่สำคัญยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสมบูรณ์ในเชิงองค์ประกอบทางการตลาด ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักในสินค้าที่มีอายุเกือบครึ่งศตวรรษเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมแบรนด์ “โก๋แก่”​ ที่เริ่มต้นทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2519 จึงยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดสแนคในกลุ่มถั่วไว้ได้อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งการต่อยอดแบรนด์ทั้งในแนวลึกที่ยังเป็นกลุ่มขนม และของกินอยู่ ​หรือจะเป็นในแนวกว้างสู่สินค้ากลุ่มอื่นๆ ไปจนถึงของเล่น โดยที่ไม่ได้ส่งกระทบต่อภาพลักษณ์และจุดยืนทางการตลาดให้อ่อนแอลงแต่อย่างใด ​​

โก๋ครบองค์ประกอบ ตั้งแต่แบรนด์เกิด  ​​

 “โก๋แก่ มีสามขาที่สมบูรณ์และช่วยส่งเสริมเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี” คุณกฤษดา รวยเจริญทรัพย์ หรือคุณตอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์โก๋แก่ และขนมต่างๆ ในเครือ อธิบายถึงความครบที่ทำให้แบรนด์โก๋แก่ยังคงความแข็งแรงมาได้ตลอด 43 ปี โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ต้นตำรับอย่างถั่วลิสงอบกรอบเคลือบกะทิ หรือ​โก๋แก่รสดั้งเดิม ที่ยังคงความเป็น Original มาตั้งแต่วันแรกที่ทำตลาด​ไม่ว่าจะเป็นรสชาติผลิตภัณฑ์​ ตัวแบรนด์ที่มาพร้อมสโลแกน หรือแม้แต่การนำแมสคอต (Mascot) มาช่วยใช้ในการสื่อสารแบรนด์​ ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว ในประเทศไทยยังไม่มีแบรนด์ใดนำแมสคอตมาใช้ ดังนั้น หากจะบอกว่า “โก๋แก่”​เป็นขนมแบรนด์แรกของประเทศไทยที่มีแมสคอตเป็นของตัวเองก็คงไม่ผิดนัก

“ส่วนชื่อ “โก๋แก่” คุณพ่อ (คุณชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์) เป็นคนคิดขึ้นมาเอง เพราะต้องการให้ชื่อขนมมีความแตกต่างจากแบรนด์ขนมอื่นๆ ในขณะนั้น ที่ส่วนใหญ่มักจะตั้งชื่อให้มีความ Related กับความเป็นขนม หรือมักจะชูเรื่องของรสชาติที่ดีของสินค้า​ ทำให้คุณพ่อเลือกใช้ชื่อแบรนด์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นขนม แต่เลือกชื่อให้เข้ากับคาแร็กเตอร์ที่ชื่นชอบ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากตัวการ์ตูนในโปสการ์ดของญี่ปุ่น ที่เห็นว่าสวยดี ด้วยสไตล์ดูหน้าตากวนๆ หัวยุ่งๆ ฟูๆ​ จึงนำไปให้ช่างแถววงเวียน 22 ออกแบบและวาดโลโก้เป็นคำว่า “โก๋แก่” ใส่ลงไป ดังนั้น “พี่โก๋” หรือชื่อของคาแร็คเตอร์ตัวนี้ที่เรียกกันภายใน จึงไม่ใช่คนไทย เพราะต้นฉบับมีไอเดียมาจากญี่ปุ่น ซึ่งหากสังเกตุชุดที่พี่โก๋ใส่ให้ดีจะสังเกตุเห็นว่าเป็นชุดยูโดนั่นเอง”     

ส่วนสโลแกนของแบรนด์ที่ว่า “มันทุกเม็ด” ยังสะท้อนได้ทั้งฟังก์ชั่นของถั่ว​ ขณะเดียวกันยังมีมิติของ​ Emotional ที่บอกถึงความสนุกสนานของแบรนด์ จึงเห็นได้ชัดว่า โก๋แก่มีความครบและจบมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำตลาด ทั้งแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ ​เช่นเดียวกับโปรดักต์ที่ไม่เหมือนใคร รวมทั้งเครื่องมือในการช่วยสื่อสารแบรนด์ที่ค่อนข้างมีความแข็งแรงและมีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนอย่าง “พี่โก๋” รวมไปถึงสโลแกนที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนนั่นเอง

ความแข็งแรงของ โก๋แก่ Original มีมายาวนานมาจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นสินค้าขายดีอันดับหนึ่งของบริษัท โดยกว่า 80% ของยอดขายมาจากแบรนด์โก๋แก่ และกว่า 30% ภายใต้แบรนด์โก๋แก่ ก็มาจากสินค้าตัวแรกของแบรนด์อย่างถั่วลิสงอบเคลือบกะทิ​ตัวนี้นี่เอง 

ที่สำคัญ โก๋แก่ยังเป็นแบรนด์หลักในฐานะผู้นำในการขับเคลื่อนตลาดถั่วในกลุ่มสแน็คที่มีมูลค่า 4,000 -5,000 ล้านบาท ให้เติบโต เพราะครองส่วนแบ่งในตลาดประมาณครึ่งหนึ่งของตลาดหรือมากกว่า 50%​ โดยยอดขายกว่า 40% มาจากกลุ่มถั่วเคลือบ 25% จากกลุ่มถั่วเปลือย ส่วนที่เหลืออีกราว 35% จะเป็นกลุ่มถั่วพรีเมี่ยม เช่น อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พิสตาชิโอ

Credit : Facebook Koh Kae Thailand

ขณะที่ตลาดถั่วโดยรวมจะมี​สัดส่วน 13% ในตลาดสแน็ครวมที่มีมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท โดยมันฝรั่งยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่ในตลาดที่ประมาณ 35% ขนมขึ้นรูป 30% ​ ถั่ว 13% ส่วนที่เหลือจะเป็นกลุ่มอื่นๆ ในตลาด เช่น ปลาเส้น สาหร่าย ป๊อบปคอร์น เป็นต้น

ส่งต่อแนวคิด “นอกกรอบ”​ สู่เจนสอง

ความนอกกรอบของโก๋แก่ที่มีมาตั้งแต่เจนเนอเรชั่นแรกยังได้ถูกส่งผ่านมายังทายาทในรุ่นที่สอง ที่เริ่มทยอยเข้ามาบริหารงานตั้งแต่ปี 2543 ​และสามารถสร้าง Turning Point สำคัญให้กับธุรกิจได้ โดยเฉพาะการปั้นยอดขายให้เติบโตจากช่วงที่เข้ามาบริหารงานใหม่ๆ จากยอดขาย 600 ล้านบาท กระโดดขึ้นมาแตะ 2,600 ล้านบาท ในปัจจุบัน

พร้อมเป้าหมายท้าทายครั้งใหม่ที่กลุ่มผู้บริหารเจนสองได้วางไว้และตั้งใจจะพิชิตให้ได้ คือ การสร้าง New S Curve ครั้งใหม่ให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะการผลักดันยอดขายให้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้อีกครั้ง หลังจากที่ยอดขายนิ่งในระดับสองพันกว่าล้านบาทมา 2-3 ปีแล้ว ​โดยเป้าหมายหลักอยู่ที่การนำพาธุรกิจให้ก้าวข้ามสเกลระดับพันล้าน  ไปเป็น​บริษัทหมื่นล้าน ภายในอีก 10 ปีนับจากนี้ ​ซึ่งหากจะสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้​ ต้องสร้างการเติบโตต่อปีนับจากนี้ไม่ต่ำกว่า 15% ในทุกๆ ปี และแน่นอนว่าแบรนด์หัวหอกที่จะเป็น​แม่ทัพสำคัญในการสร้างการเติบโตครั้งนี้ก็คือ “โก๋แก่” นั่นเอง ​

นอกจากเป้าหมายรายได้หมื่นล้านบาทแล้ว Position ของโก๋แก่ที่วางไว้คือ การเป็น King of Nuts Of The World ​โดยเฉพาะการโฟกัส Product Strategy เพื่อผลักดันธุรกิจไปสู่เป้าหมาย เนื่องจาก จุดแข็งของโก๋แก่ คือ การมีโปรดักท์ที่แข็งแรง ​​การสร้าง Wow Product ด้วยออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมที่แตกต่างและหลากหลายภายใต้ความเป็นถั่วจะเป็นแนวทางสำคัญที่โก๋แก่จะเดินไป จากที่ผู้บริโภคจะรู้จักและคุ้นเคยกับถั่วลิสงเคลือบกะทิ ขยายไลน์มาสู่รสชาติต่างๆ และกลุ่มถั่วประเภทอื่นๆ เช่น ลันเตา ปากอ้า เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พิสตาชิโอ อัลมอนด์ รวมทั้งการเพิ่มโอกาสในการรับประทานจากสแน็คไปสู่การเป็นของว่างในการสังสรรค์ กับแกล้ม หรือปาร์ตี้ได้ด้วย ผนวกกับวิธีคิดและกระบวนท่าในการทำตลาดที่แตกต่าง โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากช่องทางขาย​ ทำให้สามารถใช้งบประมาณที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Credit : Facebook Koh Kae Thailand

“เราคิดต่างออกไปในแง่ของการทำตลาด​​​ เพราะจุดแข็งเราคือโปรดักท์ เราจึงเน้นกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคได้มากที่สุด การเลือกช่องทางขายจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อได้คู่ค้าอย่างเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ในมุมมองของเราเซเว่นฯ เป็นมากกว่าแค่ช่องทางขาย แต่ยังทำหน้าที่เป็น Product Display และเป็นช่องทางในการเช็คผลตอบรับต่อผลิตภัณฑ์แต่ละตัวให้กับแบรนด์ด้วย ทั้งจำนวนสาขากว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศ​ ทำให้แต่ละวันมีผู้บริโภคเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก ประกอบกับขนาดของร้านที่มีขนาดกำลังพอดี ไม่ใหญ่มากเกินไป ทำให้สินค้าจะถูกมองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีสินค้าใหม่ออกมาแล้วนำไปวางขายในร้านเซเว่นฯ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าโก๋แก่เป็นแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง และมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาทำตลาดอยู่ตลอดเวลา”  

“โก๋ช็อป”​ โมเดลเพิ่ม​ Brand Touchpoint 

รวมทั้งในมิติของการต่อยอดความแข็งแรงของแบรนด์ ไปสู่การสร้าง Brand Touchpoint ที่ต่างไปจากเดิม ผ่านตัวเชื่อมจากคาแร็คเตอร์ที่แข็งแกร่งอย่าง “พี่โก๋”​ นำมาสู่อีกหนึ่งโมเดลธุรกิจอย่าง “โก๋ช็อป” ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายไปพร้อมกัน เพราะเป็นการก้าวข้ามจากธุรกิจในฟากของการผลิตและขาย ที่มีหน้าที่แค่บริหารจัดการสินค้า มาสู่ธุรกิจบริการ ซึ่งเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง การบริหารความรู้สึกของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่ต้องระมัดระวัง และเน้นย้ำให้พนักงานทุกคนให้ความสำคัญเพื่อไม่ให้กระทบกับความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ได้

Credit : Facebook Koh Kae Thailand

“ตอนนี้เรามีโก๋ช็อป 9 แห่ง ทั้งใน กทม.​และจังหวัดท่องเที่ยวอย่าง เชียงใหม่ และชลบุรี เช่น เอเชียทีค ​เดอะมาร์เก็ต จตุจักร เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ​เมญ่า Think Park กฤษดาดอย และเขาชีจันทร์ โดยสินค้าในร้านจะมีทั้งกลุ่ม Dry Snack ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของโก๋แก่ เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อสินค้าเป็นของฝาก รวมทั้งการพัฒนาสินค้าจากผลิตภัณฑ์ถั่วในรูปแบบ Fresh Snack ที่เป็นขนมและเครื่องดื่มต่างๆ เช่น ไอศกรีมถั่ว น้ำนมถั่ว ​ปังโก๋ (เค้กชิฟฟ่อนสอดไส้) รวมทั้งการพัฒนาขนมและเครื่องดื่มที่เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วมาเสริมในอนาคต”

Credit : Facebook Koh Kae Thailand
Credit : Facebook Koh Kae Thailand

สำหรับโมเดลโก๋ช็อป ทางโก๋แก่ พัฒนามานานกว่า 5-6 ปี เพื่อเรียนรู้ตลาดและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ โดยในปีนี้จะต่อยอดด้วยการเพิ่มโมเดลลงทุนในรูปแบบคีออส เพื่อจำหน่ายแต่กลุ่ม Fresh Snack เพื่อ​ขยายกลุ่มเป้าหมายไปในแถบ กทม. รอบนอก โดยเบื้องต้นตั้งเป้าจะเปิดก่อน 2 แห่ง ที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และเดอะมอลล์ บางกะปิ

“ไม่เพียงแค่การเพิ่มผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Fresh Snack ที่เป็นไฮไลท์ภายใน “โก๋ช็อป” เท่านั้น เพราะด้วยคาร์แร็คเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ “พี่โก๋”​ ทำให้เราสามารถขยายธุรกิจไปสู่ขาใหม่ ในการทำ Character Merchandise ด้วยการทำสินค้าพรีเมี่ยมต่างๆ ที่เป็น “พี่โก๋ คอลเลคชั่น” ​และเริ่มสร้างรายได้เติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญให้กับโก๋แก่ ซึ่งในขณะนี้มีสัดส่วนประมาณ 5% จากยอดขายในร้านโก๋ช็อป ที่เหลือจะมาจาก Dry Snack 70% และ Fresh Sncack 25% โดยเมื่อปีที่ผ่านมา​ บริษัทผู้ผลิตของเล่นยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นอย่าง Medi Com Toy ยังได้นำลิขสิทธิ์พี่โก๋ ไปผลิตเป็นของเล่นยอดนิยมอย่างแบร์บริก (BE@RBRICK) ซึ่งถือป็นแมสคอตไทยแบรนด์แรกที่มีการนำไปผลิตเป็นของเล่นในกลุ่มนี้  และได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี ซึ่งในอนาคตพี่โก๋ยังสามารถต่อยอดออกไปในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายได้มากขึ้น” 

Credit : Facebook Koh Kae Thailand

รุกตลาดรอบ 10 ปี ดึง “เป๊ก ผลิตโชค” ช่วยขาย

ปีนี้ยังเป็นปีที่โก๋แก่กลับมาให้น้ำหนักกับการสร้างสีสันผ่านการทำตลาดมากที่สุดในรอบ 10 ปี ภายใต้งบการตลาดทั้งปีที่เตรียมไว้กว่า 100 ล้านบาท หลังจากเคยมีบิ๊กแคมเปญไปเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว กับแคมเปญ ​“โดดงับ รับล้าน” และช่วยสร้างการเติบโตได้เป็นอย่างดี

ส่วนในปีนี้โก๋แก่ เปิดตัว “เป็ก ผลิตโชค” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโก๋แก่ลันเตา สำหรับสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เพราะมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั้งในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน รวมทั้งบุคลิกที่สนุกสนานตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์ ​และจะมีการทำตลาดอย่างเต็มที่ทั้งภาพยนตร์โฆษณา และกิจกรรมกระตุ้นตลาดในรูปแบบต่างๆ โดยคาดว่าจะสามารถผลักดันยอดขายในปีนี้ให้ขยับไปแตะ 3,000 ล้านบาท ​หรือเติบโตเพิ่มขึ้นราว 15%

“การมาแข่งในตลาดลันเตา เนื่องจากเป็นตลาดที่มีโอกาสสูงเพราะมีผู้เล่นหลักๆ เพียงสองแบรนด์และยังไม่ค่อยมีการทำตลาดจริงจังมากนัก การมาบุกหนักของโก๋แก่ในครั้งนี้จะทำให้สามารถขึ้นเป็นผู้นำที่ชัดเจนในตลาด และเพิ่มโอกาสให้ตลาดขยายตัวได้มากขึ้นไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท จากปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท รวมทั้งส่งผลไปถึงความแข็งแรงของแบรนด์โก๋แก่ในภาพรวมได้อีกด้วย”​

จะโตระดับโลกต้องแข็งแรงทั้ง Supply Chain 

ขณะที่การเพิ่มขนาดตลาดในต่างประเทศ​เป็นแนวทางสำคัญในการไปสู่เป้าหมายการเป็น King of Nuts Of The Worldจำเป็นต้องขยายขนาดของตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น จากปัจจุบันส่งออกไปแล้วกว่า 70 ประเทศ และมีรายได้จากการส่งออกที่ราว 20% ขณะที่ตลาดหลักอีกกว่า 80% มาจากยอดขายในประเทศ โดยเป้าหมายในอนาคตจะขยับสัดส่วนต่างประเทศให้ใกล้เคียงหรือมากกว่ายอดขายในประเทศ แต่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของกำลังผลิต รวมทั้งการดูแลต้นทุนการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ด้วย โดยอาจจะมีแผนในการเพิ่มฐานการผลิตในเวียดนาม รวมทั้งการปรับ Positioning สินค้าให้เป็น Local Product มากขึ้นจากปัจจุบันสินค้าจัดอยู่ในกลุ่มพรีเมียม เพราะขายในแพกเกจกระป๋อง ทำให้ราคาสูง จึงอาจจะเพิ่มแพกเกจที่เป็นซองแบบตั้ง และราคาจับต้องได้มากกว่า เพื่อให้สินค้าขยับมาอยู่ในกลุ่ม Mainstream และช่วยเพิ่มยอดขายจากต่างประเทศโดยเฉพาะในแถบประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น

“บริษัทมีแผนลงทุนโรงงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในเวียดนามเพื่อเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดในอนาคต เนื่องจาก เวียดนามเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดี มีผลผลิตทั้งเม็ดมะม่วงหิมพานต์อันดับสองของโลก​และมีถั่วลิสงในปริมาณมากด้วย รวมทั้งอัตราค่าแรงงานที่ถูกกว่า จึงเหมาะเป็นฐานเพื่อรองรับการผลิตในอนาคต โดยได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรไปกว่า 40 ล้านบาท และจะเริ่มทำการผลิตได้ในสิ้นปีนี้ ​ขณะที่ในประเทศไทยปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ประมาณ 25 ตันต่อปี ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้อีกเท่าตัวและรองรับยอดขายได้อีกหลายปีเช่นกัน​​ รวมทั้งมีแผนสร้างห้องเย็น และโรงกระเทาะเปลือกถั่วบนพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผน เบื้องต้นคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2562” 

​ที่สำคัญคือ โก๋แก่ยังมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณการใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น จากปัจจุบันกว่า 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ​ เพราะเกษตรกรมักจะปลูกถั่วเพื่อบำรุงดินเป็นหลัก ทำให้นิยมไถกลบมากกว่านำไปขาย ซึ่งโก๋แก่ได้พยายามส่งเสริมเกษตรกรบริเวณรอบๆ โรงงานแถบ จ. นครพนม ในการกลับมาปลูกถั่วเพื่อขายให้กับทางโก๋แก่ โดยในอนาคตถ้าเป็นไปได้ต้องการใช้วัตถุดิบจากในประเทศทั้งหมด เพื่อเป็นช่องทางให้ธุรกิจที่ทำอยู่มีโอกาสในการเข้าไปช่วยเหลือสังคมได้ด้วย

“ต้องถือว่าเป็นความโชคดี ที่เป้าหมายใหญ่ทางธุรกิจที่โก๋แก่วางไว้ สามารถเชื่อมโยงสอดคล้องไปกับการช่วยเหลือสังคมได้ ซึ่งในอนาคตหากโก๋แก่สามารถทำได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ รวมทั้งทำให้แบรนด์เติบโตเป็นที่รู้จักในระดับโลกได้ เราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีคนสนใจใน Brand Story และช่วยดึงให้มีคนอยากมาท่องเที่ยวเมืองไทยหรือมาดูแหล่งกำเนิดแบรนด์ของเราถึงไร่ ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นได้จริงก็จะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและฐานะทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย” 

ต้องติดตามว่า เส้นทางการเติบโตของ​”โก๋แก่” ในอนาคตจะก้าวไปได้อย่างที่ตั้งใจไว้มากน้อยแต่ไหน แต่ถ้าหากทำได้จริง ประเทศไทยเราอาจจะมี Thai Brand Heritage ที่แข็งกร่งในระดับโลกเกิดขึ้นมาอีกแบรนด์หนึ่งก็เป็นไปได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการมองข้ามช็อตไปถึงสิ่งที่จะตามมาหลังจากที่โก๋แก่พิชิตเป้าหมายได้สำเร็จมากกว่านั่นเอง ​