ศึกสามก๊ก Online Streaming “Netflix-Apple-Disney+” สงครามเดือดกลางจอ

ต้องบอกว่าธุรกิจ Online Streaming Content ในปี 2562 นี้น่าจะเป็นปีที่การแข่งขันเข้าสู่ช่วงพีคกันแล้ว เพราะหลังจาก Netflix ประกาศขึ้นราคาไปแว้บเดียว ค่ายคู่แข่งที่มาทีหลังอย่าง Hulu ก็ประกาศลดราคาแย่งลูกค้ากันดื้อ ๆ แถมคู่แข่งไม่ได้มีแค่นั้น เพราะในปีนี้จะมีการเปิดตัวบริการ Online Streaming ยักษ์ใหญ่อีกอย่างน้อย 1 – 2 รายมาชิงส่วนแบ่งการตลาดด้วย

โดยหากพิจารณาจากกลยุทธ์การขึ้นและลดราคาของ Netflix และ Hulu แล้ว การเป็นบริการที่เกิดทีหลัง Hulu ย่อมต้องออกแรงแย่งชิงฐานผู้ชมพอสมควร ดังนั้น เมื่อได้จังหวะดีอย่างการประกาศขึ้นราคาของ Netflix จึงไม่แปลกที่ Hulu จะออกมาประกาศลดค่าสมาชิกในแพกเกจต่ำสุด (มีโฆษณา) จาก 7.99 เหรียญสหรัฐ เหลือ 5.99 เหรียญสหรัฐ พร้อมหวังว่าจะมีคนที่เปลี่ยนใจจาก Netflix หันมาใช้บริการของทางค่ายได้บางส่วน และบริษัทจะได้ไปทำกำไรในส่วนของรายได้จากโฆษณาแทน

แต่ไม่ใช่ Hulu จะลดราคาอย่างเดียว ขึ้นราคาก็มีเช่นกัน โดยไปอยู่ในแพกเกจที่พ่วงช่องทีวีถ่ายทอดสด จาก 39.99 เหรียญสหรัฐเป็น 44.99 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 12.5% ส่วนแพคเกจปกติที่ไม่มีโฆษณาและช่องถ่ายทอดสดจะมีราคาเท่าเดิมที่ 11.99 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (มีผลตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์นี้)

ปัจจุบัน Hulu มีสมาชิกแล้ว 25 ล้านราย และเป็นลูกค้าใหม่ในปีที่ผ่านมาถึง 8 ล้านราย อย่างไรก็ดี ทาง Hulu ยังไม่มีกำไร แม้จะมีรายได้จากค่าโฆษณาแตะ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 45% ในปี 2561 ก็ตาม (ไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 ขาดทุน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อให้แข่งขันได้ ในช่วงปีที่ผ่านมา Hulu ได้เพิ่มช่องถ่ายทอดสดจำนวนมากเข้าไปในแพคเกจ รวมทั้ง CW, Discovery Channel, TLC, Animal Planet และ ABC News รวมถึงช่องท้องถิ่นกว่าอีก 60 ช่อง

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านราคาของ Hulu เกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น ที่ Disney จะเข้ามาถือหุ้นราว 60% ของบริษัท ส่งผลให้ Comcast เหลือหุ้นเพียง 30% ส่วน WarnerMedia ของ AT&T จะถือหุ้นเพียง 10%

เปิดขุมทรัพย์ Hulu & Disney+

สิ่งที่ Hulu ได้เปรียบคู่แข่งอื่นในตลาดคือ ตัวเลือกที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า และ บริการที่มากกว่าผู้เล่นคนอื่นในตลาดโดยมีซีรีส์ที่สามารถเลือกดูได้มากกว่า 85,000 เรื่อง เช่น The Good Doctor, Killing Eve, This Is Us, Atlanta,  Grown-ish, รวมถึง The Handmaid’s Tale, Marvel’s Runaways, Future Man และ Castle Rock ทั้งยังเป็นผู้มีสิทธิสตรีมมิ่งซีรีส์ดังอีกจำนวนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวในสหรัฐฯ เช่น ER, Lost, King of the Hill, 30 Rock, Family Guy, Seinfeld, South Park และ Curious George ด้วย

Hulu ถือหุ้นส่วนหนึ่งโดย Disney แต่ดิสนี่ย์เอง ก็ยังเดินหน้าเปิดตัว Disney+ ในปีนี้ โดยอาศัยขุมทรัพย์คอนเทนต์ที่ Disney+ มี ซึ่งก็ถือว่าเรียกความสนใจจากบรรดาผู้ชมกลุ่ม Super Hero ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์จาก Marvel, Star Wars และ Pixar โดยในปี 2019 ทั้งสามแบรนด์นี้ก็จะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ออกมาอีก นั่นคือ Captain Marvel, Star Wars Episode 9 และ Toy Story 4 ซึ่งจะมาปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มของ Disney+ ด้วยเช่นกัน

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนคอนเทนต์ซูเปอร์ฮีโร่ หรือ Star Wars ทาง Disney+ ก็ยังมีคอนเทนต์กีฬาจาก ESPN+ มาเสริม รวมถึงซีรีส์อย่าง High Fidelity, Mighty Ducks, Monsters Inc. ด้วย ซึ่งในภาพรวมคาดว่าจะมีประมาณ 7,000 ตอน และหนังอีก 500 เรื่องเลยทีเดียว อีกทั้งการมี Hulu อยู่ในมือ ยังทำให้ Disney+ บริหารคอนเทนต์ได้ดีขึ้นด้วย เพราะหากมีคอนเทนต์รุนแรงก็สามารถส่งไปทาง Hulu ได้ไม่ต้องเสียภาพลักษณ์ Disney+ ที่เป็นแบรนด์สำหรับครอบครัว หรือตลาดแมส แต่ทั้งนี้ก็เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าดิสนี่ย์ให้ความสำคัญกับธุรกิจ Online Streaming อย่างจริงจัง และน่าตั้งคำถามต่อว่าหรือว่าบ้านหนึ่งจะมี Online Streaming มากกว่าหนึ่งราย เพื่อตอบรับความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละคนในบ้าน

Apple ผู้เล่นที่โดนบีบมาจากตลาด iPhone

แต่นอกจากทั้งสามบริการที่กล่าวมาข้างต้น เว็บไซต์อย่าง MacRumour ได้ออกมาคาดการณ์ว่า “Apple” ก็เตรียมจะเปิดบริการ VDO Streaming ของตัวเองเช่นกัน โดยอ้างแหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ได้รับการติดต่อจาก Apple ว่าบริการ Streaming นั้นพร้อมจะเปิดตัวแล้วในกลางเดือนเมษายนนี้

สำหรับคอนเทนต์ที่จะปรากฏในบริการของ Apple นั้น คาดว่าจะมีทั้งคอนเทนต์ที่ผลิตเอง และคอนเทนต์จากบริษัทอื่นๆ เช่น HBO, Starz โดยในส่วนของคอนเทนต์ที่ผลิตเองนั้น เป็นไปได้ที่บริษัทจะเปิดให้ดูฟรีผ่านอุปกรณ์เช่น iPhone, iPad และ Apple TV ซึ่งแหล่งข่าวของ CNBC เล่าว่า Apple ใช้เงินไปประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในการผลิตคอนเทนต์ออริจินัลเลยทีเดียว

ทั้งนี้ การเข้ามาแข่งในตลาด Streaming Content ของ Apple อาจมาจากการถูกบีบในตลาดสมาร์ทโฟน ที่ปัจจุบัน ยอดขาย iPhone ซึ่งเป็นพอร์ตใหญ่ของ Apple กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากสงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐอเมริกา (iPhone ผลิตในจีน ทำให้การนำเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกามาพร้อมภาษีสูงมาก) หรือกรณีผู้บริหาร Huawei ถูกจับตัวอย่างไม่เป็นธรรมในแคนาดา จนนำไปสู่การแบน iPhone อย่างหนักหน่วงในจีน และค่าเงินสหรัฐที่แข็งค่า ส่งผลให้ราคา iPhone ในประเทศแถบเอเชียมีราคาสูงมาก จนไม่สามารถทำยอดขายได้แบบที่ผ่านมา

ส่วนในตลาดสหรัฐอเมริกาเองก็มีการทำวิจัยพบว่า ผู้บริโภคไม่อัปเกรด iPhone ใหม่เพราะ iPhone ตัวเก่ายังใช้ได้ดี อีกทั้งฟีเจอร์ใน iPhone รุ่นใหม่ ๆ ก็ไม่ดึงดูดใจด้วย

จากสถานการณ์เหล่านี้ หากบริการ Streaming Content ของ Apple เกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นอีกหนึ่งหนทางในการเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรในวันที่รายได้จากการขาย iPhone หดหาย โดยเฉพาะหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมา แอปเปิลมียอดขาย iPhone ลดลง 15% ทั้งๆ ที่เป็นไตรมาสแห่งเทศกาลช้อปปิง (ตุลาคม – ธันวาคม 2018) และมีตัวเลขรายได้จากจีนแผ่นดินใหญ่เพียง 13,170 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงไปราว 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งผู้บริหารแอปเปิลยังออกมายอมรับด้วยว่า สถานการณ์ย่ำแย่เช่นนี้จะดำเนินต่อไปในไตรมาสนี้ด้วย

ความเสี่ยงเดียวสำหรับผู้ที่มาทีหลังก็คือ งบประมาณของผู้บริโภคมีจำนวนจำกัด และเราก็เชื่อว่างบประมาณจำนวนนั้นไม่มากพอจะจ่ายให้กับผู้ให้บริการ Streaming Content ทุกรายแน่นอน นอกจากนี้เมื่อมองสงครามการปั้นคอนเทนต์ในต่างประเทศแล้ว ก็ต้องหวนคิดถึง Eco system ของวงการมีเดียของประเทศไทย เมื่อผู้ชมต่างก็หันไปหาคอนเทนต์รูปแบบใหม่ ซึ่งผลก็มาจากคุณภาพของคอนเทนต์ที่เจ้าของแพลตฟอร์มทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้างสรรค์ขึ้นมา แต่เมื่อหันมามองเนื้อหาของทีวีในประเทศไทยแล้วละก็… ต่อไปนี้ ทีวีไทย เหนื่อยแน่นอน!

Source
Source
Source
Source
Source