
คุณจินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด (GDH) ให้มุมมองว่าภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทยหลังโควิด พบว่ารายได้ขายตั๋วหนังในโรง (หนังไทยและต่างประเทศ) ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่าตลาด 5,000 ล้านบาทก่อนโควิด ปี 2568 อยู่ที่ราว 3,000 ล้านบาท และปี 2569 น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน (ต้องรอลุ้นไลน์อัปหนังครึ่งปีหลัง)
โดยหนังไทยที่ออกฉายในโรงมีจำนวนใกล้เคียงเดิมคือราว 58 เรื่องต่อปี แต่พบว่าภาพรวม “หนังไทย” ทำรายได้หลักร้อยล้านบาทมีจำนวนลดลง ปัจจุบันหนังเรื่องไหนดีก็ทำรายได้สูงและหนังที่ไม่โดนทำรายได้ต่ำมาก คือไม่มีตัวเลขรายได้ตรงกลางเหมือนในอดีต
ปัจจัยหนังไทยทำรายได้ลดลง เพราะยุคนี้คนดูมีทางเลือกในการเสพคอนเทนต์มากกว่าดูหนังในโรงภาพยนตร์ จากการขยายตัวของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง โซเชียลมีเดีย ที่เข้ามาแย่งเวลา ทำให้คนดูมีคอนเทนต์ที่อยากดูมากขึ้น ดังนั้นการดึงคนออกมาดูหนังในโรงภาพยนตร์ต้องมีคอนทนต์ที่ดี
โจทย์ใหญ่ของคนทำหนัง คือต้องทำหนังที่ดึงความสนใจให้คนอยากออกมาดูในโรงให้ได้ และไม่ดูไม่ได้จะตกเทรนด์ หนังที่ดีต้องสร้างจาก Big Idea ใหม่เสมอ และมี Wow Factor ดึงคนให้ได้
ครึ่งปีหลังลุ้นหนังไทยฟอร์มยักษ์ดันรายได้ปีนี้เติบโต 74%
ธุรกิจของ GDH ปี 2567 มีรายได้รวมราว 500 ล้านบาท จากหนัง “หลานม่า” ทำรายได้สูงในโรงภาพยนตร์และขายลิขสิทธิ์ฉายในโรงหนังต่างประเทศ รวมทั้งโอกาสจากธุรกิจลิขสิทธิ์ (IP) รีเมกภาพยนตร์ในต่างประเทศ เช่น สตูดิโอฮอลลีวูด Miramax ซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว
ปี 2568 มีรายได้ 318 ล้านบาท จากภาพยนตร์ที่เข้าฉาย 3 เรื่อง ได้แก่ 1.แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา 2. ซองแดงแต่งผี และ 3. ดีว่า..ราวี รวมถึงรายได้จากการผลิตซีรีส์ “สงครามส่งด่วน” ให้กับทาง Netflix และการจำหน่ายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีหนัง “404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN” ที่เปิดตัวในปี 2567 ออกฉายโรงในเวียดนาม ปี 2568 ทำรายได้สูงสุดของหนังไทยกว่า 100 ล้านบาท
ปี 2569 วางเป้าหมายรายได้ 556 ล้านบาท เติบโต 74% จากปีก่อนหน้า โดยมีภาพนยนตร์ออกฉายในโรง 4 เรื่อง
ครึ่งปีแรกมีหนังไทยฉายแล้ว 2 เรื่อง คือ พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE แม้ทำรายได้ไม่โดดเด่น แต่เป็นหนังสร้างชื่อระดับเวทีโลก หนังเดินสายฉายในเทศกาลนานาชาติรวม 46 เทศกาลในโลก ถือเป็นหนังไทยของ GDH ที่ไปเทศกาลมากสุด และ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” เป็นหนังทำเงินในไทยและสร้างชื่อ ได้รับเชิญฉายในเทศกาลหนังในต่างประเทศ เช่น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน โดยขายลิขสิทธิ์ฉายในต่างประเทศได้หลาย 10 ประเทศ ปลายปีนี้เตรียมเข้าโรงฉายในจีน
ส่วนครึ่งปีหลังมีหนังไทยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์อีก 2 เรื่อง คือ HENRY’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้ เป็นความร่วมมือระหว่าง GDH และ Sony Pictures International Productions ในการรีเมกภาพยนตร์โรแมนติกชื่อดัง 50 First Dates นักแสดงนำ ณเดชน์ คูกิมิยะ มินนี่ – ณิชา ยนตรรักษ์ เตรียมเข้าฉายวันที่17 กันยายนนี้
อีกเรื่องคือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “คุณยายวรนาฏ” นำบทประพันธ์ระดับตำนาน “ทายาทอสูร” มาตีความในรูปแบบใหม่ นักแสดงนำ ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่ เตรียมเข้าฉายวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้
GDH มองโอกาสตลาดลิขสิทธิ์เร่งปั้นรายได้ต่างประเทศ
หากดูโอกาสรายได้เติบโตของ GDH พบว่ามาจากตลาดต่างประเทศ จากเดิมรายได้ส่งออกต่างประเทศสัดส่วนอยู่ 20-25% ปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 50% โดยเฉพาะหนังไทยอีก 2 เรื่องในครึ่งปีหลัง ได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศ จากเดิมหนังไทยส่งออกตลาดหลักในกลุ่มอาเซียน ปัจจุบันขายลิขสิทธิ์ได้หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป ลาตินอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ล่าสุด “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ส่งออกกว่า 40 พื้นที่ในตลาดต่างประเทศ
GDH ทำหนังไทยเป็นอาชีพมากว่า 20 ปี (ตั้งแต่ยุค GTH) เพื่อให้หนังไทยก้าวไปสู่ระดับสากล วันนี้ชัดเจนว่าหนังไทยไปไกลกว่าแค่อยู่ในประเทศไทย จากเดิมจุดเริ่มต้นอาเซียนปัจจุบันไปทุกภูมิภาคทั่วโลก รวมทั้งการต่อยอดรายได้ทำตลาด IP (หนัง ซีรีส์ คอนเทนต์) พบว่าเป็นที่นิยม ที่เห็นได้ชัดเจนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือ การมาซื้อลิขสิทธิ์หนังไทยไปฉายในต่างประเทศ การทำรีเมกในเวอร์ชั่นต่างประเทศ
อย่าง หนัง Shutter “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” ที่ออกฉายในปี 2547 ขายรีเมกให้ฮอลลีวู้ด มาปีนี้อินโดนีเซีย ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำรีเมก หนัง Fanday “แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว” ที่ออกฉายปี 2559 อินเดียซื้อลิขสิทธิ์ไปรีเมก เห็นได้ว่า “ตลาด IP ของหนังไม่มีเวลา” เมื่อผู้ชมชื่นชอบก็สามารถต่อยอดขายลิขสิทธิ์ได้ต่อเนื่องในระดับสากล
ช่วง 3 ปีหลัง ชัดเจนว่าหนังไทยไปตลาดโลกได้ อย่าง “หลานม่า” ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ผ่านเข้ารอบ 15 ภาพยนตร์สุดท้าย ในงานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 97 สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best International Feature Film) ถือเป็นการปักหมุดชื่อ GDH ให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก เชื่อว่าคนทำหนังไทย สตูดิโอต่างๆ ไม่เฉพาะ GDH ไม่ได้มองแค่ตลาดไทย
ความท้าทายคือต้องทำให้คนทั่วโลกดูหนังไทยให้ได้ “ตลาดโลกเป็นสิ่งที่หนังไทยต้องเดินต่อไปให้ได้”
ตั้งแต่มี Netflix เห็นการเปลี่ยนแปลงเงินลงทุนทำหนังไทยเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับให้ได้มาตรฐานสากลฉายในแพลตฟอร์ม Netflix โดย GDH เป็นพาร์ทเนอร์ระยะยาวที่จะนำหนังทุกเรื่องของ GDH เมื่อออกจากโรงหนัง 4 เดือน จะเข้าฉายใน Netflix เป็นที่แรก ปัจจุบันหนังแต่ละเรื่องของ GDH ใช้งบลงทุนผลิต (Production) ราว 50 ล้านบาท และงบการตลาด 20 ล้านบาท รวมเป็น 70 ล้านบาท (เดิม 40-50 ล้านบาท) ต้นทุนเพิ่มขึ้น 30% ขณะที่รายได้ในโรงหนังลดลง จึงต้องหาน่านน้ำใหม่ในตลาดต่างประเทศ
“GDH ทำหนังไทยเป็นอาชีพ เราทำหนังฉายในโรงภาพยนตร์และต่อยอดคอนเทนต์อื่นๆ เช่น ซีรีส์สงครามส่งด่วน ในปี 2568 ผลิตออริจินัลคอนเทนต์ให้ Netflix ซีรีส์ได้รับความนิยมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มาจากบิ๊กไอเดียของโปรเจกต์ที่ดี แพลตฟอร์ม Netflix ที่มีทุนสร้างสูง 200 ล้านบาท และเป็นช่องทางเผยแพร่งานของ GDH ไปทั่วโลก ทำให้คอนเทนต์จากประเทศไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น”
รูปแบบการทำคอนเทนต์ผันแปรไปตามคนดู ในยุคที่คอนเทนต์แนวตั้งได้รับความนิยม ก็เป็นสิ่งที่ GDH สามารถลองทำได้ แต่หลักๆ ยังคงทำหนังไทยคุณภาพให้ดีที่สุดและเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทย
GDH วางเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า รายได้ตลาดต่างประเทศเติบโต 100% จากการขายลิขสิทธิ์ธุรกิจ IP การเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมผลิตกับต่างประเทศ เพื่อทำให้หนังฉายในไทยและต่างประเทศร่วมกัน
เปิดไลน์อัปหนัง-ซีรีส์ ปี 70 ขยายตลาดเกม-แอนิเมชัน
สำหรับแผนปี 2570 GDH เปิดตัวภาพยนตร์ 3 เรื่องคือ
– เพื่อนสาว นักแสดงนำ ไอซ์ซึ – ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์, ญดา – นริลญา กุลมงคลเพชร, โอ้ – มาริโอ้ เมาเร่อ
– THE UNTITLED SNOOKER PROJECT (Working Title) นักแสดงนำ บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
– 3 Daughters ภาพยนตร์แนว Drama Comedy กับเรื่องราวมุมมองใหม่ ผ่านฝีมือคนทำหนังรุ่นใหม่ ผู้กำกับ โปเต้ – อนุสรา กอสัมพันธ์
รวมทั้งซีรีส์ที่นำความทรงจำของผู้ชมกลับมาอีกครั้งผ่าน Return of True Love Next Door (เนื้อคู่ประตูถัดไป ซีรีส์ที่ออกฉายครั้งแรกในปี 2550) รวม 4 ตอน นักแสดงชุดเดิมทั้งหมด เช่น ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, พอลล่า เทเลอร์ รวมทั้งนักแสดงรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มด้วย
นอกจากนี้ GDH ยังขยายธุรกิจสู่คอนเทนต์รูปแบบใหม่ ด้วยการเปิดตัวซีรีส์แอนิเมชันเรื่องแรก “แม๊กซ์กับจ่อย จอยจอยมาร์เก็ต” ซึ่ง GDH ร่วมมือกับ อิทธิปาทา และ Big Brain รวมถึงรายการ “8 Minute History ประวัติศาสตร์หนังไทย” ที่ร่วมผลิตกับ The Standard เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้สร้างสรรค์รุ่นใหม่
การต่อยอด IP ได้เปิดตัว GDH Classroom ร่วมกับคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพและคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์ พร้อมขยายธุรกิจ Interactive Content ผ่านความร่วมมือกับ Siam Board Games, Fairplay Studios และ YGGDRAZIL GROUP ในการพัฒนาเกมและบอร์ดเกมจากภาพยนตร์ของ GDH ตลอดจนจับมือกับสำนักพิมพ์ต่างๆ ในการนำภาพยนตร์มาต่อยอดเป็นนวนิยาย รวมถึงจัดพิมพ์เป็นหนังสือรูปแบบต่างๆ
สำหรับการต่อยอดธุรกิจ IP จากภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ได้พัฒนาสินค้า Merchandise ร่วมกับหลากหลายแบรนด์ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ พร้อมต่อยอดความสำเร็จผ่าน Official Merchandise Collection ในโปรเจกต์ “มาม่า Presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” ที่รวบรวมความทรงจำจากผลงาน GTH และ GDH กว่า 20 ปี ซึ่งนับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และส่งต่อประสบการณ์ความประทับใจให้แฟนๆ ในหลากหลายรูปแบบ
กลยุทธ์ของ GDH ได้มุ่งพัฒนาโมเดลธุรกิจจากผู้ผลิตภาพยนตร์สู่การเป็น Entertainment Ecosystem ที่เชื่อมโยงภาพยนตร์ ซีรีส์แอนิเมชัน การศึกษา เกม สินค้า Merchandise และการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกันเพื่อต่อยอดโมเดลธุรกิจสู่การเติบโตในน่านน้ำใหม่
อ่านเพิ่มเติม







