ต้นทุนสูง อั้นไม่อยู่! Netflix ประกาศขึ้นราคา 13-18% ทั้งๆ ที่คู่แข่งออนไลน์สตรีมมิ่งจ่อเปิดตัวเพียบ


ทันทีที่เริ่มเข้าสู่ปี 2562 หนึ่งในเทรนด์ที่ได้รับการจับตาว่าจะร้อนแรงในปีนี้ก็คือ อุตสาหกรรมออนไลน์สตรีมมิ่ง ซึ่งนอกจากความเคลื่อนไหวของหลาย ๆ แบรนด์ที่มีการปรับทัพด้านคอนเทนต์แล้ว หากหันมามองในฝั่งของผู้ให้บริการคอนเทนต์อย่าง Netflix(เน็ตฟลิกซ์) ผู้ให้บริการรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกากลับพบว่า เลือกที่จะเดินกลยุทธ์แตกต่าง ด้วยการประกาศขึ้นราคาค่าบริการเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่า สมรภูมิสตรีมมิ่งปีนี้ดุเดือดแน่นอน

โดยการปรับราคาขึ้นของเน็ตฟลิกซ์ครั้งนี้อยู่ระหว่าง 13 – 18% ซึ่งจะส่งผลให้แพกเกจต่ำสุดของแพลตฟอร์มมีราคาเพิ่มขึ้นจาก 8 เหรียญสหรัฐเป็น 9 เหรียญสหรัฐ ส่วนแพกเกจกลาง (ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุด) จาก 11 เหรียญสหรัฐปรับเป็น 13 เหรียญสหรัฐ และแพกเกจพรีเมียมปรับจาก 14 เหรียญสหรัฐเป็น 16 เหรียญสหรัฐ

โดยอัตราค่าบริการใหม่จะเริ่มใช้ทันทีสำหรับสมาชิกที่สมัครใหม่ ส่วนสมาชิกเดิม จะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า

การปรับราคาใหม่ครั้งนี้ยังได้รับการบันทึกว่า เป็นการขึ้นราคาที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเน็ตฟลิกซ์ให้เหตุผลว่า เป็นการปรับขึ้นเพื่อนำไปลงทุนในการผลิตคอนเทนต์ และสร้างประสบการณ์การรับชมให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากการผลิตออริจินัลคอนเทนต์อย่าง Orange is the New Black, House of Cards, Stranger Things ฯลฯ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น ทำให้บริษัทต้องใช้งบประมาณในส่วนนี้หลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

ยกตัวอย่างเช่น ซีรีย์เรื่อง Stranger Things ที่ซีซันใหม่จะเริ่มฉายในช่วงซัมเมอร์ของปีนี้ ค่าใช้จ่ายในการผลิตแต่ละตอนนั้นพบว่ามากถึง 8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือซีรีย์รีรันอย่าง “Friends” ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของวอร์เนอร์มีเดีย ที่ปัจจุบัน เน็ตฟลิกซ์ซื้อมาฉายบนแพลตฟอร์มของตัวเอง และมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากก็มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐเช่นกัน

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มของคู่แข่งพบว่า บริการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ของ Amazon มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 13 เหรียญสหรัฐต่อเดือน หรือ 120 เหรียญสหรัฐต่อปี, Hulu มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ 12 เหรียญสหรัฐ ส่วน HBO คิดค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ 15 เหรียญสหรัฐ

แต่ปัจจัยที่บีบเน็ตฟลิกซ์ไม่ได้มีแค่นั้น เพราะคู่แข่งของเน็ตฟลิกซ์ก็มีการทุ่มเงินผลิตออริจินัลคอนเทนต์ด้วย เช่น บริการออนไลน์สตรีมมิ่งของอเมซอน, ฮูลู (Hulu), เอชบีโอ (HBO) รวมถึงบริษัทที่คาดว่าจะเปิดตัวใน 1- 2 ปีนี้เช่น ดิสนีย์ – วอร์เนอร์มีเดีย – แอปเปิล – NBCUniversal ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงตัวผู้กำกับ ดารานักแสดง และทำให้ค่าใช้จ่ายเบื้องหลังถีบตัวขึ้นอย่างมาก การขึ้นราคาจึงอาจเป็นทางออกที่ต้องคว้าไว้ก่อนเพื่อให้สถานะทางการเงินของบริษัทไม่ตึงตัวจนเกินไป โดยนิวยอร์กไทม์รายงานว่า การทุ่มเงินเพื่อผลิตคอนเทนต์ของเน็ตฟลิกซ์ที่ผ่านมายังทำให้บริษัทมีหนี้สูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว และการผลิตคอนเทนต์คุณภาพในปีนี้ จะทำให้บริษัทมีรายจ่ายตามมาอีก 3 พันล้านเหรียญสหรัฐด้วย

อย่างไรก็ดี เน็ตฟลิกซ์เผยด้วยว่า บริษัทก็มีการมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการขึ้นราคาครั้งนี้ เช่น การให้ลูกค้าสตรีมมิ่งคอนเทนต์ได้ถึงสองอุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน เพื่อหวังดึงดูดใจผู้ใช้งาน ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลของ Statista.com ที่ระบุตัวเลขผู้ใช้บริการเน็ตฟลิกซ์ล่าสุดในไตรมาส 3 ของปี 2561 ที่ผ่านมาว่ามีผู้ใช้บริการราว 137.1 ล้านคนทั่วโลก เราก็คงต้องรอดูกันว่า ผลของการขึ้นราคาครั้งนี้จะกระทบต่อจำนวนผู้ใช้บริการ และการเพิ่มขึ้นของลูกค้ารายใหม่หรือไม่ เพราะเกมการแข่งขันบนธุรกิจออนไลน์สตรีมมิ่งวันนี้ ไม่ใช่ทะเลสีฟ้าของเน็ตฟลิกซ์อีกต่อไปแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตามมีนักวิเคราะห์มองว่า การที่มันอาจทำให้ลูกค้าเลือกแพกเกจที่ถูกลง (Downgrade) หรือพาลยกเลิกสมาชิกไปเลย โดยการสำรวจของ The Diffusion Group พบว่าลูกค้ามีแนวโน้มเลือกแพกเกจที่ถูกกว่า ขณะที่การสำรวจของ Streaming Observer website และ Mindset Analytic เปิดเผยว่า ผู้บริโภค 24% จากผู้ตอบแบสอบถาม 607 คน อาจจะยกเลิก(Might Cancel) ส่วน 3% บอกว่า ยกเลิกแน่นอน(Definitely Cancel) ส่วน 63% ยังจะใช้บริการต่อไป ยังมีความเห็นจากการรวบรวมของ Limelight Networks ที่ระบุว่า “ราคา” เป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการออนไลน์สตรีมมิ่ง