ถอดบทเรียน ‘เลือดข้นคนจาง’ ดราม่าธุรกิจครอบครัว จากปากคนตระกูล ‘ธรรมวัฒนะ’

ละครดัง “เลือดข้นคนจาง” ที่ออนแอร์ไปไม่นานมานี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายว่า นี่คือเรื่องราวจริงๆ ของตระกูลใด สังคมต่างให้ความสนใจไปยังตระกูลดังอย่าง ธรรมวัฒนะ ที่มีเรื่องราวคล้ายคลึงกันและทำให้หลายๆคน เริ่มค้นหาเรื่องราวในอดีตของตระกูลดังกล่าว

นอกจากนี้ ละครดัง “เลือดข้นคนจาง” ยังสร้าง Buzz เกี่ยวกับ #เฮงซวย กันเอิกเกริก เมื่อละครออนแอร์ถึงตอนที่ ภัสสร ทายาทหญิงในตระกูลที่ดูแลธุรกิจมาตลอด แต่กลับได้รับมรดกเพียงเงินสด 200 ล้านบาท ด้วยเหตุผลว่า ผู้หญิง “ แต่งออก” มรดกจึงตกกับ “ประเสริฐ” พี่ชายคนโต และทำให้เธอเอ่ยคำว่า เฮงซวย จนกลายเป็นแฮชแท็กที่โด่งดังติดอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ ปัญหาของธุรกิจครอบครัวที่ถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมาและดำรงอยู่จริงทำให้ละครเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคน “อิน” ได้ไม่ยาก ที่สำคัญทำให้ธุรกิจครอบครัวหรือ Family Business หลายๆ ครอบครัวตื่นตัวกันมากขึ้น เนื่องจากละครเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ บางแง่มุมที่หลายๆ ธุรกิจครอบครัวมองข้ามไป หรือกำลังเผชิญปัญหาเช่นเดียวกันอยู่แบบ “แทงใจดำ”

- Advertisement -

ดังนั้น การจัดงานสัมมนา “ถอดบทเรียนธุรกิจครอบครัว จากละคร เลือดข้นคนจาง” ซึ่งจัดโดย ศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ ReedTradex และ FAMZ (แฟมซ์) โดยได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญ

ดร.นพดล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีจี คอปอเรชั่น จำกัด พร้อมด้วย ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล และดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล ซึ่งได้ร่วมพูดคุย เพื่อถอดบทเรียนจากละครดังกล่าวและสะท้อนเรื่องราวปัญหาความขัดแย้งของธุรกิจครอบครัวจากละครสะท้อนแนวคิด ตลอดจนวิธีการแก้ปัญหาให้กับเหล่าธุรกิจครอบครัวจึงเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้เข้าร่วมงานสัมมนาและสาธารณชนทั่วไป

เนื่องจากกว่า 80% ของปัญหาความขัดแย้งจากครอบครัวหรือธุรกิจมักจะเป็น “จุดเริ่มต้นของจุดจบตระกูล” โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวที่เคยมีปัญหาความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว แน่นอนว่า
สถานการณ์เหล่านี้ย่อมจะทำให้จุดเริ่มต้นของความกดดันเหล่านี้ลากยาวไปสู่จุจบของสถานการณ์ได้ ด้วยว่า ธุรกิจครอบครัวนั้นมีความสมดุลของสองฟากที่ต้องรักษานั่นคือความต้องการของ “ธุรกิจ” กับ “ครอบครัว” ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ทั้งนี้ ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล ได้ให้คำแนะนำการรักษาสมดุลนี้ว่า “สมาชิกครอบครัวต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองเสียก่อน หากจะกล่าวให้เห็นภาพก็ต้องขออ้างอิงจากทฤษฎี The Three Circle Model of Family Business วงกลมสามวงที่อธิบายถึงบทบาทการบริหารงาน การบริหารธุรกิจและการบริหารครอบครัวซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของหรือสมาชิกที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ทั้งสามวงนี้ให้ดีก่อน เพราะบางบทบาทหน้าที่มีส่วนทับซ้อนกัน บางคนเป็นสมาชิกครอบครัวและเป็นทั้งเจ้าของ บางคนเป็นสมาชิกครอบครัวเป็นเจ้าของและเป็นทั้งผู้บริหารด้วย จากทฤษฎีนี้หากเราเข้าใจว่า เราอยู่ตรงพื้นที่ไหนของวงกลมแล้วพื้นที่นั้นควรได้รับอะไร มีบทบาทหน้าที่อย่างไร จะทำให้การอยู่ร่วมกันของสมาชิกครอบครัวและการบริหารงานราบรื่นไปด้วยดี แต่ถ้าสมาชิกเกิดสับสนในบทบาทหน้าที่ปัญหาก็จะวนซ้ำ มีปัญหาอยู่ตลอดเวลา”

ทั้งนี้ จากละครและกรอบทฤษฎีที่ ผศ.ดร.เอกชัยกล่าวถึงนั้นตรงกับชีวิตจริงของ ดร.นพดล ธรรมวัฒนะ ซึ่งเปิดเผยแง่มุมชีวิตส่วนนี้ว่า “หลังจากเหตุการณ์คุณแม่เสียชีวิตได้ 10 ปี สมาชิกบางคนไม่ได้เคารพในจุดยืนของตัวเองว่าอยู่ในตรงจุดไหน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกคนอยู่ในสถานะบทบาทความเป็นเจ้าของที่มีสูงเหลือเกิน จนไม่อาจที่เคารพว่าจะบริหารอย่างไร หรือให้ได้รับผลประโยชน์อย่างไรในทางทฤษฎีฟังดูแล้วง่าย แต่พอเอาเข้าจริงๆ คุณสามารถสวมบทบาทอย่างนี้ได้หรือไม่” หากลองเปรียบเทียบกับตัวละคร “ภัสสร” ที่ได้รับมรดกเป็นเงินสดจำนวน 200 ล้านบาทแล้วต้องการซื้อหุ้นโรงแรมเพื่อบริหารธุรกิจที่ตนเองได้ทำมาตั้งแต่วันแรกกับประเสริฐพี่ชายคนโตของตระกูล แต่ถูกกลับปฏิเสธเพียงเพราะเธอแต่งงานออกจากตระกูลไปแล้วภัสสรคิดว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเธอ นี่จึงเกิดที่มาขอ แฮชแท็ค #เฮงซวย ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบนทวิตเตอร์ หากตัวละครภัสสรเข้าใจบทบาทหน้าที่ตัวเองว่าอยู่ตรงไหนของพื้นที่วงกลมสามวงนี้ เธออาจไม่ต้องน้อยใจหรือถามถึงความยุติธรรมจากมรดกที่ได้รับเพียงเพราะเธอเป็นลูกสาวตามธรรมเนียมมจีนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแบ่งมรดกของธุรกิจครอบครัวนั้นทั้งสามท่านได้ให้มุมมองว่าการที่จะตัดสินว่า กรณีนั้นๆ มีความยุติธรรมหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจตามเหตุและผลของผู้ตัดสินใจ หากเราอยู่ในสถานะของผู้รับมรดกก็ย่อมต้องเข้าใจและยอมรับเหตุผลของผู้ที่มอบมรดกให้แก่เรา เพราะคำว่า “ความยุติธรรม” กับ “ความเท่าเทียม” คือคำคนละความหมาย” ปัญหาความขัดแย้งยังคงเป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อมีมนุษยสัมพันธ์เกิดขึ้นความขัดแย้งเป็นไปได้ทั้งบวกและลบ หากสมาชิกครอบครัวสามารถจัดการแก้ไขได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว สภาครอบครัวและสภาธุรกิจ คือ กลไกสำคัญที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและส่งต่อความยั่งยืนของตระกูลต่อไปได้