เปิดประวัติ “วิชัย มาลีนนท์” ผู้สร้างอาณาจักร ช่อง 3 และ 1 ในทำเนียบ 50 เศรษฐีเมืองไทย

ช่วงวันที่ 8 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา อาณาจักรช่อง 33 และกลุ่มธุรกิจของบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC ได้สูญเสียบุคคลผู้ให้กำเนิดและก่อตั้งธุรกิจ คือ คุณวิชัย มาลีนนท์ ด้วยอายุ 99 ปี ซึ่งกว่าเขาจะก่อร่างสร้างธุรกิจให้มีขนาดใหญ่โต อย่างในช่วงปี 2556 มูลค่าธุรกิจเคยสูงกว่า 60,000 ล้านบาท  เป็นหนึ่งในผู้นำทีวีดิจิตอลเมืองไทย และเขายังเป็นหนึ่งใน 50 มหาเศรษฐกิจเมืองไทยด้วยนั้น คุณวิชัยต้องผ่านเส้นทางการก่อสร้างธุรกิจมามากมายหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ของเขาถือได้ว่าเป็นเรื่องราวและมีประวัติชีวิตที่น่าสนใจเลยทีเดียว

คุณวิชัย มาลีนนท์  เกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2462  โดยได้แต่งงานกับ คุณสมศรี  มาลีนนท์  และได้ให้กำเนิดบุตรธิดารวม 8 คน  คือ  คุณประสาร มาลีนนท์ คุณประวิทย์ มาลีนนท์ คุณประชา มาลีนนท์ คุณรัตนา มาลีนนท์ คุณนิภา มาลีนนท์ คุณสาวอัมพร มาลีนนท์ คุณประชุม มาลีนนท์ และคุณรัชนี นิพัทธกุศล  โดยคุณวิชัยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์  ชั้นที่ 1 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552

เริ่นต้นตั้งแต่ 17 ผ่านธุรกิจมาสารพัด 

เขาได้เริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 17 ปีเท่านั้น  ธุรกิจแรกในเส้นทางสายการค้า  คือ การให้บริการรถโดยสารระหว่างเมือง 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ​– สระบุรี  และ กรุงเทพฯ–ชลบุรี  ด้วยการซื้อรถมา 2 คันแล้วต่อเป็นรถสองแถว จากการมองเห็นแนวโน้มความเจริญของระบบการคมนาคมขนส่งของเมืองในขณะนั้น  ขณะเดียวกันยังมองเห็นโอกาสของธุรกิจโรงแรม  จึงได้เริ่มเข้ามาจับธุรกิจโรงแรมแห่งแรก  ซึ่งตั้งอยู่ที่หัวลำโพงภายใต้ชื่อ  “โรงแรมตงฮั้ว” เป็นโรงแรมระดับสองดาว มีขนาดห้องแถว 6 ห้อง  ธุรกิจยังได้ขยายต่อเนื่องไปยังร้านขายของชำ และร้านตู้ทองอีกด้วย แต่ธุรกิจต่างๆ ทั้งหมดนั้นถูกภัยสงครามโลกครั้งที่สอง จนมอดไหม้ไปในพร้อมกับสงคราม

ด้วยความมีสายเลือดของนักธุรกิจ  ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง  คุณวิชัย  มองเห็นโอกาสสร้างธุรกิจอีกครั้ง กับธุรกิจการส่งเงินกลับไปแผ่นดินใหญ่ของจีน โดยทำธุรกิจโพยก๊วน  แต่กิจการนี้ดำเนินไปได้ประมาณ 2 ปี ก็ต้องยุติลงเนื่องจากเกิดปัญหาทางรัฐบาลจีน และความไม่แน่นอนค่าของเงิน  ธุรกิจประสบภาวะขาดทุน  จึงได้เลิกการประกอบธุรกิจโพยก๊วนโดยเด็ดขาด

น้ำมัน – หวย ตราหอย 

เมื่อไม่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจโพยก๊วนแล้ว คุณวิชัย ได้เบนเข็มของตนเองเข้าจับงานด้านธุรกิจปั๊มน้ำมัน เป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทเชลล์ แห่งประเทศไทย หรือคนไทยสมัยนั้นเรียกว่า น้ำมันตราหอย ซึ่งเขาสามารถขยายปั๊มน้ำมันเชลล์ของตัวเองออกทั่วกรุงเทพฯ ได้ถึง 3 แห่ง ซึ่งความสามารถในการขายน้ำมันของเขาประสบผลสำเร็จเหนือกว่าปั๊มน้ำมันอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ  จนทำให้ผู้จัดการใหญ่ของเชลล์ ต้องบินมาเยี่ยมกิจการของเขาเป็นประจำทุกปี

หลังจากประสบผลสำเร็จการดำเนินกิจการด้านน้ำมันตราหอยแล้ว ในระหว่างปี 2495 – 2496  ได้มองเห็นโอกาสในธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ล็อตเตอรี่  จึงได้เข้าเป็นเอเย่นต์ของกองสลาก  ในยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ซึ่งในสมัยนั้นขายเพียงฉบับละ 10 บาทเท่านั้น  ช่วงเวลานั้นคนส่วนใหญ่ต่างก็รู้จัก “ล็อตเตอรี่ตราหอย” ซึ่งเป็นสมญาที่เอเย่นต์ล็อตเตอรี่ตั้งชื่อให้กับกิจการของคุณวิชัย  โดยยึดถือมาจากยี่ห้อของปั๊มน้ำมันเชลล์ที่เจริญก้าวหน้าในขณะนั้น กิจการล็อตเตอรี่นี่เอง เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ  เพราะได้สร้างฐานะและความมั่งคั่งให้กับเขาเป็นอย่างมาก  ความสำเร็จที่ชัดเจนเป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดี  คือ สามารถมีบ้านพักอาศัย  ที่สร้างจากหินอ่อนทั้งหลัง  ในช่วงวัยใกล้อายุ  40 ปีเท่านั้น  โดยบ้านหลังดังกล่าวอยู่ในซอยบ้านกล้วยใต้  โดยคุณวิชัยยังคงพักอาศัยอยู่กับลูกๆ นับตั้งแต่วันแรกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจวบจนถึงแก่กรรม

ช่วงปี 2504 คุณวิชัย ถูกเชิญให้เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการธนาคารเกษตร สาขาปทุมวัน จากความสามารถ ชื่อเสียง และความมั่งคั่งในสมัยนั้น  แต่สามารถทำงานในตำแหน่งผู้จัดการธนาคารได้เพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น  เพราะต้องลาออกมาดำเนินธุรกิจและประกอบอาชีพอื่น  โดยเริ่มต้นจากการจับงานด้านก่อสร้าง  ด้วยการจัดตั้ง บริษัท เมืองทองการก่อสร้าง จำกัด   จากการเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และกล้าลงทุน  สามารถควักเงินซื้อที่ดินได้ครั้งละเป็นหลัก 1,000 ล้านบาท  ซึ่งยุคสมัยนั้นคนที่กล้าซื้อที่ดินครั้งละเป็นพันๆ ล้านมีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น  ส่งผลให้กิจการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการค้าขายที่ดินและจัดสร้างบ้านจำหน่ายให้เอกชนทั่วไปแล้ว ยังจัดสรรที่ดินสร้างบ้านพักให้กับทหารทั้ง 3 เหล่าทัพด้วย และหนึ่งในความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องการค้าที่ดินก็คือ การทำบ้านจัดสรรรพร้อมที่ดินในชื่อโครงการ “หมู่บ้านทิพวัล” ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ได้มาตรฐานพร้อมด้วยสาธารณูปโภค  มีโรงเรียน 2 แห่ง คือ โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล และ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ซึ่งสร้างบนที่ดินที่คุณวิชัยบริจาคให้สร้างทั้ง 2 โรงเรียน ความสำเร็จของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของคุณวิชัย  เห็นได้จากโครงการ “หมู่บ้านทิพวัล” กลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ  ให้กับหลายบริษัทหลายหมู่บ้าน  ได้นำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาต่อๆ มาด้วย และไม่เพียงแต่ธุรกิจก่อสร้าง  ในช่วงเวลาเดียวกันยังได้เข้าไปทำธุรกิจโรงงานน้ำตาล คือ โรงงานน้ำตาลราชบุรี ควบคู่ไปกับการทำโกดังสินค้าอีกด้วย

ต้นกำเนิด ช่อง 3 หนองแขม 

ช่วงปี 2510 คุณวิชัย ได้ร่วมกับคุณจิตต์ แพร่พานิช  เจ้าของกิจการสำนักพิมพ์แพร่พิทยา กลุ่มของ “จอห์นนี่ มา” และกลุ่มตระกูล “วิจิตรานนท์” ร่วมก่อตั้งบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด  เพื่อดำเนินธุรกิจด้านกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์  ซึ่งเกิดจากความคิดริเริ่มของคุณมนูญศิริ ขัตติยะอารีย์  ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปคนแรกของบริษัทด้วย

โดยบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ได้ร่วมลงนามในสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์ กับบริษัท ไทยโทรทัศน์  จำกัด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2511 โดยมีพิธีวางศิลาฤกษ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 บนที่ดิน 6 ไร่ ที่ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม  บริเวณริมถนนเพชรเกษม เมื่อต้นปี 2512  และเริ่มดำเนินการแพร่ภาพเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2513 โดย จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เป็นประธานในพิธีเปิด และดำเนินกิจการมาจนถึงปีปัจจุบัน  นับรวมเป็นระยะเวลา 48 ปี  โดยมีสถานีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ในปี 2538 คุณวิชัย ยังได้ก่อตั้ง บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC โดยรวบรวมบริษัทในกลุ่มธุรกิจของตระกูลมาลีนนท์ ที่เกี่ยวกับการออกอากาศสื่อโทรทัศน์ การผลิตสื่อโฆษณา การผลิตรายการโทรทัศน์ การจัดหารายการโทรทัศน์ กิจการด้านธุรกิจบันเทิงต่างๆ  เข้าด้วยกัน และบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบีอีซี เวิลด์ ยังได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลจาก กสทช. โดยได้รับสิทธิจากการประมูลช่องสถานีฯ ในการออกอากาศโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ช่อง 33  ช่อง 28 และ ช่อง 13 และเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2557 จนถึงปัจจุบัน ช่อง 33 สามารถเป็นผู้นำธุรกิจทีวีดิจิทัลอันดับที่ 2 ของเมืองไทย ขับเคี่ยวมากับช่อง 7 มาอย่างยาวนาน