ทนเกินไป ลูกค้าไม่ต้องซื้อใหม่! ‘ลัคกี้ เฟลม’ แก้เกมด้วยการ Transform สู่ Kitchen Appliance

เพราะความเป็นสินค้าคงทน ทำให้เมื่อซื้อครั้งหนึ่งก็สามารถใช้งานไปได้หลายปี โดยเฉพาะหากเป็น “เตาแก๊ส” ที่มีคุณภาพสูง อาจจะใช้ได้นานเป็นหลักสิบปีเลยทีเดียว รวมไปถึงภาวะที่ตลาดอิ่มตัวจากการมี Penetrate ครบเกือบทั้ง 100% เพราะเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นที่ทุกบ้านต้องมีใช้กันอยู่แล้ว วิธีคิดและแนวทางในการผลักดันยอดขายของผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดนี้จึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะมีวิธีทำอย่างไรให้สามารถสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่องในทุกๆ ปี  

เตาแก๊สแบรนด์ไทยที่เน้นทำ Branding  

“ลัคกี้ เฟลม ของเขาน่ะไม่ใช่ธรรมดา ใครๆ ก็เรียกใช้ จุดประกายความสุข…ทุกครัวเรือน”  

เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะคุ้นหูกับบทเพลงนี้ เพราะเป็นอีกหนึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณาที่ติดหูไม่แพ้เพลงอื่นๆ แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 30 ปี หรือจะมีโฆษณาลัคกี้เฟลมออกมาหลากหลายเวอร์ชั่น แต่เพลงดังกล่าวนี้ ก็น่าจะสร้างการรับรู้และการจดจำให้กับแบรนด์ลัคกี้เฟลมได้มากที่สุดแล้ว

คุณเชาว์เลิศ ลีลาศวัฒนกุล กรรมการบริหารและผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ลัคกี้ เฟลม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เตาแก๊สและอุปกรณ์ภายในครัวเรือน ภายใต้แบรนด์ “ลัคกี้ เฟลม” รวมทั้งอีกหนึ่งตำแหน่งในฐานะทายาทรุ่น 2 ที่เข้ามารับผิดชอบและขับเคลื่อนการเติบโตให้กับธุรกิจแบรนด์เตาแก๊สสัญชาติไทยแท้อย่างลัคกี้ เฟลม ซึ่งทำตลาดคู่กับครัวคนไทยมานานกว่า 43 ปีแล้ว

คุณเชาว์เลิศ ย้อนเรื่องราวของลัคกี้ เฟลมให้ฟังคร่าวๆ ว่า มาจากการที่คุณพ่อ ซึ่งเคยทำงานเป็นเซลล์ขายเตาแก๊สมาก่อน และตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี จนเถ้าแก่สนับสนุนให้ออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ทั้งการช่วยเหลือในเรื่องของการลงทุนเบื้องต้น รวมทั้งเรื่องของโนวฮาวต่างๆ จนสร้างให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมาจนปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นแบรนด์เตาแก๊สแบรนด์แรกที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ให้คนรู้จัก และเป็นเตาแก๊สแบรนด์ไทยเพียงรายเดียวที่ยังคงสามารถรักษาช่องทางขายผ่าน Modern Trade ไว้ได้ในขณะนี้

การทำตลาดของลัคกี้ เฟลม ในช่วงแรกไม่ต่างกับการบุกเบิกตลาดใหม่ของหลายๆ ธุรกิจที่เน้นการสร้างยอดขายให้เติบโต การสร้างความแข็งแรงของทีมขาย และการกระจายสินค้าให้มีวางขายอย่างครอบคลุม จนสร้างธุรกิจให้เติบโตและเป็นปึกแผ่นมากขึ้น จากจุดเริ่มต้นเพียงตึกแถวแค่ห้องเดียว รวมทั้งการให้ความสำคัญมากกว่าแค่เรื่องยอดขาย แต่ต้องการสร้างให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก ทำให้สิบกว่าปีต่อมาทางคุณพ่อของคุณเชาว์เลิศ ก็ลุกขึ้นมาทำตลาดให้กับแบรนด์ลัคกี้ เฟลม ซึ่งโฆษณาชิ้นแรกแม้จะไม่ใช่ตัวโฆษณาที่มีเพลงที่เราได้ยินและคุ้นเคยกัน แต่ก็สร้างการรับรู้และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้เป็นอย่างดีมากขึ้น

“ต้องยอมรับว่าโฆษณาชิ้นที่มีเพลงประกอบเป็นตัวที่สร้างการรับรู้และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและติดหูได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการเลือกใช้เพลงมาเป็นตัว Approach กับผู้บริโภค เนื่องจาก ในยุค 30 กว่าปีก่อน ที่เราเน้นเรื่องของการสร้างแบรนด์ เป็นยุคที่ภาพยนตร์โฆษณานิยมเลือกใช้เพลง จะเห็นได้ว่ามีเพลงดังๆ ติดหูจากโฆษณาหลายๆ ชิ้น และแม้ปัจจุบันเราจะมีเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าชิ้นที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำได้มากที่สุดก็คงเป็นชิ้นที่ใช้เพลงประกอบนี่เอง”

เมื่อจุดแข็งอย่าง ‘คุณภาพ’ ท้าทายต่อการเติบโต 

จุดแข็งที่ลัคกี้ เฟลมใช้ในการทำตลาดมากว่า 4 ทศวรรษ คือ เรื่องของคุณภาพสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกวัสดุเกรดดี เพื่อความทนทานใช้งานได้ง่าย การให้ความสำคัญกับ R&D ในการพัฒนาสินค้า หรือแม้แต่เทคโนโลยีการผลิตจากโรงงานในระบบ Automation ทำให้ลัคกี้ เฟลม มั่นใจต่อคุณภาพสินค้าและอายุในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ทำให้กล้าที่รับประกันวาล์วแก๊ส นานกว่าทุกแบรนด์ในตลาดถึง 5 ปี โดยเฉพาะหากเป็นแบรนด์นำเข้าเพื่อมาแข่งขันด้านราคาก็มักไม่มีการรับประกัน หรือแบรนด์อื่นๆ ก็จะประกันเพียง 1-2 ปีเท่านั้น

นอกจากเรื่องของคุณภาพการผลิต ที่ทำให้สินค้ามีอายุกการใช้งานได้เป็นสิบปี ประกอบกับโอกาสที่จะเห็นการขยายตลาดแบบก้าวกระโดดเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะการที่ตลาดอิ่มตัว ทุกบ้านทุกครัวเรือนส่วนใหญ่ก็มีใช้กันอยู่แล้ว ขณะที่การโตจากตลาด Replacement แต่ละรอบก็ต้องรอระยะเวลาหลายปี จนกว่าสินค้าจะพังหรือเสื่อมสภาพไป รวมไปถึงระดับราคาขายของเตาแก๊สที่ไม่ได้มีการขยับขึ้นมากกว่าเดิมนัก การรักษาให้บริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในแต่ละปีจึงเป็นความท้าทายสำคัญของลัคกี้ เฟลม เช่นกัน

ที่สำคัญตลาดนี้ ค่อนข้างมีความอ่อนไหวในเรื่องของกำลังซื้อ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ภาคครัวเรือนเองก็มีภาระจากหนี้สินสูงขึ้น ปัจจัยด้านราคาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เน้นที่เรื่องของแบรนด์หรือคุณภาพมากนัก ทำให้ภาพรวมในตลาดเตาแก๊สกว่า 1 พันล้านบาท ตลาดส่วนใหญ่ราว 60% จึงกลายเป็นสินค้าที่นำเข้าจากจีนมากมายเป็นหลายร้อยแบรนด์

“จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สินค้านำเข้าจากจีนทะลักมาตีตลาดบ้านเรา อยู่ในช่วงภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่เงินในกระเป๋าของคนหายไป ราคาเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกในการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะราคาเตาแก๊สของลัคกี้ เฟลม ที่อยู่ในหลักพันกว่าบาท สูงกว่าสินค้าจากจีนที่เริ่มต้นเพียง 299 บาท ถึงกว่า 3-4 เท่าตัว ทำให้ยอดขายเริ่มตกลง และออกอาการอย่างหนักในช่วง 2-3 ปีหลังเกิดวิกฤต ที่ยอดขายลดลงเหลืออยู่เพียง 20-30% จากที่เคยทำได้ก่อนหน้า ซึ่งก็ต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในการฟื้นยอดขายและผลประกอบการให้กลับมาอยู่ในจุดที่เคยทำได้ เป็นผลให้โครงสร้างตลาดเตาแก๊สกว่า 60% กลายเป็นของแบรนด์จีนมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีแบรนด์ไทยที่ยังคงรักษาสัดส่วนไว้ในตลาดได้ที่ประมาณ 20% จากผู้เล่นไทยที่อยู่ในตลาดเพียง 4-5 แบรนด์เท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นแบรนด์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อทำตลาดในกลุ่มสินค้าพรีเมียม หรือ Built-in เป็นหลัก”

ด้วยข้อจำกัดที่มีอยู่ค่อนข้างมาก การผลักดันให้ธุรกิจเติบโตจึงต้องเน้นเข้าไปทำตลาดกับกลุ่มครอบครัวใหม่ๆ ที่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มโปรดักต์ให้หลากหลายจากแค่กลุ่มเตาแก๊ส มาเป็นสินค้าที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม รวมทั้งการ Educated ตลาดและผู้บริโภคให้เข้าใจและตระหนักเรื่องคุณภาพสินค้า ที่นอกจากความปลอดภัยจากมาตรฐานการผลิต ในระยะยาวยังมีความคุ้มค่าและประหยัดมากกว่าอีกด้วย ซึ่งหากมีการสื่อสารและผลักดันอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าในอนาคตตลาดสินค้าที่เป็นส่วนแบ่งของแบรนด์จีนจะถูกทดแทนโดยผู้ประกอบการจากแบรนด์ไทย โดยเฉพาะของลัคกี้ เฟลมได้เพิ่มมากขึ้น

“ยอดขายหลักกว่า 90% ของลัคกี้ เฟลม มาจากในประเทศที่มีการเติบโตโดยรวมราว 3-5% และค่อนข้างอิ่มตัว ขณะที่ตลาดใหญ่เป็นของแบรนด์จีน การจะเติบโตโดยเฉพาะในฟากของการขาย Retail จึงจำเป็นต้องขยับไปเพิ่มแชร์จากตลาดของแบรนด์จีนให้ได้มากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ไฟล์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น มีรูปแบบเตาที่หลากหลายเช่น แบบเตาชั้นสำหรับตั้งนอกบ้าน หรือแบบตั้งโต๊ะ เพื่อให้เหมาะกับผู้ที่อยู่อาศัยในคอนโดหรือหมู่บ้านในเมืองมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย มีดีไซน์ที่ดูสวยงามทันสมัยมากขึ้น”

โดยเฉพาะการมองหาวิธีเพิ่มการเติบโตจากตลาดใหม่ๆ ด้วยการขยายไลน์สินค้าใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น การพัฒนาเตาไฟฟ้า ที่คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใช้งานมากขึ้น ที่สำคัญการเข้าไปเติบโตจากตลาด Built-in ในกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ที่ปัจจุบันมีเพียงแบรนด์นำเข้าจากฝั่งยุโรปที่ทำตลาดอยู่ ซึ่งลักษณะเตาอาจจะไม่เหมาะสมหรือตอบโจทย์การทำครัวแบบไทยๆ มากนัก เมื่อลัคกี้ เฟลม เข้ามาในตลาดนี้ได้ ก็จะเป็นแบรนด์ไทยเพียงรายเดียว และการ R&D และพัฒนาผลิตภัณฑ์มาให้เหมาะสมกับกับการทำครัวไทยโดยเฉพาะรวมทั้งระดับราคาที่แข่งขันได้มากกว่า ก็จะเป็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มการเติบโตได้มากขึ้น ผ่าน Key Message ที่ใช้ในการสื่อสารตลาดว่า “ครัวไทย ต้องไฟแรง ใช้ลัคกี้ เฟลม” 

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโปรดักต์ไลน์ในกลุ่ม Built-in เพื่อเตรียมมารุกตลาดตั้งแต่ 4-5 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการทำสินค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นสำหรับกลุ่มธุรกิจอาหารและครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็น เตาแก๊ส เตาไฟฟ้า เครื่องปรับความดันก๊าซ เครื่องดูดควัน อ่างซิงค์ เตาอบแก๊ส หม้อหุงข้าวแก๊ส เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า วาล์วก๊าซ ปืนจุดแก๊ส และเครื่องใช้ในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ โดยเป้าหมายในอนาคต จะทำให้แบรนด์ ลัคกี้ เฟลม ถูกจดจำมากกว่าแค่ฐานะของแบรนด์เตาแก๊ส แต่จะเป็นแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์ครัวไทยได้อย่างครบถ้วนในฐานะ Kitchen Appliance Brand โดยคาดว่าภาพเหล่านี้จะเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นหลังจากเริ่มก้าวสู่ทศวรรษที่ 5

เพิ่ม Brand Touchpoint- Own Channel ในรอบ 20 ปี

ปี 2561 นี้ ยังเป็นปีที่เห็นการกลับมาทำตลาดอย่างรุกหนักอีกครั้งของลัคกี้ เฟลม ในรอบ 20 ปี ผ่านงบการตลาดที่ตั้งไว้กว่า 30 ล้านบาท ทั้งในแง่ของการทำตลาดในลักษณะของการสื่อสารแบรนด์ รวมทั้งการขยายโชว์รูมใหม่ถึง 2 แห่ง หลังจากให้บริการเพียงแห่งเดียวที่เซ็นทรัล บางนา มากว่า 20 ปี โดยเลือกเพิ่มโลเกชั่นสาขาใหม่ในปีนี้ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด คือ ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต และอุดรธานี ภายใต้งบสำหรับการขยายสาขาครั้งนี้ที่ 6 ล้านบาท

เป้าหมายในการขยายโชว์รูมใหม่ไม่ได้หยุดเพียงแค่ในปีนี้ แต่ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ลัคกี้ เฟลม ตั้งใจจะขยายโชว์รูมให้ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการได้มากขึ้นเป็น 9 แห่ง โดย 5 แห่งจะกระจายไปในพื้นที่รอบๆ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในแถบชานเมือง และในต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่อีก 4 จังหวัด

โชว์รูมของลัคกี้ เฟลม จะทำหน้าที่เป็นทั้ง Service Center สำหรับให้บริการต่างๆ แก่ลูกค้า และจะเป็นอีกหนึ่ง Brand Touchpoint ที่สามารถเข้าใกล้ผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการสร้าง Own Channel เพิ่มเติม เพราะการวางขายผ่านโมเดิร์นเทรดส่วนใหญ่จะมีพื้นที่จำกัด รวมทั้งเจ้าของพื้นที่เป็นผู้เลือกสินค้าไปวางขาย แต่การมีช่องทางของตัวเอง จะทำให้สามารถบอกเล่าเรื่องราวของ Brand Story หรือแนะนำสินค้าที่ต้องการไฮไลท์ รวมทั้งโปรดักต์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ตลาดหรือผู้บริโภคได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญอาจจะพัฒนาเป็นอีกหนึ่งช่องทางขายของบริษัท จากปัจจุบันยอดขายหลักยังคงมาจากการขายผ่านโทเดิร์นเทรดต่างๆ อาทิ ไทวัสดุ โฮมโปร เป็นต้น”

ขณะที่การเลือกอุดรธานีเป็นโชว์รูมในต่างจังหวัดแห่งแรก เนื่องจาก เป็นจังหวัดใหญ่ที่มีกำลังซื้อดี รวมทั้งมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศลาว ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของลัคกี้ เฟลม จากกว่า 30 ประเทศที่มีการส่งสินค้าออกไปจำหน่าย ทั้งในประเทศกลุ่มอาเซียน และขายผ่านตัวแทนทั้งในสิงคโปร์ ฮ่องกง นิวซีแลนด์ และในแถบอเมริกา เป็นต้น โดยปัจจุบันยอดขายจากตลาดส่งออกอยู่ที่ราว 10% และมีโอกาสจะขยายตัวได้อีกค่อนข้างมาก เนื่องจาก ขนาดของตลาดที่ยังกว้างทำให้สามารถขยายให้ครอบคลุมได้อีก แม้แต่ในประเทศเวียดนามซึ่งเป็นตลาดที่ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของลัคกี้ เฟลม ด้วยสัดส่วน 30% แต่เมื่อมองการเข้าถึงผู้บริโภคยังทำได้เพียงแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งหากเน้นทำตลาดแข่งขันกับ Local Brand ในแต่ละประเทศเพิ่มมากขึ้น โอกาสที่จะเติบโตก็จะมีอีกสูงมากเช่นกัน

รินไน อีกหนึ่งโอกาสเติบโตของลัคกี้ เฟลม

นอกจากแบรนด์ของตัวเองแล้ว  ลัคกี้ เฟลม ยังได้ตั้งบริษัทร่วมทุนกับแบรนด์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น อย่างรินไน ในการรับผิดชอบการผลิตสินค้าแบรนด์รินไนเพื่อทำตลาดทั้งในไทยและส่งออกไปต่างประเทศมากว่า 25 ปีแล้ว รวมทั้งยังมีส่วนในการสร้างแบรนด์รินไนให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยอีกด้วย และหากสังเกตุก็จะพบว่า ภาพยนตร์โฆษณาของแบรนด์รินไนเอง ก็จะใช้เรื่องของเพลงมาช่วยตอกย้ำชื่อของแบรนด์เพื่อให้คนจดจำได้มากขึ้น ไม่ต่างจากกลยุทธ์ที่ลัคกี้ เฟลมใช้มาก่อนหน้านี้เช่นกัน

ความร่วมมือกับทางรินไน เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเพิ่มโมเดลการเติบโตได้ให้กับลัคกี้ เฟลมมากขึ้น ทั้งโอกาสในการขยับไปสู่ตลาดที่พรีเมี่ยมมากขึ้น จากความเป็น Global Brand ที่วางโพซิชั่นนิ่งสินค้ารวมทั้งระดับราคาในการทำตลาดที่สูงกว่าลัคกี้ เฟลม ราว 20-30% นอกจากนี้ แบรนด์รินไนเองก็มีสินค้าหลากหลายกลุ่มที่ทำตลาดอยู่ในต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มเครื่องครัว หรือในห้องน้ำ ทำให้สามารถเรียนรู้และแลกเปลี่ยนโนวฮาวต่างๆ  ระหว่างกัน สอดคล้องกับเป้าหมายในการขยายสินค้าไปสู่ตลาดใหม่ๆ ของลัคกี้ เฟลมในอนาคต

ทั้งนี้ ลัคกี้ เฟลม วางเป้าหมายรายได้สิ้นปีนี้ไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยยอดขายหลักกว่า 80% ยังคงมาจากกลุ่มเตาแก๊ส และที่เหลือจะมาจากกลุ่มสินค้าใหม่ๆ ที่จะเริ่มขยายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในอนาคตหากมีสินค้าหลากหลายกลุ่มทำตลาดมากขึ้น รายได้ในส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเตาแก๊สก็มีโอกาสจะเพิ่มได้มากถึง 30% รวมทั้งสามารถผลักดันรายได้ภาพรวมให้เติบโตได้มากขึ้น พร้อมทั้งตั้งเป้าจะขยับฐานะไปสู่บริษัทที่ทำรายได้ในระดับพันล้านอีกหนึ่งแห่ง ในราวอีก 3-4 ปีนับจากนี้

“ความท้าทายสำคัญที่เรากำลังเผชิญเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย คือ การพิสูจน์ให้ทุกคนได้รับรู้และยอมรับถึงคุณภาพที่ทัดเทียมและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลกของแบรนด์ไทยอย่างลัคกี้ เฟลม รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มทีมงานในการขายเพื่อเข้าถึงช่องทางขายต่างๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะร้านค้าตัวแทนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งในคุณภาพและบริการ และช่วยผลักดันยอดขายให้กับแบรนด์ลัคกี้ เฟลมได้มากขึ้น เนื่องจาก 65% ของการซื้อจะเกิดจากการตัดสินใจที่จุดขายเป็นหลัก ใกล้เคียงกับการมีโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ โดยเชื่อว่าทั้งการมีโปรดักต์ที่หลากหลาย และทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น จะทำให้บริษัทขยับการเติบโตได้ไม่ตำกว่า 8-10% ในแต่ละปี” 

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง แม้จะพบข้อมูลว่า อิทธิพลของความเชื่อมั่นในแบรนด์จะผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าในปัจจุบันลดลง เหลืออยู่เพียง 20-30% แต่ลัคกี้ เฟลม ก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพและการรักษาชื่อเสียงรวมทั้งความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์เอาไว้อย่างสูงสุดเช่นเดิม ไม่ได้ลดบทบาทหรือโฟกัสเรื่องเหล่านี้น้อยลงไปจากเดิม เพราะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยอย่าง ลัคกี้ เฟลม ยังคงอยู่รอดและแข็งแกร่งมาได้จนถึงทุกวันนี้

Photo Credit: Facebook Rinnai Thailand : Official Fanpage, Lucky Flame: Kitchen Tips