เอเยนซี่น้องใหม่ Dentsu GO Bangkok ตอบโจทย์ธุรกิจ ติดสปีดยอดขายให้ลูกค้า แบบ Last Mile

เดนท์สุ โก แบงค็อก (Dentsu Go Bangkok) เอเยนซี่น้องใหม่ในจากค่าย เดนท์สุ อีจิส เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) (Dentsu Aegis Network) หรือ (DAN) เผยกลยุทธ์ One Table Solution ด้วยทีมงานทุกคนสามารถเป็นโซลูชั่น ไดเร็คเตอร์ (Solution Director) และชูจุดเด่น “The Last Mile” สร้างยอดขายให้กับลูกค้า/แบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว 

เดนท์สุ โก แบงค็อก (Dentsu Go Bangkok) ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้บริการด้านการทำตลาดที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารูปแบบใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วมากขึ้น โดยมีการวางกลยุทธ์การสื่อสารและทำตลาดแบบครบวงจรแบบ 360 องศา (Integrated Marketing Communication 360 degree) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ณ จุดขาย หรือ The Last Mile ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ
ในขั้นสุดท้ายได้ทันท่วงทียิ่งขึ้น

ริวทาโร่ เซกิ Chief of Business Solution – เดนท์สุ โก แบงค็อก ในกลุ่มบริษัท เดนท์สุ อีจิส เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) (Dentsu Aegis Network) หรือ (DAN) เปิดเผยว่า จากการที่โลกพลิกโฉมจากยุคอนาล็อกเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริบทต่าง ๆ มากมาย ทั้งภาคธุรกิจ การทำตลาด ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภค สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องมีการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลง และมีบริการใหม่ ๆ ในด้านการทำตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

ล่าสุด กลุ่มบริษัท เดนท์สุ อีจิส เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) ได้จัดตั้ง เดนท์สุ โก แบงค็อก (Dentsu Go Bangkok) ขึ้น เพื่อให้บริการด้านการทำตลาดที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารูปแบบใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วมากขึ้น โดยมีการวางกลยุทธ์การสื่อสารและทำตลาดแบบครบวงจรแบบ 360 องศา (Integrated Marketing Communication 360 degree) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ณ จุดขาย หรือ The Last Mile ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อในขั้นสุดท้ายได้ทันท่วงทียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จุดแข็งของเดนท์สุ โก แบงค็อก คือมีบริการครบวงจรให้แก่ลูกค้า ตั้งแต่การวิจัยตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก จากนั้นนำไปต่อยอดพัฒนาแบรนด์ กระทั่งการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด เพื่อแจ้งเกิดสินค้า ทำให้ลูกค้ามาหาเราที่เดียวสามารถได้รับบริการที่จบครบครันได้อย่างดี

“เราให้ความสำคัญในการทำงาน ระดมสมองกับลูกค้าภายใต้การเป็นพันธมิตรหรือ Partner กัน เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับโจทย์ของธุรกิจ มองหาโอกาสและความท้าทายร่วมกัน ซึ่งทั้งหมดจะมีการหารือกันแบบ One Table Solution เพื่อให้เกิดนวัตกรรมหรือทางเลือกใหม่ ๆ ในการช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงจุด”

สำหรับเดนท์สุ โก แบงค็อก ไม่ได้มีบริการให้แก่ลูกค้าเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังวางแผนขยายบริการแก่ลูกค้าในตลาดอินโดจีน (Indo-China) ซึ่งได้แก่ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม เนื่องจากพบว่าลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทมีความต้องการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้า ขยายตลาดและปักหมุดสร้างแบรนด์ในตลาดระดับภูมิภาค (Regional) มากขึ้น

“เมื่อลูกค้าขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาค บริษัทไม่ได้ยกงานครีเอทีฟจากประเทศไทยไปใช้กับตลาดประเทศเพื่อนบ้านทันที แต่จะมีการประยุกต์กลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการเชิงลึกหรือ Insight ของผู้บริโภค กลุ่มเป้าหมายในท้องถิ่นของแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถครองใจตลาดได้”

ด้าน วิจักษณ์พงศ์ เจริญขวัญ General Manager, Business – เดนท์สุ โก แบงค็อก ในกลุ่มบริษัท เดนท์สุ อีจิส เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) กล่าวว่า เดนท์สุ โก แบงค็อก เกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ และทุกคนมีความสามารถพร้อมจะเป็น โซลูชั่น ไดเร็คเตอร์ (Solution Director) ให้กับลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟ ฝ่ายบริการลูกค้า (AE) เพื่อแก้ปัญหาและรองรับความต้องการของลูกค้า

“เรามีทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ประมาณ 20 คน ที่มีความสามารถในการขบคิดกลยุทธ์ทางการตลาดแบบ 360 องศา หรือ Integrated Marketing Communication ที่รวมทั้งหมด ซึ่งได้แก่ Above the line หรือ การโฆษณาทางโทรทัศน์ ป้ายบิลบอร์ด และการทำตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ Below the line ผ่านอีเว้นท์ โปรโมชั่นแคมเปญ ประชาสัมพันธ์ อินฟลูเอ็นเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง รวมถึงกิจกรรมการตลาดต่าง ๆ ณ จุดขาย และเราพร้อมทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อหาโซลูชั่นที่ดีที่สุด เพื่อช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถทำตลาดชนะใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้”

ด้าน นภเกตน์ ถวัลย์อรรณพ General Manager, Creative – เดนท์สุ โก แบงค็อก ในกลุ่มบริษัท เดนท์สุ อีจิส เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) เผยว่า เดนท์สุ โก แบงค็อก ต้องการสร้างความแตกต่างจากเอเยนซี่อื่น ๆ ในการให้บริการกลยุทธ์ การสื่อสารและทำตลาดให้แก่ลูกค้า เพราะปัจจุบันโลกในยุคดิจิทัลมีเปลี่ยนแปลงไปมาก การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น แบรนด์และสินค้าจึงจำเป็นต้องเคลื่อนตัวเร็วกว่าคนอื่นด้วย

ทั้งนี้ เดนท์สุ โก แบงค็อก จะก้าวไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับลูกค้า ด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่

1. Go with the power of Young Energy เพราะทีมงานของบริษัทเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่มี ความคิดสร้างสรรค์

2.Go with the complete integrated idea การบูรณาการความคิดสร้างสรรค์ที่ครบเครื่อง การ ทำแคมเปญแบบบูรณาการให้แก่ลูกค้าที่ไม่ใช่แค่โฆษณาอีกต่อไป

3.Go with one table solution development process การขบคิด ทำงานร่วมกันระหว่างเอเยนซี่ กับลูกค้ารวมถึงพันธมิตรบุคคลที่สามารถหาสาเหตุและแก้ปัญหาธุรกิจ สร้างการเติบโตไปด้วยกัน

4. Go in Japanese means 5 (Five) การร่วมมือระหว่างเอเยนซี่และลูกค้า เพื่อช่วยกันตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ

“ในยุคการสื่อสารบนโลกดิจิทัล เอเยนซี่ต้องมีการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วทันท่วงที (Real-time) และการที่เดนท์สุ โก แบงค็อก เป็นทีมงานที่มีขนาดกระชับ ทำให้สามารถทำงานได้ยืดหยุ่น รวดเร็ว ทำงานแบบโฟกัส จึงเป็นเรื่องง่ายในการทำงานตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การที่เรามีทีมงานครีเอทีฟและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรวมอยู่ในทีมเดียวกันยิ่งเพิ่มศักยภาพในการเจาะอินไซด์ผู้บริโภค คิดโซลูชั่นร่วมกันแบบ One Table Solution งานที่ออกมาจึงจะเป็นบูรณาการแบบองค์รวมตอบโจทย์ลูกค้าและตรงใจผู้บริโภคยุคนี้ยิ่งขึ้น”

สำหรับเดนท์สุ โก แบงค็อก เราดูแลกลุ่มลูกค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทชั้นนำด้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอินโดจีน อาทิ แบรนด์ ทีพอท, แมกโนเลีย, แมกโนเลียพลัสกิงโกะ, นมข้นคาร์เนชัน, นมสเตอริไลส์ ตราหมี, นมตราหมีโกลด์ บริษัท ยาคอบส์ ดาวเออร์ เอ็กเบิร์กส์ ทีเอช จำกัด (JACOBS DOUWE EGBERTS TH Ltd. หรือ JDE TH) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกาแฟ มอคโคน่า และ บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยดูแลในกลุ่มของ ซิซซ์เล่อร์ และ สเวนเซ่นส์

ในการขยายเดนท์สุ โก แบงค็อก บริษัทเปิดรับลูกค้าทุกรูปแบบ และจากการรุกธุรกิจดังกล่าว ต้องการผลักดันยอดขายในปี 2562 ให้เป็น 400 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในปี 2561 นี้จะมียอดขาย 200 ล้านบาท โดยจะสามารถเติบโตได้สูงถึง 100%