ผ่าแผนธุรกิจ SC ครึ่งปีหลัง ลุย Digital เต็มตัว “รู้ใจ” ทั้งนอก-ในองค์กร เพื่อเป้าหมายลูกบ้าน 1 ล้านราย ใน 2030

จาก Landscape การดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีคน 3 กลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ 1.Incumbent หรือ กลุ่มคนในอุตสาหกรรมอสังหาฯ  2.Start Up และ 3. Digital Giant  หรือ กลุ่มผู้ประกอบการดิจิทัล  ซึ่งทุกฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคปัจจุบัน เพื่อพัฒนา Platform และ Solution  ออกมารองรับ  ไม่ใช่แค่นำเสนอ  Products และ Services ในรูปแบบเดิมๆ เท่านั้น แตกต่างจากในอดีตซึ่ง มีเพียงคนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC  ต้องปรับ Vision สู่การเป็น Living Solutions Provider มอบที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งกับองค์กร ลูกค้าและสังคม ไม่ใช่แค่ Developer นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

การพัฒนา Platform และ Solution  ออกมารองรับความต้องการของลูกค้า  จะต้องตรงใจและตรงความต้องการของลูกค้า  ชนิดที่ “รู้ใจ” แบบไม่ต้องมานั่งค้นหาความต้องการกันอีก  ลูกค้าต้องยอมรับใน Products และ Solutions ที่มีให้ ไม่ต้องมาต่อเติมแต่งเพิ่ม  สินค้าสามารถขายได้ด้วยตัวเอง  การจะรู้ความต้องการของลูกค้าที่ถูกต้อง SC ใช้หลักคิด Human Centric มาพัฒนาออกเป็น Solutions เพื่อตอบโจทย์ลูกบ้านยุคดิจิทัล โดยมีเครื่องมือสำคัญ คือ กระบวนการจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Big Data

ทั้งนี้   SC มีเป้าหมายสำคัญ ที่กำหนดเป็น Vision  ภายในปี 2030 จะสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับให้ลูกค้าตื่นมาพบเช้าที่ดี หรือ  “For Good Morning”  ประเมินว่าในช่วงเวลาดังกล่าว  จะมีลูกบ้าน 1 ล้านคน หรือประมาณ ​3 แสนครอบครัว ที่อาศัยอยู่ในบ้าน SC ควรจะตื่นมาในเช้าที่ดี  ปัจจุบันมีฐานลูกบ้าน 16,000 ครอบครัว หรือประมาณ​ 50,000 คน

“ลูกบ้านควรจะตื่นมาในเช้าที่ดี  เพื่อเขาจะได้มีเวลาและพลังงาน  เอาไปทุ่มเทในสิ่งที่เขาอยากจะทำ เช่น ดูแลลูก และทำงานด้านต่างๆ  เชื่อว่าทุกคน มี purpose of living  มี mission  ที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา มันจะดีต่อโลกนี้  เรามีหน้าที่ออกแบบ Solution ที่ดีรู้ใจเขาให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องปวดหัวเรื่องที่อยู่อาศัย  ตรงนี้เป็น passion ของเรา ยอดขายก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว  เราคิด solution ไปให้ลูกค้า  บ้านเป็นหนึ่งใน solution ยังมีอื่นๆ ที่จะมา integrated  แล้วส่งมอบให้ลูกค้า  เช่น บ้านบวก Automation  บ้านบวก Healthcare  บางอย่าง หรือที่อยู่อาศัย บวก  Mobility  Service   เช่น  Smart Car เป็นต้น  มันเลยกลายเป็นที่อยู่อาศัยบวกอื่นๆ” คุณณัฐพงศ์  คุณากรวงศ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC  พูดถึงเป้าหมายของบริษัท

ในครึ่งปีหลังของปีนี้  SC  จึงเตรียมแผนงานเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย  การสร้างบ้านแบบ “รู้ใจ” อย่างแท้​จริงของลูกค้าออกมา

Big Data สู่การพัฒนา AI เพื่อที่อยู่อาศัย

ขั้นสุดของนำเอาเทคโนโลยีและดิจิตอลมาใช้ในวันนี้  คงต้องยกให้กับเทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์  ที่จะใช้ความฉลาดของตัวมันเองวิเคราะห์ข้อมูลหา  Solution ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิต   วันนี้กระบวนการใช้ Big Data ของ SC อาจจะยังไปไม่ถึงตรงนั้น  เพราะเพิ่งเริ่มต้นทำงานในเฟสแรก  คือ การวางโครงสร้าง Infrastructure เพื่อการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพ จาก Analog  เข้าสู่ระบบ Digital ซึ่งน่าจะใช้เวลา 1-2 ปีกว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์  ซึ่งปัจจุบันมีทีมงานในส่วน Data Center 10 คน สำหรับการทำงานด้านวางระบบ  และ Data Analytic เพื่อเตรียมไปสู่การใช้ AI ช่วยดำเนินธุรกิจ

“ส่วนการหาข้อมูลภายนอกองค์กร  จะร่วมมือกับพันธมิตร ที่มีความเชี่ยวชาญการทำ Data Analytic  สุดท้ายจะออกมาเป็นโจทย์​ ให้เราไปหา Solution ให้ลูกค้า เช่น โปรเจ็กต์  Township  ที่ร่วมกับ redex  ซึ่งเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.บางมด) เขาจะทำวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค   จากการสังเกต  การวิจัย การเข้าไปมีส่วนร่วม ถอดข้อมูลออกมา เป็นไดอะแกรม แล้วถอดออกมาเป็นความต้องการของลูกค้า  และเอาโจทย์เหล่านั้นให้ดีไซนเนอร์ของ SC ทำ Solution ออกมา บางครั้งอาจจะออกมาในรูปแบบสถาปัตยกรรม  บางครั้งอาจจะเป็นรูปแบบ Solution” คุณัฐพงศ์  เล่าถึงแนวทางการใช้ประโยชน์ของ Big Data

ครึ่งปีหลังเดินหน้าลุยดิจิทัล

 

-เปิดตัว Applications “Baan Rue Jai” (บ้านรู้ใจ)  สำหรับใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างลูกบ้านและบริษัท   เบื้องต้นมี 4 ฟีเจอร์  ได้แก่ 1. News & Tips 2. Event & Services 3.Home Care Services  4. ‘One-on-One’ Conversation  อนาคตจะมีระบบ Chat Bot ออกมารองรับกับการบริการลูกค้าและลูกบ้านด้วย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาให้สมบูรณ์

-นำหุ่นยนต์มาใช้ในโปรเจ็กต์ Township บางกระดี  เพื่อตอบโจทย์ Solution ในเรื่อง Mobility ทั้งเรื่องการจัดส่งคนหรือสิ่งของ  และยังจะเข้ามาดูเรื่องระบบความปลอดภัย ในจุดที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้  ทำให้ลูกบ้านมีวิถีชีวิตดีขึ้น  คิดง่ายๆ โครงการมีขนาดกว่า 200 ไร่ ลูกบ้านเดินทางจากท้ายโครงการมาหน้าโครงการวัดระยะ 2 กิโลเมตรแล้ว  ตอนนี้คิดชื่อหุ่นยนต์ตัวนี้อยู่  อาจจะใช้ชื่อ “รู้ใจ” เหมือนกับแอพพลิเคชั่น  โดยหุ่นยนต์ที่จะนำมาใช้เป็นความร่วมมือกับพันธมิตร  ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ เบื้องต้นนำมาใช้ดูแลพื้นที่ 2 โครงการในโปรเจ็กต์ Township เป็นการนำร่อง ก่อนขยายไปยังโปรเจ็กต์อื่นๆ

-HR Digital  เป็นการปรับระบบการบริหารงานบุคคลให้เข้าสู่ยุคดิจิตอล   โดยเตรียมเปิดใช้  Application “SC in one” ช่วงไตรมาส 4   เพื่อจัดเก็บข้อมูลเข้าสู่ Big Data  อาทิ การจัดเก็บข้อมูล “ขาด ลา มาสาย” การลงเวลาทำงานผ่าน Application  การจัดส่งข้อมูล เอกสาร และยังจะมีฟีเจอร์คล้าย Facebook Group  ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้  พูดคุยระหว่างคนในองค์กร  ตอนนี้อยู่ในขั้นทดลองใช้งาน  HR Digital ยังเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงาน  เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานด้วย HR Digital   จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างบรรยากาศให้คนรุ่นใหม่อยากมาทำงานด้วย

-Home Automation  ระบบบ้านอัจฉริยะ เป็นการทำงานร่วมกับ “AIS” และ “Fire One One” พัฒนาระบบ Home Automation  อาทิ การให้บริการ Nasket เพื่ออำนวยความสะดวกในการช้อปปิ้งออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งเริ่มต้นทดสอบกับโปรเจ็กต์ เดอะ เจนทริ (The Gentry) พระราม 9 เป็นแห่งแรก ก่อนพัฒนาไปยังโปรเจ็กต์อื่นๆ ต่อไป

Re-Culture & OKR เครื่องมือสร้างยอดสู่เป้าหมาย

การบริหารงานภายใน  เป็นอีกเรื่องสำคัญที่  SC เห็นว่า ถ้าจะทำธุรกิจให้ได้ตามเป้า และเติบโตแบบยั่งยืน  คนในองค์กรต้องมองเห็นและคิดไปในทางเดียวกัน  Re-Culture เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ  ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับ Slingshot Group เพื่อปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ตอบโจทย์  ด้วยการเอาสิ่งดีไว้และเปลี่ยนแปลงบางอย่างไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น  สิ่งสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรใหม่  ต้องตอบ Vision ขององค์กร เช่น รู้ใจลูกค้า เข้าใจลูกค้า

ไม่เพียงแค่ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กร  แนวทางการบริหารก็สำคัญ  ไตรมาสที่ผ่านมา “คุณณัฐพงศ์” ได้นำเอาเครื่องมือการบริหารงาน  คือ OKR (Objective Key Result) มาใช้บริหารงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ  แนวทางของ OKR  เป็นการตั้ง Objective ขององค์กร และระบุถึง Key Result ที่จะเกิดขึ้นไม่เกิน 5 ข้อ  แล้วสื่อสาร Objective ไปสู่คนในองค์กรทุกระดับ ทั้งรูปแบบ Top-Down และ Down-Top เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างคนในองค์กรไปสู่หมาย  การนำเอา OKR มาใช้  จะเป็นเครื่องมือทำให้ Performance  เพิ่มสูงขึ้น  เพราะจะมีทบทวนและประเมินเป้าหมายในทุกเดือน  ตอนนี้หลายองค์กรเริ่มนำเครื่องมือนี้มาใช้กันแล้ว

ครึ่งปีหลังเปิด 1 New Brand & 15 New Projects

สำหรับแผนธุรกิจช่วงครึ่งปีหลัง เตรียมเปิด 15 โครงการใหม่ เป็นโครงการคอนโดมิเนียม 1 แห่ง ได้แก่ โครงการแชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น มูลค่า 1,700 ล้านบาท ราคาขายประมาณ 3-5 ล้านบาท  ส่วนที่เหลืออีก 14 โครงการ เป็นรูปแบบบ้านเดี่ยว10 โครงการ ระดับราคา 3-60 ล้านบาท ทาวน์โฮม 2 โครงการ ระดับราคา 2-10 ล้านบาทและ โฮมออฟฟิศ 1 โครงการ ระดับราคา 2-10 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งหมด  13,300 ล้านบาท   ซึ่งโปรเจ็กต์ที่เปิดตัวครึ่งปีหลัง มีโครงการแบรนด์ใหม่ “V Compound”  กับโครงการวี คอมพาวด์ ราชพฤกษ์–ปิ่นเกล้า  บ้านและทาวน์โฮม ระดับราคา 3-7ล้านบาท ซึ่งแบรนด์ใหม่จะเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่

ในปีนี้ SC วางงบซื้อที่ดินไว้ที่ 7,000 ล้านบาท ยังเหลืองบอีก 40% เพื่อใช้ในช่วงครึ่งปีหลัง  ส่วนผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวม 6,652 ล้านบาท เติบโต 44% แบ่งเป็นรายได้จากโครงการแนวราบ 4,522 ล้านบาท เติบโต 49% และเป็นรายได้จากการขายคอนโดฯ 1,701 ล้านบาท เติบโต 49% มีกำไรช่วงครึ่งปีแรก 704 ล้านบาท เติบโต 107%  ด้วย 2 สาเหตุหลัก คือ  มีรายได้เติบโตทั้งแนวราบและแนวสูง โดยเริ่มโอนคอนโดฯ SALADAENG ONE  ในไตรมาส 2 และการบริหารค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ  ทั้งด้านการตลาด ด้วยรายได้ที่เติบโต 49% แต่มีค่าใช้จ่ายการตลาดลดลง 13% โดยได้มีการทำ JBP (Joint Business Partner) กับ Google และใช้การตลาดออนไลน์สูงกว่าปีที่ผ่านมาเกือบ 100% พร้อมกับค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการแนวราบเฉลี่ยลดลง 15%

สำหรับยอดขายรวมครึ่งปีแรกเท่ากับ 7,235 ล้านบาท โดยมาจากแนวราบและแนวสูงในสัดส่วน 70% และ 30% ซึ่งปัจจุบัน SC มีโครงการเปิดขายรวมทั้งสิ้น 51 โครงการ มูลค่ารวม 47,000 ล้านบาท แบ่งเป็น  15 โครงการใหม่ มูลค่า 15,000  ล้านบาท และโครงการต่อเนื่อง 36  โครงการ มูลค่า 32,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขาย รอโอน (Backlog) มูลค่า 10,730 ล้านบาท โดย 45% จะรับรู้รายได้ในปีนี้ทำให้มั่นใจว่าจะทำยอดขายและรายได้เป็นไปตามป้าหมายมูลค่า 17,000 ล้านบาท