มาทีหลังต้องจัดหนัก! 5 วิถีการตลาดของ Haier สร้างยอดขายโตสวนตลาด ในวันที่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าติดลบ 3%


ภาพลักษณ์สินค้าจีนในอดีตที่ผ่านมา  คนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าเป็นสินค้าคุณภาพไม่ดี   คุณภาพยังสู้สินค้าจากชาติตะวันตกไม่ได้  หรือแม้แต่ในภูมิภาคเดียวกันก็ยังทำได้ไม่ดีเท่า  ไม่ว่าจะเป็นสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้  แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา  สินค้าจากประเทศจีนได้รับการพัฒนาและยกระดับให้ดีขึ้นมาก  รวมถึงการได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้น  จนมีแบรนด์ชั้นนำติดตลาดโลกให้เห็นก็หลายแบรนด์  และแทบจะทุกกลุ่มสินค้า  พี่จีนก็พัฒนาและทำได้ไม่น้อยหน้าแบรนด์ต่างๆ ในโลกเลย

สำหรับแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “ไฮเออร์” (Haier) ก็เป็นอีกแบรนด์เติบโตได้เป็นอย่างดีท่ามกลางกระแสความเชื่อของผู้บริโภคที่เปิดรับมากขึ้น  จนปี 2560 ที่ผ่านมา  แบรนด์ไฮเออร์  ได้รับการยอมรับให้เป็น 1 ใน  50 แบรนด์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก จากการจัดอันดับโดย World Brand Lab และบริษัท ไฮเออร์​อิเล็กทรอนิกส์ กรุ๊ป จำกัด  ที่อยู่ในกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ก็เข้าจดทะเบียนอยู่ในตาดหลักทรัพย์ฮ่องกง  ส่วนบริษัท Qingdao Haier ก็เข้าจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เชี่ยงไฮ้ เป็นที่เรียบร้อย  ที่สำคัญสินค้าของไฮเออร์  สามารถเข้าทำตาดไปแล้วกว่า 100 ประเทศทั่วโลก  ในปี 2015  สามารถทำรายได้มาก 30,300 ล้านเหรียญสหรัฐ  และมีกำไร 2,890 ล้านเหรียญสหรัฐ

- Advertisement -

ส่วนประเทศไทย  กลุ่มบริษัทไฮเออร์ ได้เข้ามาทำการศึกษาตลาดก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2545  ก่อนที่จะตกลงใจซื้อกิจการโรงงานของบริษัท ซันโย ยูนิเวอร์แซล ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ในปี 2550 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท  ไฮเออร์ อีเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด รวมทั้งบริษัทขายของตัวเอง คือ บริษัท ไฮเออร์​อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์​(ประเทศไทย) จำกัด ส่งผลให้ไฮเออร์มีฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์  ฐานการผลิต และบริษัทขายของตัวเองในประเทศไทย ตามกลยุทธ์​ 3 in 1 Locolization

มูฟเร็ว และจัดหนัก

ทิศทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ไฮเออร์ในปีนี้  ยังคงมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมายสำคัญ  คือ ยอดขาย 4,000 ล้านบาท หรือเติบโตในอัตรา 48% ซึ่งช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา  ถือว่าไฮเออร์ทำผลประกอบการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้  โดยมียอดขาย 2,000 ล้านบาท  เติบโตกว่า 20%

และการจะเดินหน้าสู่เป้าหมายนั้น ในครึ่งปีแรกของปีนี้ “ไฮเออร์” ลุยหนัก 5 เรื่อง

1.ทุ่มเม็ดเงินทำตลาดมากขึ้นอีก 40% จากปีที่ผ่านมา จากปกติปีใช้งบประมาณในส่วนนี้ เฉลี่ย 100-200 ล้านบาทต่อปี

2.เม็ดเงินที่ใส่มานี้ ใช้ไปกับการสร้างการรับรู้(Brand Awareness) ด้วยการทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ (TVC) และสื่อต่างๆ

3.ใช้ Presenter Strategy ดึง  “บอย ปกรณ์” มาเป็น Presenter  ซึ่งปีนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  ที่ใช้ Presenter มาช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์  และ Brand Awareness ทำให้สินค้าได้รับการรับรู้มากขึ้น จนส่งผลทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

4.Products Strategy เปิดตัวสินค้าก่อนคู่แข่ง  และเป็นสินค้าที่มีจุดขายที่ชัดเจน  โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องปรับอากาศที่ในครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายได้ดี  เพราะเปิดตัวตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา  พร้อมกับทำการตลาดอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์  ซึ่งก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูกาลขายและก่อนที่คู่แข่งจะเปิดตัวสินค้าออกมาทำตลาด  ขณะที่สินค้าใหม่มีจุดขายที่คู่แข่งไม่มี  อาทิ  ฟังก์ชั่นทำความสะอาดตัวเอง หรือ Self Cleaning รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่หลากหลายเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคด้วย

5.Distibution Strategy  การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีดีลเลอร์ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของแบรนด์ไฮเออร์ 400-500 ราย คิดเป็นสัดส่วน 90% ขณะที่ช่องทางโมเดิร์นเทรด มีสัดส่วน 10% บริษัทยังคงเดินหน้าที่จะขยายช่องทางโมเดิร์นเทรดให้เพิ่มมากขึ้น และการขยายช่องทางอีคอมเมิร์ซเพิ่ม  ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรอีก 2 ราย จากปัจจุบันจำหน่ายสินค้าผ่าน Lazada

สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง  มร.จาง เจิ้งฮุ้ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า  มีกลยุทธ์สำคัญไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่ กลุ่มตู้เย็น รุ่น NAVICOOLING ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย กลุ่มเครื่องซักผ้า 10 รุ่น  แบ่งเป็นฝาหน้า 6 รุ่น และฝาบน 4 รุ่น โดยมีจุดเด่นในรุ่น Front Load 525 series ที่ดีไซน์ฝาประตูขนาดใหญ่ที่สุด กว้างถึง 525 มม. พร้อมช่องใส่ผ้าขนาดใหญ่ กว้าง 360 มม.แก้ปัญหาเครื่องซักผ้าไม่สามารถใส่ผ้าขนาดใหญ่ได้  เป็นต้น

นอกจากนี้  จากการที่กลุ่มไฮเออร์ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท จีอี (GE) ในสหรัฐอเมริกา และบริษัท ฟิชเชอร์แอนด์พายเคิล​ (Fisher & Paykel) ประเทศนิวซีแลนด์  ส่งผลให้บริษัทมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการพัฒนาสินค้าใหม่ออกมาทำตลาด  ซึ่งในประเทศไทยได้วางแผนจะนำเอาสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ในครัว ได้แก่ เครื่องทอดไร้น้ำมัน  เตาแก๊ซ และเครื่องดูดควัน  เข้ามาทำตลาดในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับทิศทางตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีหลัง  ประเมินว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว หรือใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรกที่ตลาดติดลบ 3%  ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของสินค้าในบริษัทแบ่งออกเป็นกลุ่มแอร์สัดส่วน  55% กลุ่มตู้เย็น สัดส่วน 20% กลุ่มเครื่องซักผ้าสัดส่วน 20% และอื่นๆ อีก  5%

และปัจจุบันสินค้ากลุ่มตู้เย็นของไฮเออร์มีส่วนแบ่งการตลาด 8%  เพิ่มจากช่วงก่อนหน้าที่มีประมาณ​  5%  เฉพาะกลุ่มสินค้าตู้เย็นแบบ side by side ไฮเออร์มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 20% อยู่ในอันดับที่ 2 ของตลาด   กลุ่มแอร์มีส่วนแบ่งการตลาด  6-7%  บริษัทตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปีมีส่วนแบ่งการตลาด 12-15% หรือติดอันดับอยู่ท็อป 5 ส่วนอีก 3 ปีข้างหน้าตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งกาตลาดเป็น 30%  และกลุ่มเครื่องซักผ้าส่วนแบ่งตลาด  5%  ตั้งเป้าสิ้นปี 10%  และในอนาคตตั้งเป้าให้เป็นอันดับ 1  ด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 30%  โดยปัจจุบันแบรนด์แอลจีและซัมซุงเป็นผู้นำตลาด