สงคราม AI ของ 2 ชาติ สหรัฐอเมริกา Vs จีน ชั่วโมงนี้ใครได้เปรียบ

0

ตอนนี้จีนดูเหมือนจะทำผลงานได้ดีกับอุตสาหกรรม AI ที่กำลังวิ่งตามผู้นำตลาดอย่างสหรัฐฯ ไปติดๆ Eric Schmidt อดีต CEO Google คาดการณ์ว่าจีนจะแซงสหรัฐเพื่อไปเป็นกองกำลังหลักของโลกภายในปี 2030 แต่ก็น่าแปลกใจที่รัฐบาลจีนได้ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลให้กับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและเด็ดเดี่ยว

ถึงจุดหนึ่งเราเชื่อว่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจะเป็นปัจจัยชี้นำในการกำหนดความกล้าหาญของอุตสาหกรรม AI ของประเทศ นอกเหนือจากการลงทุนอันมหาศาลของภาครัฐและเอกชนแล้ว จีนยังมีข้อมูลจำนวนมาก มีสมองจำนวนมาก และมีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ที่ส่งผลให้มีลูกค้าจำนวนมาก เมื่อมองจากมุมนี้ การขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจในเร็วๆ นี้ของจีนถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล 

คุณภาพอยู่เหนือปริมาณ เอ๊ะ…แต่ปริมาณก็สำคัญนะ 

เป็นเรื่องจริงที่ชาวจีนใช้โทรศัพท์มือถือในการชำระค่าสินค้ามากกว่าชาวอเมริกันถึง 50 เท่าและออเดอร์การจัดส่งอาหารก็มีมากกว่าสหรัฐฯ 10 เท่า ข้อมูลทั้งหมดนี้จึงมีไว้ให้ใช้สำหรับการฝึกอบรมระบบ AI ในประเทศจีน ขนาดและปริมาณจะเปิดประตูสู่โอกาสที่ดี

The Economist ฉบับเดือนมีนาคมแย้งว่า “เป็นเรื่องธรรมชาติของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วโดยมีวัฒนธรรมที่สนุกกับการสำรวจและค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ” บทความนี้กล่าวอ้างว่าจำนวนนักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ในประเทศและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 800 ล้านคนในประเทศจีนเป็นข้อได้เปรียบ

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังคงยากที่จะกล่าวได้ว่าจีนแซงหน้าสหรัฐฯ ในแง่ของ AI ที่มีคุณภาพในอนาคตอันใกล้นี้ และต่อไปนี้เป็นเหตุผลสำคัญ 4 ข้อที่จะทำให้มันเป็นเช่นนั้น

Lack of global appeal

จีนก็ไม่ต่างจากประเทศในเอเชียอื่นๆ ที่ไม่มีประสบการณ์เพียงพอในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่ายกับผู้ใช้ทั่วโลกในแบบที่ Google, Facebook และ Amazon ทำ

ในแง่ของการทำงานจีนมีบริการซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยมมากมาย แต่ก็ต้องพยายามอย่างหนักมากมาในการขยายตลาดไปทั่วโลกนอกเหนือจากในจีน ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่เกาหลีและญี่ปุ่นกำลังเผชิญ

A lot of datasets don’t guarantee high-quality AI

ข้อมูลเป็นเพียงทรัพยากรอย่างเดียวที่พวกเขามี ท้ายที่สุดแล้วอย่างที่เราเห็นได้ชัดจากบริการแปลภาษาที่มีอยู่และข้อบกพร่องของพวกเขา ข้อสรุปจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งหมายถึงความสามารถในการหาเหตุผลอย่างอิสระ มีความคิดตั้งต้นและการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ข้อมูลที่มีอยู่ช่วยไม่ได้ นี่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบ Machine Learning ที่จะมีผลในอนาคต

A lot of “brains” don’t guarantee high-quality AI either

การมีสมองจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI คุณภาพสูง ในความเป็นจริงวิศวกรเก่งๆ ด้าน AI คุณภาพสูงที่มีอยู่ในโลกส่วนใหญ่เติบโตอยู่นอกจีน ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และแคนาดา

บทความจาก Nature (วารสารวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ) ฉบับเดือนมกราคมระบุชัดเจนว่า หากจีนมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำระดับโลกในด้าน AI จะต้องมีแรงงานที่มีทักษะสูงจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ยังไม่มี

Local market-binding mentality

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในประเทศจีนมองไปที่ตลาดในประเทศและไม่ได้วางแผนที่จะไปไกลกว่านั้น เพราะในบ้านของพวกเขาเองก็มีธุรกิจมากมายให้ทำ ตลาดของจีนมีขนาดใหญ่มากพอที่บริษัทของชาวท้องถิ่นจะสามารถเกิดและเติบโตได้ จนกลายเป็นผู้มั่งคั่งร่ำรวย และในที่สุดจะช่วยให้ผู้ก่อตั้งสามารถออกไปใช้ชีวิตสบายๆ ได้ในระยะเวลา 10 ถึง 20 ปีโดยไม่ต้องมองไปถึงเรื่องการออกนอกประเทศเลย

ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจีนจึงจะไม่สามารถจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกอย่างแท้จริงในสาย AI ได้ จีนยังจำเป็นต้องใช้ Soft Power ในการรวบรวมวัฒนธรรม ความคิด และสภาพแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและแรงบันดาลใจที่มนุษย์สร้างขึ้นเสียก่อน

อย่างไรก็ตามสำหรับนักวิเคราะห์บางคนกลับบอกมองว่า “ผู้นำ AI” เป็นการเสียเวลาเปล่า เพราะการเอาแต่มานั่งคิดว่าใครจะเจ๋งกว่าใครอาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น เนื่องจากในปัจจุบันบริษัทต่างก็ดำเนินงานของตัวเองไปทั่วโลกและข้ามพรมแดนอยู่ที่ไหนก็ใช้ได้เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เป็นผู้สร้างเทคโนโลยี AI ยังพยายามทำตัวเองให้ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เรื่อยๆ

ท้ายที่สุดแล้วประเทศและรัฐบาลต่างๆ ที่จะเป็นผู้นำด้าน AI จะเริ่มมีบทบาทและเปิดกว้างมากขึ้นในการสร้างระบบนิเวศและแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นได้และนั่นน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ตอนนี้เราต้องดูว่าจีนจะสามารถก้าวจากการเป็นผู้เรียนที่ดีไปสู่การเป็นผู้ริเริ่มที่ดีได้หรือไม่ ในการทำเช่นนี้จึงควรรู้ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นการเริ่มต้นเพื่อการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา

Source

แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM