เปิด 3 กลยุทธ์ของนิสสันจากปาก “อันตวน บาร์เตส” ประธาน นิสสัน ประเทศไทย ในวันที่เผชิญหน้าความท้าทาย

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณอันตวน บาร์เตส ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีคิวบรรยายพิเศษให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สุวรรณภูมิ ในหัวข้อ Nissan “Innovative that EXCTIES” ซึ่งทาง BrandBuffet ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังบรรยายในครั้งนี้ด้วย และพบว่าในโลกของความท้าทายในอุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบันนี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย และสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้

3 กลยุทธ์ เอาใจผู้บริโภค

คุณอันตวนเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า หลังจากเรียนจบเขาก็เริ่มต้นทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ในช่วงเวลานั้นมีแต่คนบอกเขาว่าไปทำงานไอทีดีกว่า แต่เขาก็เลือกที่จะทำงานในวงการนี้ และหลังจากคลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์มานานถึง 18 ปี และอยู่กับนิสสัน 15 ปี เขาพบว่าเสน่ห์วงการนี้เป็นเรื่องของการคิดถึง “วิสัยทัศน์แห่งอนาคต” อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับสิ่งที่เขาจะเล่าให้ฟังในวันนี้ ซึ่งก็คงต้องเป็นนักศึกษาที่ฟังอยู่นี่แหละ ที่จะเป็นผู้ที่ตอบคำถามได้ว่า ในอนาคตเรื่องเหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่ เขาบอกได้เพียงแค่ว่า แนวคิดหลักของการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนิสสันประเทศไทย และตัวเขาเองก็คือ “การตลาด คือการที่แบรนด์ต้องจับเอาโปรดักท์ที่ถูกต้อง มาเจอกับความต้องการ เทียบเท่ากับความคาดหวังของผู้คน ในเวลาและสถานที่ๆ เหมาะสมสอดคล้องกันทั้งหมด” และคอนเซ็ปท์ที่เขาสรุปรวบยอดมาทั้งหมดนี้ให้ดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาพยายามผลักดันมัน ด้วย 3 กลยุทธ์ที่มีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ดังต่อไปนี้

  1. นำยานยนต์ที่ถูกต้องตรงตามคุณค่าที่คนต้องการมาให้กับผู้บริโภคคนไทย

“เรามีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากๆ ว่าจะนำรถยนต์ที่เหมาะสมมาให้คนไทย” เพราะว่าตลาดประเทศไทยเป็นพื้นที่ๆ สำคัญอย่างมาก เมื่อเทียบกับระดับโลก ถึงแม้ว่าจะมันยาก เพราะเวลาที่เราพูดถึงอุตสาหกรรมนี้ ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่เราพูดถึงการลงทุนระดับ 1 หมื่นล้านเหรียญ ยิ่งผลิตมากเท่าไหร่ ยิ่งขายได้มากเท่าไหร่ ยิ่งการตลาดทำหน้าที่ได้ขนาดไหน ก็ยิ่งเป็นผลดีกับบริษัทในภาพรวม และตลาดในประเทศไทยก็มีศักยภาพอย่างมาก ดังนั้นเราก็ต้องมั่นใจว่าเรารักษาศักยภาพนี้เอาไว้ได้

  1. การทำงานร่วมกับผู้จำหน่าย

คุณอันตวน เล่าว่า “เน็ตเวิร์ค” เป็นเรื่องที่สำคัญอีกอย่างในธุรกิจนี้ เพราะเป็นธุรกิจที่แบรนด์ไม่ได้ขายสินค้าโดยตรงให้กับผู้บริโภคขั้นสุดท้าย แต่เป็นเรื่องของ Dealer หรือว่า Distributor จัดการเรื่องนี้ ดังนั้นเราจึงต้องทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความสมดุลในตลาด และสร้างความพึงพอใจให้กับทั้งลูกค้าและเครือข่ายของเรา ดังนั้นที่ผ่านมานิสสันจึงลงทุนมากมายในกิจกรรมด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นการมองหาว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริโภค

  1. การใช้ประโยชน์จากศูนย์วิจัยระดับภูมิภาคและโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย

เพื่อตอบคำถามให้ได้ถ่องแท้ว่า รถยนต์ที่เราเลือกมาตรงกับความต้องการของตลาดจริงๆ เพราะว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้ ความยืดหยุ่นอาจจะมีไม่มากขนาดนั้น อาจจะต้องทำตามเทรนด์ของโลกบ้างในบางที อย่างไรก็ตาม นิสสันมีโรงงานที่บางนา-ตราด และศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มีเม็ดเงินลงทุนกว่าหมื่นล้าน เพื่อให้มั่นใจว่ารถยนต์ที่ผลิตมาตรงกับความต้องการของคนไทยจริง

เรื่องสนุกและความจริงเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า กับรถยนต์ไร้คนขับ

นอกจากจะเล่าเรื่องวิสัยทัศน์ขององค์กรแล้ว คุณอันตวนยังพูดคุยเรื่องของเทรนด์รถยนต์ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนิสสันก็มีแผนจะเปิดตัว นิสสัน ลีฟ (Nissan LEAF) ภายในปีปฏิทินหน้า รวมทั้งเรื่องรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติที่กำลังฮิตๆ กัน โดยคุณอันตวนอธิบายให้ฟังชัดๆ อย่างสนุกว่า

“ใครจะคิดว่ารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับที่ผู้ขับขี่ เพียงแค่กดปุ่มด้วยปลายนิ้ว และสามารถนั่งพักผ่อนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หลังพวงมาลัยได้จนถึงจุดหมายปลายทางนั้นใกล้จะเป็นความจริงแล้ว ซึ่งในขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและการทดลองเพื่อให้  รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีที่สุด เมื่อถูกนำออกมาใช้จะเกิดความปลอดภัยมากขึ้นทั้งกับผู้ขับและผู้คนบนท้องถนน

นอกจากนี้ในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า  นิสสันคือผู้เล่นรายแรกในตลาดที่วางจำหน่ายรถยนต์ นิสสัน ลีฟ  เป็นรายแรกที่บุกสู่ตลาดแมส ตั้งแต่เมื่อ 7  ปีก่อน!!! และกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำยอดขายสูงที่สุดในโลก

“การเข้าตลาดก่อนก็ทำให้เราได้เรียนรู้ก่อน และเราใช้ช่วงเวลาดังกล่าวรับฟีดแบ็กของลูกค้า แล้วนำมาปรับปรุงในทุกๆ เรื่อง ทั้งดีไซน์, เรื่องราวของวิศวกรรม เราใช้เวลาถึง 7 ปี จนกลายมาเป็น นิสสัน ลีฟเจเนอเรชั่น 2 ซึ่งวางจำหน่ายแล้วที่ญี่ปุ่นและกำลังจะมาขายในประเทศไทยต่อไป ซึ่งเราบอกได้เลยว่าเราอยู่ในจุดที่ยินดีอย่างยิ่งที่จะมีผู้เล่นเข้ามาในเซกเมนต์นี้มากขึ้น เพราะยิ่งเข้ามาเท่าไหร่ก็แปลว่ายิ่งช่วยกันทำให้ตลาดเติบโต เรายินดีต้อนรับคู่แข่งทุกราย ตราบเท่าที่เรายังคงความได้เปรียบทางการแข่งขันเอาไว้”

เขายังเล่าเรื่องที่อังกฤษและนอร์เวย์ว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่นั่นมีส่วนช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค เมื่อชาร์จไฟฟ้าในช่วงเวลากลางคืนซึ่งค่าไฟถูกกว่าเวลากลางวัน แล้วนำมาวิ่งในเวลากลางวัน ทำให้เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายโดยละเอียดแล้ว เมื่อใช้รถไปนานๆ อาจทำให้ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้คุ้มค่ากว่าการใช้พลังงานวิธีอื่นๆ

รถยนต์ในอนาคตไม่ใช่แค่เปลี่ยนเรื่องการขับขี่ แต่เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต

และจากการที่รถยนต์มีนวัตกรรมนำไปสู่ “ความเปลี่ยนแปลงของการขับและการใช้ชีวิต” รถยนต์ไฟฟ้าจะกักเก็บไฟได้ดียิ่งขึ้นและวิ่งได้ไกลขึ้น โดยรถยนต์นิสสัน ลีฟ เจเนอเรชั่นที่ 2 มีความสามารถในการวิ่งสูงสุดถึง 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และผู้ขับขี่บางคนอาจสามารถใช้งานได้นานถึง 1 สัปดาห์ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง (ตัวเลขจากการทดลองในญี่ปุ่น) โดยราคาของรถยนต์ไฟฟ้าก็จะจับต้องได้มากขึ้น

หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ทำให้ผู้ขับสามารถทำกิจกรรมอื่นระหว่างขับรถ นั่นทำให้การใช้เวลาของผู้คนเปลี่ยนไป รวมทั้งกลุ่มผู้สูงอายุที่พวกเขาจะสามารถเดินทางไว้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่การออกแบบให้การใช้งานไม่ซับซ้อนด้วย และเป้าหมายสูงสุดของรถประเภทนี้ก็คือ ลดอุบัติเหตุซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดจากนิสัยของคน เทคโนโลยีเหล่านี้จะมาช่วยให้อุบัติเหตุบนท้องถนนกลายเป็นศูนย์

ทั้งนี้การที่รถยนต์ไฟฟ้าจะแจ้งเกิดได้จริงในตลาดหรือไม่ ก็ต้องการ 2 ประเด็นผลักดันหลักๆ 2 เรื่อง 1. ความสำคัญที่มีกับสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งต้องอาศัยโฆษณามาช่วยสร้างการรับรู้และความตระหนัก 2.โปรโมชั่นหรือสิทธิ์พิเศษบางอย่าง

ทั้งหมดนี้คือวิสัยทัศน์จากประสบการณ์ในการมองอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งจากวันนี้ และอนาคตอันใกล้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ สำหรับตลาดเมืองไทย คุณอันตวน ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ในตลาดของประเทศที่เติบโตแล้วอัตราการครอบครองรถโดยเฉลี่ยดีกว่าประเทศไทยเป็นอย่างมาก ขณะที่ประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด 1 ครอบครัว มีรถเพียงแค่คันเดียว นั่นทำให้ยังคงเป็นโอกาสอันสดใสของนิสสันที่จะสามารถเติบโตในประเทศไทยได้ต่อไป