4 วิธีชุบชีวิตและปรับตัว “ธุรกิจ” ให้ “รอด” ในยุคดิจิทัล

0

โลกธุรกิจในยุคปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทัน หรือยังทำได้ไม่ดีพอ ก็ถูกกลืนหายไปจากโลกอย่างรวดเร็ว

ลองคิดดูสิว่า…แม้แต่อาณาจักรใหญ่ ๆ ยังไม่อาจต้านทานอำนาจของการเปลี่ยนแปลง และสามารถล่มสลายได้ภายในพริบตา แม้จะสร้างมาอย่างยาวนานและมั่นคงเพียงใดก็ตาม แล้วนับประสาอะไรกับธุรกิจเล็ก ๆ ของเราที่กำลังโดนล้อมหน้าล้อมหลัง ในสงครามธุรกิจที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่ง

โลกเปลี่ยน ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยน

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีหลายอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย อย่างวงการเพลงเองก็ต้องเปลี่ยนจากการขายอัลบั้มมาเป็นการทัวร์คอนเสิร์ต หรือจัด Event ต่าง ๆ แทน ส่วนนิตยสารดัง ๆ ที่ก่อตั้งมาเนิ่นนานตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ก็เริ่มทยอยปิดตัวลงไปทีละฉบับ หรือบางฉบับก็ต้องปรับตัวโดยการย้ายมาอยู่ใน Website หรืออินเทอร์เน็ตกันหมด แม้กระทั่งธุรกิจที่ดูจะมั่นคง มีหน้ามีตาอย่างธนาคาร ซึ่งมีทั้งสาขาเล็กและใหญ่ โดยหลาย ๆ สาขาเองก็ยังทยอยปิด ทยอยลดสาขาลง จนปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 25% ของจำนวนที่เคยมี เพราะผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็หันไปเลือกใช้ช่องทางที่สะดวกสบายกว่าและใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา อย่าง Internet Banking แทน

ในอนาคตอันใกล้นี้กลุ่ม Generation Y และ Z จะกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากกว่า 50% ของประเทศ เพราะพวกเขาจะเติบโตเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรง และอย่างที่เราพอจะทราบกันดีว่า คนกลุ่มนี้คุ้นชินกับการจับจ่ายใช้สอยผ่านสมาร์ตโฟนหรืออินเทอร์เน็ต แม้แต่กลุ่ม Generation อื่น ๆ เองก็ต้องปรับตัวหันมาใช้สมาร์ตโฟนกันมากขึ้น ดังนั้นการทำธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยตามไปด้วย

หากใครยังมองไม่เห็นภาพว่า เราควรจะต้องเริ่มปรับตัวไปในทิศทางทางใด ก็อาจจะต้องลองเริ่มมองจาก 4 แนวทางต่อไปนี้

1)  จาก Vision >> เปลี่ยนเป็น Digital Idea

แต่เดิมการวางแผนงานล่วงหน้า 10 ปี เป็นสิ่งที่ธุรกิจจำเป็นต้องทำ แต่ในปัจจุบันนี้ การวางแผน 2 ปี อาจจะดูยาวนานเกินไปเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุก ๆ วินาที ในทุก ๆ ครั้งที่เราหายใจ ใครที่เร็วกว่า ใครที่แม่นยำกว่า นั่นแหละคือ “ผู้ชนะ” เพราะฉะนั้นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเติบโตได้ในยุคนี้ จึงต้องเป็นธุรกิจที่มีการวางแผนที่ยืดหยุ่น คือสามารถวางแผนและปรับเปลี่ยนแผนใหม่ เพื่อให้ก้าวนำโลกและตามทันโลกได้ทุกวัน

คนที่มัวแต่มองหาที่ตั้งห้างสรรพสินค้า หรือ Community Mall แห่งใหม่ และต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาทกับระยะเวลาอีกนานนับสิบ ๆ ปีกว่าจะได้กำไร แต่กับอีกคนที่สร้าง Application ดี ๆ อย่าง Instagram โดยใช้เวลาในการสร้างเพียงแค่ 2 ปี ด้วยพนักงานเพียงแค่ 13 คน กลับสามารถขายกิจการให้กับ Facebook และได้รับเงิน 30,000 ล้านบาท สบายไปตลอดชีวิต แบบไม่ต้องออกแรงเยอะ เพียงแค่มี Digital Idea

2) จาก Strategy >> เปลี่ยนเป็น Digital Strategy

นักวางกลยุทธ์ยุคเก่าอาจต้องยอมรับว่า กลยุทธ์แบบเดิมที่เคยใช้ได้ดี อาจจะใช้ไม่ได้ผลในยุคนี้ เนื่องจากกลุ่มคน ความคิด ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ และเครื่องมือในการสร้างธุรกิจนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างถูกย้ายมาอยู่ในดิจิทัลเกือบจะทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่นักวางกลยุทธ์ยุคนี้ต้องทำ คือ การเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านั้นให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้กลยุทธ์ที่เฉียบคมและพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

กว่าที่เราจะเดินไปธนาคาร กว่าจะต่อคิว กว่าจะได้โอนเงิน เราต้องใช้เวลากว่า 30 นาที แต่ปัจจุบันนี้มี Application ช่วยให้คุณโอนเงิน และทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที หรือในอดีตเวลาจะจองโรงแรมในต่างประเทศแต่ละครั้งก็ต้องหาชื่อในสมุดหน้าเหลือง จากนั้นก็ต้องโทรไปจอง กว่าจะได้โรงแรมก็หมดเวลาไป 3 วัน แต่พอมาเจอ Agoda.com / Booking.comhotels.com / tripadvisor.com รวมทั้ง Trivago และสารพัด Application ในการจองโรงแรมทุกอย่างก็ดูง่ายดาย เพียงคลิก จอง จ่าย คุณก็จะได้โรงแรมที่ชอบภายในเวลาไม่กี่นาที

คุณรู้ไหมว่า รายได้การจองโรงแรมผ่านทุก Application รวมกันมากถึง แสนล้านบาทต่อปี สมมติว่า แต่ละ Application ได้รับค่า Fee ขั้นต่ำ 5% จากยอดสองแสนล้านบาทต่อปี นั่นก็แสดงว่าจะมีรายได้  เหยียบหมื่นล้านบาท โดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างอาณาจักรเหมือนธุรกิจรุ่นพ่อเรา

3) จาก Traditional Sales >> เปลี่ยนเป็น Digital Platform

การวางแผนธุรกิจแบบเก่าอาจจะล้าสมัยเกินไป การวิเคราะห์รายละเอียดต่าง ๆ ของธุรกิจ ทั้งตัวลูกค้า จุดแข็งและจุดอ่อนของเราอาจเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การยึดติดกับแผน หรือวิธีการแบบเดิม อาจจะดูไร้ประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่เราต้องยอมรับแล้วว่า ทุกวันคือการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ  ดังนั้นเราจะเลือกปรับตัวให้ก้าวทัน หรือจะยอมจำนนให้กับโลกที่เปลี่ยนไป

แผนงานขายในโลกเก่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลายเป็นล้าสมัยไปทันที เพราะทุกอย่างเปลี่ยนเป็น Digital Platform ไปหมด อย่างเช่น การเรียกแท็กซีแบบเดิมถูก Grab Taxi เข้ามาถล่มด้วย Digital Platform หรือ การซื้อเสื้อผ้าแบบที่ต้องไปลองตามห้างสรรพสินค้า ได้เปลี่ยนเป็นการซื้อเสื้อผ้าผ่าน Online โดยเฉพาะกับคน Gen Y ที่แม้ไม่ได้ลองเสื้อผ้าก็สามารถคลิกสั่งซื้อและจ่ายเงินได้ในทันที

4) จาก Brand Strategy >> เปลี่ยนเป็น Digital Brand Strategy

กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์เองก็เช่นกัน หากเรายังใช้กลยุทธ์เดิมที่สอนกันต่อ ๆ มาตั้งแต่หลายสิบ ปีก่อน แบรนด์ของเราก็อาจเติบโตได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพและไม่สามารถติดตลาดในยุคนี้ได้ เช่น การวางแผนสร้างแบรนด์ ด้วย สื่อ TV หนังสือพิมพ์ ป้ายบิลบอร์ด ติดโฆษณาในลิฟท์ ในห้างสรรพสินค้า กลายเป็นเรื่องที่ไม่เวิร์กแล้ว เพราะคนไม่เงยหน้ามองลิฟท์ มัวแต่จ้องโทรศัพท์วันละ 4 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมาถอดรื้อโครงสร้าง ปรับวิธีคิดในการสร้างแบรนด์กันใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้อง กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน “เพราะธุรกิจที่ปรับตัว คือ ธุรกิจที่อยู่รอด”

Welcome to Digital Age

เรื่องราวธุรกิจในโลกดิจิตอลยังมีมากมาย หากคุณอยากที่จะเรียนรู้ และปรับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแข็งแกร่ง หลักสูตร Business Strategy in Digital Age (กลยุทธ์ธุรกิจในยุคดิจิทัล) และ Future Business War Camp (สงครามกลยุทธ์ ธุรกิจในโลกอนาคต) ดำเนินการสอนโดย ดำรงค์ พิณคุณ ที่ปรึกษาและนักเขียนด้านธุรกิจและการตลาด**

สิ่งที่จะได้รับจากหลักสูตร Business Strategy in Digital Age (BS)

1.) การวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ

2.) Key Success Factor ของธุรกิจ

3.) ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล

4.) Product Paradox Thinking

5.) กลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าในยุคดิจิทัล

6.) Sales Funnel in Digital Age

7.) Vision ในการสร้างธุรกิจในยุค Digital

8.) Why Customer Buy

 

สิ่งที่จะได้รับจากหลักสูตร Future Business War Camp (BW)

1.) สร้างคุณค่าให้สินค้า (Digital value) เพื่อให้ลูกค้ายินดีจ่าย

2.) ธุรกิจการแข่งขันในโลกอนาคต (Future Business)

3.) ไอเดียธุรกิจและหลักการบริหารอย่างมืออาชีพ

4.) การออกแบบโมเดลธุรกิจอย่างสร้างสรรค์

5.) เคล็ดลับในการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)

6.) กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจเชิงรุกและกลยุทธ์เชิงรับ

7.) กลยุทธ์และทักษะธุรกิจในยุคดิจิทัล

8.) หลักการขยายธุรกิจให้เติบโตและมีกำไรในโลกอนาคต (Future Vision)

รายละเอียดหลักสูตร

  • Business Strategy in Digital Age (BS)

หลักสูตร 2 วันเต็ม (28-29 เม.ย. 2561)

เพียง 39,000 บาท (จากราคาปกติ 89,000 บาท)

  • Future Business War Camp (BW) @หัวหิน จ.เพชรบุรี

หลักสูตรเข้มข้น 4 วัน 3 คืน (12-15 ก.ค. 2561)

เพียง 89,000 บาท (จากราคาปกติ 149,000 บาท)

สิทธิพิเศษ! สำรองที่นั่งผ่านทาง Line@ : @damrongpinkoon

หากสำรองที่นั่งทั้ง 2 หลักสูตร จ่ายเพียง 89,000 บาท!!

สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งทาง  

โทร. 088 555 2455

Line@: @damrongpinkoon หรือ คลิกที่ >>> https://line.me/R/ti/p/%40damrongpinkoon

ติดตามข่าวสารและความรู้ในแวดวงธุรกิจได้ที่ facebook.com/damrongpinkoon/

 

**อาจารย์ดำรงค์ พิณคุณ  : นักคิด นักเขียน นักกลยุทธ์การตลาด

ผู้ก่อตั้งบริษัทเก้าอี้นวดไฟฟ้าเรสเตอร์ อาจารย์ประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจตั้งแต่อายุ 26 ปี ด้วยเงินลงทุนเพียง 3 แสนบาท และมีรายได้ 100 ล้านบาท ก่อนอายุ 30 ปี นอกจากนี้อาจารย์ยังเป็นนักเขียนที่มีผลงานมากกว่า 60 ปก ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และแปลเป็นภาษาอื่น ๆ อีกมากมาย

[ Advertorial ]