ปลุกกระแสใหม่ผิวสวยสไตล์สาวไต้หวัน ดร.ซิ้งค์ (DR.Cink) สกินแคร์มาแรง บุกตลาดสกินแคร์ไทย [PR]

จากภาพรวมตลาดความงามในไทย ในเซกเมนต์ของผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare)  มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 46% ตลาดดูแลผิวพรรณเติบโตถึง 6% โดยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเป็นตลาดที่ใหญ่ด้วยสัดส่วนมากกว่า 3 ใน 4 ของตลาดรวมทั้งหมด เห็นได้ชัดว่ากลุ่มสกินแคร์ ยังถือครองส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, เครื่องสำอาง (เมคอัพ), ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย และน้ำหอม ตามลำดับ ประกอบกับตอนนี้กระแสของธุรกิจความงาม กำลังมาแรงทั่วทุกมุมโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดในประเทศไทยที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด แม้มีการแข่งขันสูงแต่ก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยบวกจากผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพและความงามทั้งภายในและภายนอกกันมากขึ้น ธุรกิจกลุ่มสกินแคร์ก็กำลังมาแรงทั้งตลาดบนและตลาดล่างประกอบกับผู้บริโภคเริ่มคำนึงถึงการดูแลผิวพรรณในระยะยาวมากกว่าการสนใจเรื่องความงามภายนอกเพียงอย่างเดียว

นางสาวหลิว อิ้น เฉิน กรรมการผู้จัดการ “ดร.ซิ้งค์” (DR.Cink) ผลิตภัณฑ์สกินแคร์แบรนด์ยอดนิยมยอดขายอันดับหนึ่งในไต้หวัน เปิดเผยว่า “แบรนด์ได้ดำเนินธุรกิจมากว่า 5 ปี ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไต้หวันในฐานะแบรนด์ความงามอันดับหนึ่ง ที่มียอดขาย 100 ล้านบาทต่อปี นับเป็นเคาเตอร์แบรนด์คุณภาพเยี่ยมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วทั้งประเทศ จากที่ประสบความสำเร็จในประเทศมาแล้ว จึงอยากขยายฐานลูกค้าเพิ่ม โดยมองเห็นโอกาสการลงทุนตลาดความงามไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากตลาดรวมที่เห็นประเทศไทยนับว่าน่าลงทุนอย่างยิ่ง เศรษฐกิจของไทยก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมีพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจที่โดดเด่น อีกทั้งภาพรวมตลาดความงามในไทยมีมูลค่ารวมหลายพันล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในตลาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มอาเซียนก็ว่าได้ นอกจากนี้สภาวะแวดล้อมทางอากาศระหว่างไทยกับไต้หวัน มีความคล้ายคลึงกัน ทำให้คนไทยสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่คิดค้นมาแล้วว่าใช้ได้กับทุกสภาพผิวได้โดยไม่ต้องกังวล”

“ปัจจุบันได้นำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทยผ่านทาง บริษัท อิ้น เฉิน เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งถือเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม โดยผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าและจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเซรั่มที่เน้นเพิ่มความชุ่มชื้น ปลุกความสดชื่นและมีชีวิตชีวาให้ผิว ประกอบด้วย Hydrating Serum, Long-lasting Extreme Moisturizing Cream, Brightening Moisturizing Lotion, Powerful Moisturizing Cream 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย ประกอบด้วยครีมบำรุง Royal Jelly Anti-aging Cream และ Intensive Renewal Serum 3.ไวท์เทนนิ่ง เพื่อผิวกระจ่างใส มีตั้งแต่ Ultimate Whitening Cream, Whitening Complexing Serum และIntensive Whitening Lotion 4.ผลิตภัณฑ์ควบคุมความมันและรักษาสิว ซึ่งมาในรูปแบบของ Face Cleanser ก็คือ Crystal Deep Cleansing Purifying Gel ทำความสะอาดผิวที่มีส่วนผสมลับคือ สารสกัดจากเมล็ดอัลมอนด์ ช่วยปรับสมดุลและปกป้องผิวในตัวเดียวกัน”

“จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีความหลากหลายที่เหมาะสมกับทุกสภาพผิวและทุกปัญหาผิว ซึ่งครบครันในทุกขั้นตอนของการดูแลผิวหน้า เน้นในเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากตอนนี้คนไทยหันไปใช้ผลิตภัณฑ์ skincare บางตัว ที่ผลิตกันเองหรือผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ  เพราะต้องการเห็นผลอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายเป็นอย่างมาก เราต้องการทำการตลาดที่สื่อให้คนไทยหันมาสนใจความงามในระยะยาว โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ธุรกิจเครื่องสำอางก็เป็นที่นิยมในตลาดเมืองไทย จนทำให้บางคนสนใจแต่ภายนอก ลืมขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือการดูแลผิวพรรณของตัวเองขั้นพื้นฐานก่อนการแต่งหน้า”

นางสาวเทพสวรินทร์ ตะเพียรทอง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวเสริมว่า “ในส่วนการผลิตนั้น ทุกผลิตภัณฑ์ผลิตในประเทศไต้หวัน ผ่านการวิจัยเลือกใช้ส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพและสูตรผสมที่จดทะเบียนสิทธิบัตรโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเภสัชกรผู้ชำนาญการ จากนั้นจึงมอบหมายให้โรงงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMPC จากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิต โดยจะต้องผ่านการทดสอบแล้วถึงเริ่มลงมือวิจัยและผลิต ดังนั้นในทุกผลิตภัณฑ์จึงมีจุดเด่น ด้วยส่วนผสมชั้นเยี่ยมคำนึงถึงการดูแลผิวพรรณในระยะยาว สามารถผสมกับผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ หรือใช้ร่วมกันได้”

กลยุทธ์การตลาดปีแรกของการเปิดตัว เราวางแผนทำการตลาดและโฆษณาให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์ ว่าคือใคร มาจากไหน ซึ่งจะเน้นการตลาดผ่านช่องทางการออนไลน์ในทุกรูปแบบ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้ทั้ง Website, Facebook, Line และ ช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ได้ไม่ยาก เนื่องจากได้เล็งเห็นความสำคัญของช่องทางออนไลน์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่องทางที่ง่ายและสะดวกต่อผู้บริโภคในยุคดิจิตอลเป็นที่สุด ซึ่งตรงนี้เราได้เตรียมงบการตลาดและโฆษณาไว้ประมาณ 20 ล้านบาท สำหรับทำการตลาดออนไลน์เป็นหลัก โดยตั้งเป้ายอดขายในประเทศไทยปีนี้อยู่ที่ 30 ล้านบาท

“นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนเรื่องช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยแบรนด์มีเป้าหมายที่จะเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าในขั้นต่อไปจะมุ่งทำการตลาดทั้ง Above-the-Line” และ “Below-the-Line” เพื่อขยายฐานลูกค้าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มคนยุคใหม่ที่รักการดูแลตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์ที่เน้นความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น มองว่าสื่อสารผ่านทาง Online และ Offline เป็นสิ่งสำคัญต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้คนไทยได้รู้จักและจำภาพแบรนด์ที่เป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์คุณภาพดี ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี ใช้แล้วปลอดภัย ในราคาที่เข้าถึงได้ คาดว่าภายใน 3 ปี แบรนด์จะมี Flagship Store และขึ้นแท่นเป็น Counter Brand ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศไทยได้อย่างแน่นอน” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวปิดท้าย

วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ www.drcink.shop หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการลูกค้า 02-115-1117