HomeInsightนักวิเคราะห์เตือน! ไทยอย่าเสพติดรายได้การท่องเที่ยวมากไป เสี่ยงสูง-รายได้ไม่กระจายทั่วประเทศ

นักวิเคราะห์เตือน! ไทยอย่าเสพติดรายได้การท่องเที่ยวมากไป เสี่ยงสูง-รายได้ไม่กระจายทั่วประเทศ

แชร์ :

Photo Credit : Facebook Loveaholic เที่ยวอยู่ได้

ในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อในประเทศซบเซา หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ตลาดแรงงานชะลอตัว และภาคการเกษตรของไทย ยังเผชิญกับราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัจจัยเหล่านี้ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และการค้าการลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์ที่มืดมน รัฐบาลหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ด้วยนโยบายด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เดินทางเข้ามาเที่ยวไทย

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

มาตรการด้านการท่องเที่ยวดังกล่าว ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในเชิงรายได้ โดยในปี 2559 ประเทศไทยมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 2.52 ล้านล้านบาท ขณะที่ในปี 2560 ยอดนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไทย สูงเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 35 ล้านคน และทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 2.7 ล้านล้านบาท

สำหรับในปี 2561 รัฐบาลตั้งเป้าประเทศไทยจะมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยว แตะระดับกว่า 3 ล้านล้านบาท รวมทั้งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า 37 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน !!!

มองมุมหนึ่ง “ภาคการท่องเที่ยว” เปรียบเสมือน “อัศวินขี่ม้าขาว” ที่เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ไม่ให้แย่ไปกว่านี้ แต่ถ้ามองในอีกมิติหนึ่ง แท้ที่จริงแล้วการส่งเสริม “การท่องเที่ยวไทย” สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายรายได้เข้าสู่ทุกจังหวัด และลงลึกถึงระดับชุมชนทั่วประเทศได้จริงหรือ ?! อีกทั้งหากมองภาพในระยะยาวแล้ว การพึ่งพารายได้จากท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก จะสร้างความ “มั่นคง” ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้จริงหรือไม่ ?!?

“ท่องเที่ยว” มาแรงต่อเนื่อง แต่ระวังปัจจัยเสี่ยง-รายได้กระจุก ไม่กระจายตัว

“ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี” หรือ “TMB Analytics” เผยเศรษฐกิจไทยปี 2561 มีแนวโน้มขยายตัว 4.2% สูงขึ้นจากมุมมองเดิมที่ 3.8% สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งมากขึ้น โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย 4.2% มาจากภาคการท่องเที่ยว 2% สะท้อนให้เห็นว่า “การท่องเที่ยวไทย” ยังคงเป็นภาคบริการที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้หนึ่งในรายได้หลักของประเทศไทยมาจากการท่องเที่ยว แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง จะพบว่าที่ผ่านมาไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากไป ซึ่งต้องตระหนักใน 2 ประเด็น คือ

1. ภาคการท่องเที่ยวมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากผันผวนตามสถานการณ์บ้านเมือง ทุกวันนี้จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในไทยทั้งหมด มากถึง 70% เป็นนักท่องเที่ยวจาก 3 กลุ่ม คือ คนจีน, คนจากประเทศเอเชียตะวันออก เช่น ฮ่องกง เกาหลี และไต้หวัน, คนอาเซียน โดยนักท่องเที่ยวทั้ง 3 กลุ่มนี้ มีความผันผวนในการเปลี่ยน หรือยกเลิกทริปการเดินทางค่อนข้างง่ายกว่านักท่องเที่ยวจากชาติแถบยุโรป และอเมริกา ซึ่งนักท่องเที่ยวจากยุโรป และอเมริกา เวลาจะมาเที่ยวเมืองไทย จะวางแผนล่วงหน้าเป็นปี และไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เขายังคงเดินทางมาตามแผนที่ได้วางไว้

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจีน, ฮ่องกง, เกาหลี, ไต้หวัน และจากอาเซียน ด้วยความที่ประเทศใกล้ไทย เวลามีเหตุการณ์ที่อ่อนไหวเกิดขึ้นในไทย เขาจะยกเลิกทริปทันที นั่นหมายความว่า รายได้การท่องเที่ยวของไทยส่วนหนึ่งจะหายไปทันที ถึงแม้ปัจจัยนี้จะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยเท่าไรนัก แต่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่หากเกิดขึ้นแล้วย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยได้มากเช่นกัน

2. รายได้การท่องเที่ยวไทย ไม่ได้กระจายตัวอย่างแท้จริง จากการศึกษาของ “TMB Analytics” พบว่ารายได้จาก “นักท่องเที่ยวต่างประเทศ” คิดเป็น 65% ของรายได้การท่องเที่ยวไทยทั้งหมด หรือประมาณ 1.64 ล้านล้านบาท จากเม็ดเงินการท่องเที่ยวของไทยโดยรวมเมื่อปี 2559 อยู่ที่ 2.52 ล้านล้านบาท

เม็ดเงินรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดูแล้วเป็นมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่าเม็ดเงินจำนวนดังกล่าว โดยหลักแล้วกลับกระจุกตัวอยู่แค่ 4 จังหวัดของไทย (1.31 ล้านล้านบาท) ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต
นั่นหมายความว่าการที่ภาครัฐใช้มาตรการด้านการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในความเป็นจริงแล้วกลับกระจุกตัวเฉพาะบางจังหวัด บางพื้นที่ เม็ดเงินไม่ได้กระจายตัวทั่วประเทศอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบรายได้การท่องเที่ยวจาก “คนไทย” อยู่ที่ 0.88 ล้านล้านบาท โดยกระจายตัวกว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ถึงอย่างไรยังเป็นการกระจายตัวตามจังหวัดท่องเที่ยวใน 17 จังหวัดเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมทั่วประเทศ

คุณนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร “TMB Analytics” ย้ำว่า “ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้เสพติดรายได้จากการท่องเที่ยวมากเกินไป เพราะภาคการท่องเที่ยวก็มีปัจจัยเสี่ยง ที่หากเกิดขึ้นแล้ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศได้เช่นกัน”

กรณีศึกษา : นักท่องเที่ยวล้นเกาะสิมิลัน 

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เรามักจะเห็นภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไปพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ของไทย โดยล้นเกินกว่าสถานที่นั้นๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จะรองรับไหว อย่างล่าสุดในโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพจาก Facebook Page : Loveaholic เที่ยวอยู่ได้ ได้โพสต์ข้อความและภาพนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเที่ยวเกาะสิมิลัน

Photo Credit : Facebook Loveaholic เที่ยวอยู่ได้

โดยในเวลาต่อมา “ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และ รองคณะบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความบน Facebook  : Thon Thamrongnawasawat ต่อกรณีจำนวนนักท่องเที่ยวล้นเกินสถานที่ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

ผมเคยบอกเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวล้นทะเลไปหลายครั้งแล้ว และมีข่าวเรื่องแบบนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกาะสิมิลันที่จำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งขึ้นเรื่อย ต่อจากนี้คือการอธิบายแบบสรุปครับ

1. จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นตลอด จาก 34 ล้านในปีที่แล้ว จะเป็นมากกว่า 37 ล้านในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีไม่มีหยุด

ในปี 2573 เราอาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 70 ล้านหรือกว่านั้น

2. นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.5 ไปทะเลครับ ยิ่งจำนวนเพิ่ม สัดส่วนยิ่งเพิ่ม ปีนี้อาจมีนทท.ต่างชาติไปทะเล 28 ล้าน

3. เกาะเรามีอยู่เท่านี้ เมื่อปิดเกาะหนึ่ง ก็ไปโป่งอีกเกาะหนึ่ง วนไปเรื่อยตราบใดที่นทท.โดยรวมมีแต่เพิ่มกับเพิ่ม

4. เราชะลอตัวเลขโดยรวมได้ไหม ? คำตอบคือผมยังไม่เห็นแวว สนามบินภูเก็ตก็ขยาย ยังจะมีโครงการอีกหลากหลายที่ส่งนทท.มาฝั่งอันดามัน เช่น เรือสำราญ รถไฟท่องเที่ยว

5. ทำไมเราต้องทำเช่นนั้น ? เพราะรายได้ท่องเที่ยวเกิน 1 ใน 5 ของ gdp ประเทศนี้ ไม่มีใครกล้าขวาง

6. โครงการกระจายนทท.ไปเมืองรอง ฯลฯ ทำได้ไหม ? คำตอบคือได้บ้าง แต่ยังห่างไกลกับคำว่าสำเร็จหรือช่วยบรรเทาแหล่งท่องเที่ยวหลัก

แล้วเราควรทำอย่างไรล่ะ ?

1. แผนปฏิรูปประเทศกำหนดดัชนีความเสียหายปะการังให้ลดน้อยลง ทุกหน่วยต้องหาทางทำให้ได้ ไม่งั้นคณะปฏิรูปคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามที่กม.ปฏิรูประบุไว้

2. ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดตัวเลขเพดานจำนวนนทท.ต่างชาติไปอุทยานทางทะเล (ปัจจับัน 4.9 ล้าน เพดานที่ 6 ล้าน แต่อาจต้องปรับ)

3. คงต้องเริ่มเร่งการกำหนดเพดานนทท.ในอุทยานที่มีคนล้น เช่น พีพี สิมิลัน ฯลฯ และหาทางหยุดคนไว้ที่เพดานให้ได้

4. ต้องยกระดับการดูแลโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้เพียงพอ ก็ต้องใช้การกำหนดเพดานจำนวนคนไปก่อน

5. การดูแลผลประโยชน์ให้อยู่ในมือคนไทย และการลดความเหลื่อมล้ำ แชร์ประโยชน์ให้ใกล้เคียงกัน เป็นเรื่องต้องทำเร่งด่วน ในแผนปฏิรูปเขียนไว้แล้ว แต่ท่าทางจะช้า

เราต้องจัดการอย่างเฉียบขาดกับเรือและผู้ประกอบผิดกม. โดยเฉพาะเรื่องของต่างชาติ ฝากท่านผู้ว่าพังงาด้วยครับ ส่งกำลังลงไปเสริม ตรวจให้เข้ม จัดให้หนัก ก็น่าจะดีขึ้นบ้าง

6. เรื่องเพดานนักท่องเที่ยวโดยรวม อุทยานเองก็คงทราบดี คนอุทยานที่เก่งด้านนี้ก็มีหลายคน ขึ้นกับว่าจะเอาจริงไหม กล้าต้านกระแสท่องเที่ยวหรือไม่ ?

7. เกาะนอกเขตอุทยาน ทะเลอยู่ในความดูแลของกรมทะเล คนก็ล้นหลายเกาะ แล้วจะทำอย่างไรดี ? กรมทะเลคงต้องเร่งหามาตรการ

8. สัปดาห์นี้ประชุมทะเลแห่งชาติ มีทั้งท่านรองนายกฯและท่านรมต. ผมจะเสนอประเด็นนี้ครับ

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นถ้อยคำ แต่ถ้าคนล้นจนท่วม จะทำยังไงก็ดูแลไม่ไหว

ผมเข้าใจและเห็นใจกรมอุทยาน กรมทะเลและเจ้าหน้าที่ทุกคน เราเป็นฝ่ายตั้งรับเพื่อรายได้ของชาติมาตลอด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็คงตั้งรับอย่างเดียวไม่ไหว

คงใกล้เวลาต้องเลือกว่าจะเอาทรัพยากรหรือจะเอาใจรายได้จากการท่องเที่ยวแล้วครับ

ขอบคุณเจ้าของกระทู้ผู้ช่วยจุดประเด็นเรื่องนี้อีกครั้งครับ

Photo Credit : Facebook Loveaholic เที่ยวอยู่ได้


“ภาคส่งออก – ลงทุนจากเอกชน” ขยายตัว ส่วน “ภาครัฐ” อัดฉีดเงินลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์ แต่จับตาการเมืองไทย

นอกจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเติบโตแล้ว “TMB Analytics” วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวหนุนปริมาณการค้าโลกให้ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าความต้องการสินค้าโลกจะเติบโต 4% จะเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทยให้ขยายตัวได้ 4.8% และโดยเฉลี่ยมูลค่าการส่งออกของไทยจะอยู่ที่เดือนละไม่ต่ำกว่า 20.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้เศรษฐกิจในประเทศ มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง คาดว่าจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น

นอกจากนี้มีการลงทุนจากภาครัฐที่คาดกว่าจะขยายตัว 12% เมื่อพิจารณาจากงบลงทุนของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจที่รวมแล้วแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท เป็นระดับที่สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา

รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง เช่น มอเตอร์เวย์เส้นทางพัทยา-มาบตาพุด รถไฟรางคู่เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น และเร่งการลงทุนด้านคมนาคมทุกมิติ เพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น ขยายถนน ขยายช่องทางการจราจร และโครงข่ายถนนสายรองในพื้นที่ภาคตะวันออก ขณะเดียวกันในภาคอุตสาหกรรมก็จะเห็นอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง

“ด้วยความที่การลงทุนภาครัฐ เป็นงบลงทุนสูง และปีนี้ถือเป็นปีที่ภาครัฐใช้เม็ดเงินสูงสุดในประวัติการณ์ เพราะฉะนั้นระบบเศรษฐกิจไทย จึงมีความหวังอยู่ที่นั่นเยอะ แต่ขณะเดียวกันมีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะถ้าในที่สุดแล้ว ภาครัฐเบิกจ่ายไม่ได้ตามที่วางแผนไว้ เม็ดเงินจะไม่ไหวเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ความนิ่งของการเมืองเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” คุณนริศ ขยายความเพิ่มเติม

จ้างงาน-รายได้ครัวเรือนไทย ยังน่าเป็นห่วง !!

สำหรับการภาคบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มทรงตัว โดยขยายตัว 3.0% จากปัจจัยสนับสนุนการบริโภคที่ยังไม่เข้มแข็ง ทั้งรายได้นอกภาคการเกษตร และรายได้ภาคการเกษตร หรืออีกนัยหนึ่งคือ เศรษฐกิจในภาพรวมขยายตัวดีต่อเนื่อง แต่การส่งผ่านผลดีไปยังการจ้างงาน และรายได้ครัวเรือนยังไม่เข้มแข็ง

สะท้อนจากการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งมีการจ้างงานคิดเป็น 70% ของการจ้างงานรวม ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่ปรับลดลง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในภาคการผลิต และภาคก่อสร้าง อีกทั้งอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน และในส่วนของรายได้เกษตร พบว่าราคาสินค้าเกษตรโดยรวม ถูกกดดันจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ยกเว้นราคายางพาราที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้ภาพรวมรายได้เกษตรกรในปี 2561 ยังไม่ขยายตัว ฉุดกำลังซื้อ และการบริโภค


แชร์ :

You may also like