10 เรื่องน่ารู้ “Chupa Chups” แปลงร่างจาก “อมยิ้ม” สุดคลาสสิก สู่ “ครีมอาบน้ำ-ครีมบำรุงผิว”

ทุกวันนี้ตลาด Personal Care หรือผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในไทย Fragment มากขึ้น ทั้งในแง่แบรนด์ ที่มีทั้งแบรนด์เก่าที่อยู่ในตลาดมานาน เน้นเจาะตลาดแมส และแบรนด์ใหม่ ที่เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค รวมถึงจุดขาย และคอนเซ็ปต์สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น นี่จึงทำให้สีสันการแข่งขันของตลาด Personal Care ไม่เคยจางหาย…

ล่าสุด “Chupa Chups” แบรนด์ลูกอมอายุกว่า 60 ปี วันนี้ได้แตก Category ใหม่ที่เรียกว่าข้ามจาก “ของกิน” มาสู่ “ของใช้” กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) ที่ตามเป้าหมายต้องการขยายโปรดักต์ไลน์ให้ครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า (Head to Toe)

เรามาทำความรู้จัก “Chupa Chups” ที่เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลกันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

1. Chupa Chups เป็นแบรนด์ลูกอมแบบ “Lollipop” หรือที่คนไทยเรียกว่า “อมยิ้ม” ของบริษัท Perfetti Van Melle จากประเทศสเปน ทำตลาดมาแล้วกว่า 60 ปี มีวางจำหน่ายทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งในด้านภาพลักษณ์ และคาแรกเตอร์ ที่เด่นเรื่องกลิ่น และความสนุกสนาน ทำให้ไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์นี้ ถึงแม้เคยกินเมื่อครั้งวัยเด็ก โตมาแล้ว ห่างหายไป แต่เมื่อเอ่ยถึงอมยิ้มแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ยัง Remind ถึง Chupa Chups เสมอ

สำหรับจุดเริ่มต้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Personal Care ประเทศไทยถือเป็นที่แรกของโลกที่ “Chupa Chups” มีสินค้าดูแลส่วนบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับผิวกาย ทั้งของเด็ก และผู้ใหญ่ โดย “บริษัท เทค แอนด์ แคร์ คอนเซ็ปต์ จำกัด” ได้ลิขสิทธิ์แบรนด์ ในการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Personal Care

ด้วยความโดดเด่นในภาพลักษณ์ และคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว ทำให้การขยายออกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ Personal Care ครั้งนี้ จึงมีความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาดที่ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ในการสื่อสารแบรนด์ คาแรกเตอร์ หรือปั้นภาพลักษณ์สินค้าตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตามนอกจากไทยแล้ว ปัจจุบันในอิตาลี ก็มีผู้ได้ลิขสิทธิ์ในแบรนด์เช่นกัน แต่ตลาดที่นั่น ทำสินค้า Personal Care เฉพาะกลุ่มเด็กเท่านั้น

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Personal Care “เทค แอนด์ แคร์ คอนเซ็ปต์” ได้นำกลิ่นความเป็น Lolipop เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Chupa Chups มาพัฒนาเป็นสูตร กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมหวานน่ากิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Don’t eat me กินไม่ได้เหมือนลูกอม แต่ทำให้คุณน่ากินได้”

โดยผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวออกสู่ตลาดมี 4 กลิ่น ได้แก่
– Chupa Chups : So Cool กลิ่นโคล่า หอมเย็นซ่าสะใจ
– Chupa Chups : So Sweet กลิ่นสตรอเบอร์รี่ หอมหวานเกินห้ามใจ
– Chupa Chups : Let’s Relax กลิ่นแอปเปิ้ลเขียว หอมสดชื่นผ่อนคลาย
– Chupa Chups : Choco Mint กลิ่นช็อคโกแลตมิ้นท์ หอมเท่ ไม่ซ้ำใคร

3. ภายใต้ผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 กลิ่นดังกล่าว ได้ถูกพัฒนาออกเป็น 3 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ กลุ่มครีบอาบน้ำ (Bath & Shower), กลุ่มครีมทาผิว (Body Lotion) และกลุ่มครีมบำรุงมือและเล็บ นอกจากนี้ช่วงไตรมาส 4 จะออกผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผม (Hair Care)

พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Aloha Series ซึ่งเป็นโลชั่นเซรั่ม 2 กลุ่ม คือ กลิ่น Vanilla Paradise และ กลิ่น Pina Colada นอกจากนี้มีกลุ่ม Fun Space Series สำหรับเด็ก มีสินค้า 4 กลุ่ม คือ Head to Toe, 2 in 1 Shampoo & Conditioner 3. Bath & Shower และ 4. Hair & Body Foaming Wash

4. วางตำแหน่งแบรนด์ และสินค้าเป็น Premium Mass เพื่อเป็น “ทางเลือกใหม่” ให้กับผู้บริโภค ไม่ได้ชนกับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่โดยตรงที่เน้นเจาะตลาด Mass

5. เจาะกลุ่มเป้าหมายเด็ก ตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 18 – 39 ปี ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอำนาจการซื้อสูง ถ้าเจอสินค้าถูกใจก็ซื้อทันที รักอิสระ ชอบแฟชั่น ดูแลใส่ใจตัวเอง และบอกต่อเรื่องของแบรนด์ และเรื่องราวของตนเองบนโลกออนไลน์ ดังนั้น “เทค แอนด์ แคร์ คอนเซ็ปต์” คาดหวังว่าแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล “Chupa Chups” จะเป็นที่รับรู้มากขึ้น ผ่านการบอกปากต่อปากของผู้บริโภคที่มีประสบการณ์การใช้สินค้า

6. นอกจาก Word of Mouth จากฝั่งผู้บริโภคแล้ว ยังได้ทุ่มงบการตลาด 10 ล้านบาท สำหรับสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักในช่วงแรก ผนวกกับการจัดอีเว้นท์ ตามอาคารสำนักงาน และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเจาะตรงถึงกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้ จะมีการแจกสินค้าตัวอย่าง

7. ปัจจุบันมีจำหน่ายที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้าน Specialty Store สุขภาพและความงาม เช่น Beautrium, Eveandboy, Beauty Market และต้นเดือนสิงหาคมนี้ จะมีวางจำหน่ายที่ Boots

รวมทั้งขายผ่านช่องทาง E-Commerce เช่น ออนไลน์ของท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, Eveandboy, 24 Shopping ของเครือซีพีออลล์ และ Konvy เป็นต้น

8. ราคาจำหน่าย สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เริ่มที่ เด็กมีตั้งแต่ 99 – 199 บาท ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ของผู้ใหญ่ราคาโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 169 – 300 กว่าบาท

9. เป้าหมายยอดขายภายในปีนี้ คาดว่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 50 – 60 ล้านบาท และในปี 2561 ตั้งเป้าโตเท่าตัว อยู่ที่ 100 – 120 ล้านบาท

10. ด้วยความที่ “เทค แอนด์ แคร์ คอนเซ็ปต์” เป็นบริษัทใหม่ เพราะฉะนั้นวิธีการจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดของตลาด Personal Care ในไทย จึงได้ใช้กลยุทธ์ “แบรนด์ปั้นบริษัท” ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์ที่คนรู้จักอยู่แล้ว มีคาแรกเตอร์ชัดเจน เอกลักษณ์โดดเด่น หรือมีความ Wow ในตัวเอง อย่างการได้ “Chupa Chups” เป็นแบรนด์แรกของบริษัท

นอกจากแบรนด์ Lollipop ชื่อดังแล้ว ขณะนี้ “เทค แอนด์ แคร์ คอนเซ็ปต์” เดินหน้าติดต่อซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์ดังๆ ต่อเนื่อง โดยหนึ่งในแบรนด์ได้ลิขสิทธิ์มาแล้ว “Paul Frank” ในการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Personal Care เช่นกัน โดยคาแรกเตอร์ของแบรนด์นี้ มีความเป็นแฟชั่น ทันสมัย ส่วนโปรดักต์ไลน์ที่จะเปิดตัวในอนาคต จะมีความครบวงจรทั้ง Face Care – Hair Care – Body Care