โฉมหน้าขุนพลแถวหน้า ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ภารกิจใหม่มันส์ๆกำลังจะเกิดขึ้นในอาณาจักรแห่งนี้

resize-central-group

-เซ็นทรัลตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำในกลุ่มบริษัทด้าน “ไลฟ์สไตล์และการบริการ” ศูนย์รวมแห่งการกิน เที่ยว ช้อป พักผ่อน และความบันเทิงอย่างครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม

– ทะยานสู่เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพลิกโอกาสทางธุรกิจ ในการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งในรูปแบบออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ช ที่สะดวก รวดเร็ว ตรงกับความต้องการของลูกค้า ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ด้วยคุณภาพของสินค้าและการบริการที่ได้มาตรฐาน

– เน้นบุกตลาดธุรกิจบนเวทีโลกไปยังกลุ่มเออีซี / ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ซึ่งมีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง

นอกจากนี้ได้เผยโฉมหน้าทัพผู้บริหารระดับขุนพล กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ และเตรียมความพร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต

ทีมผู้บริหารใหม่ของกลุ่มเซ็นทรัล
1. ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่ปรึกษาอาวุโส
2. ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ปรึกษาอาวุโส
3. คุณญนน์ โภคทรัพย์ President of Central Group
4. คุณนิโคโล กาลันเต้ Chief Operating Officer, Central Group
5. คุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจกลุ่มเซ็นทรัล

การปรับเปลี่ยนทีมผู้บริหารเดิม
1. คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร (in charge of CSR / Relations/ Communications and Group Marketing)
2. คุณวิมลมาศ เกื้อโกมลเดช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มเซ็นทรัล
3. คุณสจ๊วต สเต็มเพิล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มเซ็นทรัล

ความท้าทายในอนาคตและทิศทางการดำเนินงานของกลุ่มเซ็นทรัล

1. มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในกลุ่มบริษัทด้าน “ไลฟ์สไตล์และการบริการ” ก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็นศูนย์รวมแห่งการกิน เที่ยว ช้อป พักผ่อน และความบันเทิงอย่างครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มรองรับความท้าทายการแข่งขันในอนาคต และพร้อมดำเนินธุรกิจด้วยการมองการณ์ไกลไปอีก 10 ปีข้างหน้า

– ปี 2016 กลุ่มเซ็นทรัล ประมาณการยอดขายรวมคิดเป็น 3.2 แสนล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 21%
– ยอดขาย แบ่งตามลักษณะภูมิศาสตร์
กรุงเทพมหานคร 40% (กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอีก 5 แห่ง)
ต่างจังหวัด 30% (ครอบคลุมจังหวัดสำคัญ 36 จังหวัด ภายในปี 2017)
ต่างประเทศ 30%

2. ลูกค้าที่มีความหลากหลายยิ่งขึ้น
กลุ่มลูกค้าไทย
– จำนวนประชากรไทยทั้งหมด 66 ล้านคน (ข้อมูลปี 2016) อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรเพียง 0.5% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

resize-central-group_01

– 1/3 ของจำนวนประชากรที่อาศัยในเขตเทศบาล และมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
– ภายใน 4 ปีข้างหน้า (ปี 2020) ประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จะมีมากกว่าประชากรเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี)

resize-central-group_02

กลุ่มลูกค้าไทยของกลุ่มเซ็นทรัล
– ปี 2016 ธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลกระจายตัวอยู่ทั้งหมด 34 จังหวัดทั่วประเทศ รองรับประชากรไทยกว่า 45 ล้านคน (70%ของประชากรไทยทั้งหมด)
– จำนวนสมาชิก The 1 card มีทั้งหมด 11 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นคนเจนเนเรชั่น X

resize-central-group_03

กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว
– จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทยปี 2015 มีประมาณ 30 ล้านคน เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2014
– จำนวนนักท่องเที่ยว แบ่งตามเชื้อชาติ

resize-central-group_04

– ยอดใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อวัน 5,140บาท แบ่งเป็น ที่พักอาศัย 30%, จับจ่าย ใช้สอย 19%, อาหารและเครื่องดื่ม 11%, กิจกรรมความบันเทิง 10% , ท่องเที่ยว 6% และอื่นๆ
– จังหวัดยอดนิยม วัดจาก hashtag# ของนักท่องเที่ยวในโซเชียลมีเดีย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ภูเก็ต, ชลบุรี,กระบี่,สุราษฎ์ธานี,พังงา,เชียงใหม่,สงขลา,และอยุธยา

กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวของกลุ่มเซ็นทรัล
– ในปี 2015ยอดขายของกลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2014 ซึ่งอัตราการเติบโตสูงสุดมาจากนักท่องเที่ยวจีน (78%), กลุ่มตะวันออกกลาง (48%), และอินเดีย (22%)
– ธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลได้กระจายตัวอยู่ทั้งหมด 7 แห่งใน 8 จังหวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

กลุ่มลูกค้าในเขตการค้าชายแดน
– กระตุ้นการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งประชากรจากทั้ง 4 ประเทศรวมกันมีจำนวนกว่า 107 ล้านคน
– ขยายศักยภาพการค้าปลีกครบวงจรไปในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีประชากรรวมทั้งหมด 92ล้านคน และยอด GDPเติบโตมากกว่า 10%

3. เศรษฐกิจในยุคดิจิทัล : ออนไลน์, ธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ฉีกกรอบธุรกิจแบบเดิมๆ

– เทคโนโลยีที่หลากหลายในยุคดิจิตอลได้ฉีกกรอบการทำธุรกิจและวิถีการดำเนินชีวิตของประชากรทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์เน็ตในมือถือ, เทคโนโลยีคลาวด์ เป็นต้น

– ยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนไทยในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าต่างๆ ผ่านทางออนไลน์มากขึ้น เช่น สินค้าความงาม เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ผู้บริโภคจะทำการค้นหาข้อมูลออนไลน์มากกว่า 50% เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ และแนวโน้มการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

– ธุรกิจต้องทำการผนวกรวมทุกช่องทางการขายเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้สูงสุด เพราะปัจจุบันผู้บริโภคนิยมใช้สมาร์ทโฟน แอพพลิเคชั่น และเสพสื่อโซเชียลมีเดียไปพร้อมกัน ขณะเดินจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า

– ใน 10 ปีข้างหน้า การเติบโตโดยส่วนใหญ่ของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยจะมาจากช่องทางออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศการดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์มีบทบาทอย่างมาก เช่น จีน (ยอดขายทางออนไลน์คิดเป็น 14%ของยอดขายรวมทั้งหมด), ญี่ปุ่น (7%) และสหรัฐอเมริกา (9%)

– ธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์(อีคอมเมิร์ส) ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย (มีเพียง 2% ของธุรกิจค้าปลีก) เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกโดยส่วนใหญ่ยังคงยึดการค้าขายรูปแบบเดิม มากกว่าที่จะหลอมรวมกับสื่อออนไลน์ดังนั้นสินค้าและบริการผ่านทางสื่อออนไลน์จึงยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าที่ควร

– ยอดขายทางออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลจากออฟฟิศเมท ของประเทศไทย และ เหงียนคิม ของประเทศเวียดนามในปีนี้จะสูงกว่า 2,500ล้านบาท เนื่องจากได้เข้าสู่ช่องทางออนไลน์และเป็นผู้นำในกลุ่มสินค้าอย่างเต็มรูปแบบนอกจากนี้ยอดขายจากช่องทางออนไลน์ของกลุ่ม CentaraHotels and Resortsนับเป็น 30% ของยอดรวม

– กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำที่สร้างจุดเปลี่ยนของการทำธุรกิจจากร้านค้า เข้าสู่การผนวกทุกช่องทางการขายเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค เราตั้งใจที่จะนำเสนอสินค้าและบริการ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภคอย่างเต็มความสามารถ

– กลุ่มเซ็นทรัลยังเล็งเห็นโอกาสจากการใช้สื่อดิจิทัล ตั้งแต่เรื่องธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ส) ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโมเดลทางธุรกิจ อย่างเช่น Airbnbและ Uber ซึ่งได้เริ่มกระจายธุรกิจต่างๆเข้าไปในช่องทางข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น E-book, MEB, Central Online , Zalora ซึ่งในอนาคตกลุ่มเซ็นทรัลจะขยายธุรกิจให้ครอบคลุมในช่องทางดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

4. การขยายตัวในต่างประเทศ,ระดับโลภาภิวัฒน์ และระดับภูมิภาค (CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม, AEC – ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)

การขยายตัวในต่างประเทศ

resize-central-group_05

– ปี 2011 ถึงปี 2016 ยอดขายในต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 12 เท่า (จาก 7,000ล้านบาทเป็น 85,000 ล้านบาท)

– ยอดขายในประเทศ เพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

– จำนวนประชากรทั้งหมดในกลุ่ม CLMVรวมกับประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย รวมเป็น 525 ล้านคน
ประเทศอินโดนีเซีย   258 ล้านคน
ประเทศเวียดนาม       92 ล้านคน
ประเทศไทย              68 ล้านคน
ประเทศพม่า              54 ล้านคน
ประเทศมาเลเซีย       30 ล้านคน
ประเทศกัมพูชา         16 ล้านคน
ประเทศลาว                7 ล้านคน

ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลมีกิจการอยู่ในประเทศเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ประเทศเวียดนาม
ในปี 2016 คาดว่าจะมียอดขาย 37,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
ธุรกิจช้อปปิ้งมอลล์ 31 แห่ง
ธุรกิจFood Retail: ไฮเปอร์มาร์เก็ต / ซูเปอร์มาร์เก็ต 55 แห่ง (Big C 36 แห่ง และ ร้าน Lanchi19 แห่ง) และร้าน Big C Express 13 แห่ง
ห้างโรบินส์ 2 แห่ง
ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า Nguyen Kim 27 แห่ง
ร้านขายอุปกรณ์กีฬา 29 แห่ง (ร้าน Supersports, Crocs, New Balance, Speedo)
ร้านขายสินค้าแฟชั่น 36 แห่ง (ร้าน Mark & Spencer, F&F, Komonoya, Lee, Sanrio)
ร้าน B2S 2 แห่ง
ร้านค้าออนไลน์ : Zaloraและ Nguyen Kim online
ธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศเวียดนาม ครอบคลุม 26 จังหวัด คิดเป็น 60% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ประเทศมาเลเซีย
กลุ่มธุรกิจเทรดดิ้งเสื้อผ้า แฟชั่น HCH โดยเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป
ศูนย์การค้า เซ็นทรัลพลาซา ไอ-ซิตี้ (i-City) โดยซีพีเอ็นจะเปิดให้บริการในเดือนตุลาคมปี 2018

อินโดนีเซีย
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 2 แห่ง ในกรุงจาการ์ต้า

5. ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SME)

ประเทศไทยมีธุรกิจ SME อยู่ 2.8 ล้านราย โดย 42% หรือ 1.2 ล้านรายของจำนวนธุรกิจ SME ทั้งหมด เป็นธุรกิจด้านการค้าปลีกและค้าส่ง

แรงงานในธุรกิจ SME มี 13 ล้านคน โดย 6 ล้านคน คือแรงงานที่อยู่ใน sector เดียวกันของกลุ่มเซ็นทรัล จำแนกเป็น
ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง 3.6 ล้านคน
ธุรกิจด้านโรงแรมและร้านอาหาร 1.2 ล้านคน
ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ 1 ล้านคน
ธุรกิจด้านการส่งออก SME มีอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

– ปี 2011 ถึงปี 2015 อัตราการส่งออกของธุรกิจ SME มีการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 4.8% เปรียบเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่อัตราการส่งออกเติบโตเฉลี่ยต่อปีเพียง 1.2%

กลุ่มเซ็นทรัลมีตั้งใจที่จะส่งเสริมและผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่มีศักยภาพ เพื่อการเติบโตและขยายตลาดทั้งภายในและนอกประเทศ เป็นการช่วยเหลือชุมชนให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนสามารถแบ่งปันความรู้ไปสู่ชุมชนรอบข้างให้เติบโตไปพร้อมกันได้

6. แนวทางการบริหารงานกับผู้มีส่วนร่วมเชิงธุรกิจ

กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งมั่นที่จะสร้างค่านิยมขององค์กรไปยังผู้มีส่วนร่วมเชิงธุรกิจ (ผู้ผลิตสินค้าและวัตถุดิบ, สิ่งแวดล้อม, สังคม, พนักงาน, หน่วยงานภาครัฐ และคนรุ่นหลัง) ทั้งการร่วมมือกันในระยะยาว, การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของธุรกิจร่วมกันด้วยความเท่าเทียม

ด้วยการบริหารองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล, ดำเนินงานตามหลักปฏิบัติสากลเพื่อความเป็นเลิศ, ขับเคลื่อนการบริหารงานด้วยการใช้ระบบการจัดการความเสี่ยงระดับมืออาชีพ, มีการกำกับดูแลและบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล และมุ่งเน้นการตรวจสอบ เพื่อความสมดุลและโปร่งใส, ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อสร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีร่วมกัน

นอกจากนี้การขยายกิจการไปยังประเทศต่างๆ ของกลุ่มเซ็นทรัล ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายของทางภาครัฐ

พร้อมทั้งยึดมั่นในปรัชญาการบริหารงาน คือ “การพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน” โดยที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัล มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 30,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ, สร้างอาชีพ พัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน อันจะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนและประเทศ (ตัวเลขการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล ในปี 2015 เท่ากับ 34,000ล้านบาท)
รวมทั้งการทำธุรกิจคู่สังคม (CSV – Creating Shared Value)

กลุ่มเซ็นทรัลตระหนักถึงความสำคัญและยึดถือปฏิบัติในการบริหารธุรกิจควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยยึดหลักของ UN Global Compact โดยมีวิสัยทัศน์ของ UN SDGs – United Nations Sustainable Development Goals–SDGs)มุ่งที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศและช่วยส่งเสริมคุณภาพขีวิตของชาวไทยทุกคน