Facebook ส่อเค้าขาลง คนใช้งานอ่านอย่างเดียว แต่ไม่ยอมเล่าเรื่องตัวเอง 

0

Mark Zuckerberg, chief executive officer of Facebook Inc., speaks during the Facebook F8 Developers Conference in San Francisco, California, U.S., on Wednesday, March 25, 2015. Zuckerberg plans to unveil tools that let application makers reach the social network's audience while helping the company boost revenue. Photographer: David Paul Morris/Bloomberg via Getty Images

วิกฤติเริ่มก่อเค้าลางเมื่อ User รู้สึกไม่สนิทกับ Facebook เหมือนที่เคย พวกเขาเล่าเรื่องของตัวเองน้อยลง โพสต์สเตตัสน้อยลง ลงรูปน้อยลง การใช้เวลาไปกับ Facebook ส่วนใหญ่ไปเพื่อการเสพคอนเทนท์จากเพจใหญ่ๆ หรือจากแบรนด์ กดไลค์และแชร์คอนเทนท์ที่พวกเขาชอบหรือสนใจ มากกว่าการสร้างคอนเทนท์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งนั่นเหมือนจะผิดวัตถุประสงค์จากตอนแรกที่ Facebook ก่อตัวขึ้น

คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เริ่มรู้สึกว่า Facebook ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ วันๆ แค่เลื่อนนิ้วไปบน News Feed ด้วยความเคยชิน กดไลค์บางโพสต์ แชร์บางอย่าง แต่ไม่รู้จะเขียนอะไรหรือไม่รู้สึกอยากสร้างคอนเทนท์ของตัวเองลงเฟซบุ๊คมาซักระยะแล้ว ถ้าใช่.. คุณไม่ใช่คนเดียวที่มีความรู้สึกแบบนั้น จากข้อมูลที่เราได้รับเฟซบุ๊กเผชิญกับวิกฤตินี้มาหลายเดือนแล้ว ตามสถิติพบว่า User โพสต์คอนเทนท์ของตัวเองลงบน Facebook ส่วนตัวน้อยลงถึง 21% เมื่อเทียบจากปี 2014 – 2015 และสถิติการแชร์ก็น้อยลง 5.5% Facebook พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยหลายวิธีการเพื่อเพิ่มอัตราการแชร์ให้มากขึ้น เช่น เปลี่ยน Algorithm ให้โพสต์จาก User ปกติมีความสำคัญกว่าแบรนด์คอนเทนท์ หรือคอนเทนท์จากเพจต่างๆ  ไปจนถึงการปล่อยฟังก์ชั่น Live Stream

นอกจากนี้ Facebook ยังพยายามผลักดันให้มีการสร้างคอนเทนท์ที่มีคุณภาพจากบริษัทผลิตสื่อและเซเลบทั้งหลาย เพื่อให้คอนเทนท์เหล่านี้กุมพื้นที่บนเฟซบุ๊กให้มากที่สุด เพื่อให้แบรนด์จ่ายเงินเพื่อลงโฆษณาให้สูงขึ้นหากอยากให้คอนเทนท์ของแบรนด์แย่งชิงพื้นที่จากคอนเทนท์เหล่านี้ได้

แต่กลยุทธ์นี้เหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่ Facebook ต้องการจริงๆ เพราะเหมือนว่ายิ่งมีการแข่งขันแย่งชิงพื้นที่บนหน้าฟีดมากเท่าไหร่ User ทั่วไปยิ่งรู้สึกไม่อยากโพสต์คอนเทนท์ส่วนตัวลงบน Facebook ของพวกเขา เราสามารถสังเกตได้จากตอนนี้โพสต์ที่เราเห็นบ่อยๆ บน News Feed ไม่ใช่จากเพื่อนที่เราสนใจ แต่กลับเป็นคนที่โพสต์บ่อยที่สุด ซึ่งเราได้ข้อมูลมาว่าตอนนี้ ภายในหนึ่งสัปดาห์ 60% ของผู้ใช้งานแชร์คอนเทนท์ที่ไม่ใช่คอนเทนท์ส่วนตัว ส่วนอีก 39% โพสต์คอนเทนท์ส่วนตัวเฉลี่ยไม่เกิน 5 คอนเทนท์ต่อสัปดาห์

ผู้เขียนบทความนี้เป็นคนหนึ่งที่เคยถูกแฮค Facebook และรู้สึกผิดหวังจริงจังกับความไม่ปลอดภัยที่ได้รับหลังจากเขาทุ่มเทเวลากับการสร้างคอนเทนท์อันมีค่ามากมายในระยะเวลาที่ยาวนานจนเกิดเป็นความผูกพันธ์ เชื่อใจ รู้สึกเป็นเจ้าของ แต่แฮคเกอร์กลับเข้าถึงมันได้อย่างง่ายดาย เขารู้สึกโกรธในตอนแรก แต่หลังจากนั้นไม่นานก็รู้สึกว่าถ้า Facebook ของเขาจะจากไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน สุดท้ายเขาก็แค่ไม่ต้องเล่นมันอีก ซึ่งเขารู้สึกดีถ้ามันจะเป็นแบบนั้น และยังคงรู้สึกแม้ว่าจะได้แอคเคาท์กลับคืนมาแล้วก็ตาม

แต่หลังจากเขาได้แอคเคาท์คืน หลังจากล็อกอินเข้าไปเข้าพบว่าหน้า News Feed ของเขาเหมือนมีแต่ขยะ.. มันเต็มไปด้วยคอนเทนท์มากมายจากเพจที่เขาไปกดไลค์ไว้นานนมจนลืมมันไปแล้ว และโพสต์อัพเดตสเตตัสจากเพื่อนที่เขาแอดอย่างไม่ตั้งใจตอนโดนแฮค เขาต้องใช้เวลาอย่างมากมายในการพยายามปรับให้ Facebook ของเขารู้จักและเข้าใจความต้องการของเขาอีกครั้งว่าเขาชอบอะไร สนใจอะไร และอยากเห็นโพสต์แบบไหน และยังต้องใช้เวลาในการคิดว่าจะโพสต์สเตตัสอะไรดี

เราจึงเห็นได้ว่า Facebook ไม่สนใจว่ามีข้อมูลอะไรบ้างถูกแชร์ และใครเป็นคนแชร์ ตราบเท่าที่มันยังดีพอที่จะจับความสนใจจาก User และพวกเขายังแชร์มันต่อ ปัญหาคือ Facebook ไม่สนแม้กระทั่งรูปแบบคอนเทนท์ที่เกิดขึ้น บางช่วงเป็นเวลาของข่าวจากนิวยอร์คไทม์ บางช่วงเป็นเวลาของไอซ์บัคเก็ต และล่าสุดถึงช่วงเวลาของ Live Stream อะไรก็ตามที่สามารถจับความสนใจของ User ได้ นั่นคือจะอยู่ในหน้าฟีดของคุณ ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจเป็นเวลาของคางคกจากต่างดาวก็ได้

โชคดีของ Facebook ก็คือมันแพร่หลายไปทั่วและติดได้ง่าย จำนวนฐานผู้ใช้ก็โตวันโตคืนไม่เว้นแม้แต่ในกลุ่ม Millennial ทำให้ไม่กระเทือนในแง่ของธุรกิจ แต่เราเชื่อว่าไม่นาน User จำนวนมากจะเริ่มตั้งคำถามแบบเดียวกัน การลดลงอย่างมหาศาลของการแชร์คอนเทนท์ส่วนตัวเป็นสัญญาณเตือนว่าผู้ใช้งานเริ่มรู้สึกแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาได้จาก Facebook มันมีค่าน้อยกว่าสิ่งที่พวกเขาให้

ถ้าคุณยังไม่เกิดคำถามล่ะก็ ลองเริ่มถามตัวเองดูว่าเวลาอันมีค่าที่คุณให้กับ Facebook คุณควรได้อะไรกลับมา?

Source

แปลและเรียบเรียงโดย: Prim Meow Meow